
คิดใหม่แบ่งเค้กใหม่
น่าเสียดายโอกาสในการระดมสมองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.
น่าเสียดายโอกาสในการระดมสมองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.
งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 วงเงิน 2.3 ล้านล้านบาท เพราะดูเหมือนว่าทุกฝ่ายไม่ได้ใช้เวทีนี้มาช่วยกันหาทางออกวิกฤตของประเทศไทยอย่างจริงจัง
นายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังคงร่ายรายละเอียดของการใช้เงินตามหลักการบริหารบ้านเมืองในภาวะปกติ และยังไม่รู้หรือว่าตัวเลขที่ประกาศปาวๆ ออกมานั้น ส่วนใหญ่ยังคงเป็นการจัดทำข้อมูลภายใต้สมมติฐานที่ประเทศไทยยังไม่เกิดมหาอุทกภัย วันนี้สถานการณ์พลิกตาลปัตร ดังนั้นการประมาณการตัวเลขการจัดเก็บรายได้คงจะเป็นไปได้ยาก ไม่รู้ว่าเศรษฐกิจปีนี้และปีหน้าจะโตสักเท่าไร
อุตสาหกรรมสำคัญๆ ของประเทศ อาทิ ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการอุปโภคบริโภค อย่าว่าแต่จะคิดเสียภาษีให้กับรัฐบาลเลย โรงงานและเครื่องจักรที่จมน้ำมานาน จึงยังไม่รู้อนาคตเลยว่าบริษัทจะเจ๊งหรือไม่
ถ้าหากนายกฯ ยังคงยืนกรานที่จะใช้งบประมาณรายจ่ายจำนวน 2.3 ล้านล้านบาท เพื่อประโยชน์หลากหลาย ทั้งเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนสำคัญของชาติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม พัฒนาสังคมไทยให้เข้มแข็งยั่งยืน สามารถพึ่งตนเองและแข่งขันในเวทีโลกได้ โดยคำนึงถึงความอยู่ดีมีสุขและประโยชน์ที่จะตกสู่ประชาชนเป็นสำคัญแล้ว เชื่อว่าผลประโยชน์จะตกไม่ทั่วฟ้าอย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้หรอก รวมถึงการตรวจสอบการใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด และไม่มีการทุจริตคงเป็นไปได้ยากเหลือเกิน
นอกจากนี้ ยังสะท้อนว่านายกฯ ประเมินความเสียหายของน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ต่ำกว่าความเป็นจริงมากๆ เพราะวงเงินที่ตั้งไว้คงใช้ไม่พอหรอก อาจจะต้องตุกติกใช้เงินนอกงบประมาณผ่านสถาบันการเงินของรัฐ หรืออาจจะต้องกู้เงินมากกว่า 4 แสนล้านบาท อย่างที่ตั้งงบประมาณขาดดุลไว้ก็ได้
และนับว่า “นายกฯ” คิดไวและปากไวเกินไปหรือไม่ เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน เสนอให้รัฐบาลปรับปรุงการใช้งบประมาณ พร้อมทบทวนนโยบายประชานิยม โดยเฉพาะเรื่องรถยนต์คันแรก บ้านหลังแรก และโครงการจำนำข้าว เพื่อนำเงินมาใช้ในการแก้ปัญหาน้ำท่วมก่อน แต่นายกฯ ยังคงยืนยันเดินหน้าต่อ เพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนรับทราบมาตั้งแต่ต้น
เป็นเหตุผลที่ไม่เหมาะสมกับภาวะวิกฤต เพราะโครงการเหล่านี้ยังไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน แถมยังจะเพิ่มภาระให้กับงบประมาณปี 2556 ด้วย รัฐบาลควรจะจัดสรรรายจ่ายใหม่ให้ตรงเป้าและกระตุ้นเศรษฐกิจให้มากที่สุดจะดีกว่า มิเช่นนั้นประเทศไทยอาจจะเผชิญกับภาวะหนี้สิน หรือไม่มีเงินสำหรับค่าใช้จ่ายประจำก็ได้







