
เรียกความเชื่อมั่นฟื้นฟูชาติ
ต้องยอมรับว่าภาพลักษณ์การบริหารประเทศของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในการจัดการวิกฤตน้ำท่วม ต้องถือว่าอยู่ในขั้น
ต้องยอมรับว่าภาพลักษณ์การบริหารประเทศของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในการจัดการวิกฤตน้ำท่วม ต้องถือว่าอยู่ในขั้น
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ต้องยอมรับว่าภาพลักษณ์การบริหารประเทศของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในการจัดการวิกฤตน้ำท่วม ต้องถือว่าอยู่ในขั้น “ตกต่ำสุดขีด” และ “สอบตก” ในสายตาประชาชน นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
ส่งผลให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์จำเป็นต้องพึ่งพาบุคคลภายนอกคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้ามาสร้างความ “เชื่อมั่น” แทนคนในรัฐบาลที่ถูกตราหน้าว่าไม่มี “กึ๋น”
เพราะที่ผ่านมา “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ หรือแม้แต่ “ขุนคลัง” อย่าง “ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” ที่มักหลบเลี่ยงและไม่ค่อยปรากฏข่าว
การจัดวางตำแหน่งมือจัดการน้ำก็ “ผิดฝาผิดตัว” มาตั้งแต่ต้น คือ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ที่ไม่มีประสบการณ์การจัดการน้ำเลยได้รับตำแหน่ง “ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)
ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างการเมืองท้องถิ่นและระดับประเทศ ปรากฏต่อสาธารณชน ถึงขั้นที่หลายฝ่ายพูดเสียงตรงกันว่า “ความขัดแย้ง” ในการจัดการน้ำ
ทั้งหมดคือ ต้นตอของวิกฤตการจัดการบริหารน้ำท่วมครั้งที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย
ทำให้น้ำท่วมในพื้นที่ 37-38 จังหวัด นิคมอุตสาหกรรมพังพาบไป 7 แห่ง และจ่อท่วมอีก 2 แห่ง คือ “บางชันสินสาคร” โรงงานจมน้ำหลายพันแห่ง ไม่นับรวมเอสเอ็มอีอีกหลายหมื่นรายที่สิ้นเนื้อประดาตัว ประเทศเจ๊งยับไม่น้อยกว่า 5 แสนล้านบาท แรงงานตกงานกว่า 8 แสนคน ประชาชนทนทุกข์กว่า 3 ล้านคน
ถือเป็นบทพิสูจน์ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุด
ผลที่ตามมาคือ เกิดมวยหลายคู่ชกกันบนหน้า “สื่อ”
ที่สำคัญที่สุด คือ การตัดสินใจที่ “ไม่ตัดสิน” และ “ความเกรงใจ” ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เองที่เป็นตัวกระตุ้นให้เหตุการณ์เข้าสู่จุด “ตีบตัน”
พลันที่มีการแต่งตั้ง “ดร.โกร่ง” “วีรพงษ์ รามางกูร” กูรูชื่อดัง อดีตรัฐมนตรีหลายสมัยและติดโผรายชื่อว่าที่รัฐมนตรีของ ครม.ไทยแทบทุกสมัยในยามวิกฤต กลับปรากฏอยู่ในรายชื่อ “กยอ.” หรือคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ
และ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ที่ได้รับตำแหน่งที่ปรึกษาคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หรือ “กยน.”
นั่นหมายถึง “ดร.โกร่งดร.สุเมธ” ที่ออกหน้า “กู้ภาพลักษณ์” ให้กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กำลังวางเดิมพัน “ชื่อเสียง” อันยาวนาน ที่พร้อมจะจมหายไปพร้อมกับสายน้ำที่กำลังทยอยไหลลงทะเล และความเชื่อมั่นต่อฝีมือการบริหารงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ถดถอยลงทุกขณะ
“1 ใน 3 ของเขตเศรษฐกิจประเทศทั้งการผลิต การค้าและการส่งออกเสียหายจากน้ำท่วม...เป็นภารกิจในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง จึงต้องออกมาช่วยเหลือประเทศชาติ” ดร.วีรพงษ์ กล่าว
ดร.โกร่ง ระบุว่า จะนำโมเดลการสร้าง “อีสเทิร์นซีบอร์ด” มาเป็นพิมพ์เขียวในการวางอนาคตประเทศไปสู่ความมั่นคงและมั่งคั่ง
ดูประหนึ่งว่า ดร.โกร่งมีความมั่นใจสูงยิ่งว่า จะสามารถปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้ลุล่วง
ทว่าเมื่อย้อนกลับไปดูโครงสร้าง “กยอ.” ปรากฏชื่อ “กุนซือ” คนสำคัญของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั่นคือ “พันศักดิ์ วิญญรัตน์” อดีตที่ปรึกษานายกฯ และอดีตทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก เป็นหนึ่งในกรรมการคณะกรรมการชุดนี้
เมื่อ “2 กูรู” มาพบกันในภารกิจสร้างอนาคตประเทศอย่างยั่งยืน และการป้องกันภัยพิบัติระยะยาว การประสานงานจึงมีทีท่าว่าจะกลายเป็นการ “ประสานงา” เพราะต่างฝ่ายต่างมีจุดยืนและแนวคิดที่แตกต่างกัน เพราะต่างฝ่ายต่าง “รู้”
เช่นเดียวกับการเข้ามามี “อิทธิพล” ของ พ.ต.ท.ทักษิณผ่านองคาพยพของกรรมการที่ล้วนเป็น “เครือข่าย” น่าจะสร้างปัญหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะที่การทำงานของ “ดร.สุเมธ” ในตำแหน่งที่ปรึกษา “กยน.” น่าจะมีความราบรื่นที่สุด เพราะ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ มอบหมายให้ “กิตติรัตน์” ที่มีท่าที “ประนีประนอม” ทำหน้าที่เป็นประธาน ประกอบกับมีมือประสานงานสิบทิศอย่าง “นิพัทธ พุกกะณะสุต” ร่วมงานน่าจะทำให้ “ดร.สุเมธ” เปลืองตัวน้อยที่สุด
ภารกิจของ “ดร.โกร่งดร.สุเมธ” จึงไม่ใช่เพียงแค่การวางยุทธศาสตร์จัดการน้ำระยะยาว แต่มีภารกิจพ่วงเข้ามาอีกคือ ทำให้ภาพลักษณ์การฟื้นฟูประเทศมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
แต่ท้ายที่สุดแล้ว หากยุทธศาสตร์ฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ และยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำชัดเจน มีแผนและโครงการและกรอบวงเงินที่ต้องใช้ หากไม่มีการตัดสินใจลงมือปฏิบัติใน “ขั้นสุดท้าย” แล้ว สิ่งที่เพียรพยายามทำกันมาก็ต้องวางไว้ “บนหิ้ง”
เหมือนที่ผ่านๆ มา จนกว่าจะมีลูกเล่นประชานิยมใหม่ๆ มาขายฝันประชาชน







