
น้ำขึ้นให้รีบคว้า(กรมธรรม์)ตอนจบ
(ต่อจากฉบับเมื่อวานนี้)
(ต่อจากฉบับเมื่อวานนี้)
โดย..คุณศิวพงศ์ วิริยะบุศย์
ตั้งรับ ไม่ดูดาย
นอกจากนั้นแล้ว หน้าที่ที่สำคัญของผู้เอาประกันภัยอีกประการหนึ่งก็คือ การใช้ความระมัดระวังตามควรที่จะป้องกันความเสียหายในทรัพย์สินของตนด้วย ไม่ใช่เห็นว่ามีประกันภัยก็จะปล่อยจมท่าเดียว เช่นถ้าผู้เอาประกันภัยมีโรงงาน จากที่เคยกองสินค้าไว้ในลานก็อาจต้องพิจารณาขนสินค้าเข้ามาเก็บไว้ในอาคารที่มิดชิด (กล่าวคือมีผนังปิดทั้งสี่ด้าน) หรือสินค้าอะไรที่เคยวางอยู่ชั้นหนึ่งก็ต้องลองหาช่องทางย้ายขึ้นเก็บไว้ชั้นสองดูบ้าง เพื่อให้บริษัทประกันภัยอุ่นใจว่า ทางผู้เอาประกันภัยไม่ได้ปล่อยปละละเลยในการดูแลรักษาทรัพย์สิน เพราะโดยทั่วไปแล้ว บริษัทประกันภัยมักจะไม่จ่ายค่าเสียหายที่เกิดกับทรัพย์สินที่เก็บไว้กลางแจ้ง เว้นแต่จะเป็นกรมธรรม์แบบคุ้มครองถึงสินค้าที่วางอยู่นอกโรงงานด้วย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หน้าที่การใช้ความระมัดระวังตามควรนี้ คงไม่ได้หมายถึงการที่ผู้เอาประกันภัยทุกคนจะต้องลุกขึ้นก่อกำแพงกระสอบทรายล้อมโรงงานตัวเองเป็นป้อมทหารกันเสียหมด เว้นเสียแต่ว่าบริษัทประกันภัยจะเป็นผู้ขอโดยชัดแจ้งให้มีการดำเนินการเช่นนั้น เพียงแต่ว่าผู้เอาประกันภัยจะต้องไม่ทำในสิ่งที่กฎหมายเรียกว่าเป็น “ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” เช่นทางการเตือนว่าให้หยุดการผลิตก็ยังไม่หยุด หรือเปิดประตูเปิดหน้าต่างโรงงานรอน้ำ เป็นต้น ทั้งนี้ก็เป็นไปตามมาตรา 879 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งกำหนดว่า ผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดในเมื่อความวินาศภัย หรือเหตุอื่นซึ่งได้ระบุไว้ในสัญญานั้นได้เกิดขึ้นเพราะความทุจริต หรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์นั่นเอง
ค่าใช้จ่ายตามสมควร
ทีนี้ถามว่า บริษัทประกันภัยจะต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายบรรดาที่นายมิตรเกล้าได้ใช้ไปเพื่อป้องกันทรัพย์สินของตัวเองตามสมควรหรือไม่ คำตอบก็คือใช่ บริษัทประกันภัยต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายตามสมควรเพื่อการป้องกันทรัพย์สินของผู้เอาประกันภัยเช่นนี้ แม้ว่าสุดท้ายแล้ว ปราการกระสอบทรายที่ทุกคนนึกว่า “เอาอยู่ๆ” จะทานน้ำไม่ไหว แล้วในที่สุดโรงงานของนายมิตรเกล้าก็ยังมิดหัวอยู่นั่นเอง อย่างไรก็ตาม เรื่องจะขลุกขลักนิดหน่อยหากว่าเอาเข้าจริงๆ แล้ว น้ำเกิดไม่มาท่วมโรงงานของนายมิตรเกล้าขึ้นมา เพราะตามมาตรา 877 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้นกำหนดว่า “ผู้รับประกันภัยจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน...เพื่อบรรดาค่าใช้จ่ายอันสมควร ซึ่งได้เสียไปเพื่อรักษาทรัพย์สิน ซึ่งเอาประกันภัยไว้นั้นมิให้วินาศ” ดังนั้น ถ้าน้ำไม่มาท่วม กรณีก็จะเป็นว่าไม่มีความเสียหายจากน้ำท่วมเกิดขึ้นกับทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเลย จึงย่อมไม่ใช่กรณีที่บริษัทประกันภัยจะต้องให้ความคุ้มครองหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายมิตรเกล้า และยิ่งไม่ต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายที่นายมิตรเกล้าได้ใช้ไปเพื่อป้องกันทรัพย์สินนั้นอีกด้วย
สรุป
จะอย่างไรก็แล้วแต่ เอาเป็นว่าเฉพาะหน้าน้ำนี้ ขอให้ผู้เอาประกันภัยทุกคนรีบคว้ากรมธรรม์ของตัวเองขึ้นมาตรวจดูว่า ประกันภัยที่ตัวเองได้ขยันส่งเบี้ยตลอดมาเมื่อน้ำยังแห้งนั้น คุ้มครองถึงเรื่องน้ำท่วมหรือไม่ และถ้าคุ้มครองแล้ว ท่านได้แจ้งบริษัทประกันภัยและส่งหนังสือเรียกร้องค่าเสียหายภายในกำหนดเวลาหรือไม่ นอกจากนั้น ท่านควรตรวจสอบว่า เอกสาร หลักฐาน โดยเฉพาะเอกสารสิทธิ ใบเสร็จ และภาพถ่าย มีครบถ้วนและสามารถยืนยัน นอนยันกับบริษัทประกันภัยได้ทุกท่วงท่า เมื่อตอบคำถามสามข้อนี้ได้แล้ว ท่านก็จะได้ประเมินถูกว่า สถานะทางการประกันของท่านอยู่ในระดับใด และสามารถริเริ่มจัดสรรทรัพยากรเพื่อการกลับมาดำเนินชีวิตและธุรกิจภายหลังน้ำลดได้อย่างมั่นคงต่อไปนั่นเอง







