
หนี้สินครัวเรือน สกรัม หนี้เสีย ระบบแบงก์
หายนะภัยน้ำท่วมใหญ่ พ.ศ.นี้ สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยมูลค่ามหาศาล เศรษฐกิจที่เป็นอัมพาต
หายนะภัยน้ำท่วมใหญ่ พ.ศ.นี้ สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยมูลค่ามหาศาล เศรษฐกิจที่เป็นอัมพาต
โดย...ทีมข่าวการเงิน
หายนะภัยน้ำท่วมใหญ่ พ.ศ.นี้ สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยมูลค่ามหาศาล เศรษฐกิจที่เป็นอัมพาต ส่งผลกระทบต่อทุกภาคเศรษฐกิจและการจ้างงานอย่างหนักหน่วง
โดยเฉพาะแรงงานนับล้านคน และคนที่หาเช้ากินค่ำ ที่ต้องหยุดงานหรือขายของไม่ได้ตามปกติ รายได้ที่เคยได้รับหายไป ทว่าหนี้สินและดอกเบี้ยรายเดือนยังต้องจ่ายออกจากกระเป๋าทุกวัน
สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) สำรวจภาวะหนี้สินครัวเรือนปี 2554 พบว่าครัวเรือนไทย 56.9% มีหนี้ โดยมีหนี้สินเฉลี่ย 136,562 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งหนี้สินส่วนใหญ่ 74.6% เป็นการก่อหนี้ในครัวเรือน คือ หนี้สินซื้อบ้านและที่ดิน 36.4% ใช้ในการอุปโภคบริโภค 36.1%
ขณะที่หนี้สินครัวเรือน พบว่า หนี้สินในระบบเฉลี่ยอยู่ที่ 132,452 บาทต่อครัวเรือน และหนี้สินนอกระบบเฉลี่ย 4,110 บาทต่อครัวเรือน
สรุปได้ว่า มีหนี้สินอย่างน้อย 3 ส่วนที่สร้างความหนักใจ และก่อเกิดความเครียดอย่างสูงให้แรงงานและผู้ประสบภัยทั้งทางตรงและทางอ้อม
คือ 1.หนี้สินจากการเช่าซื้อที่อยู่อาศัย 2.หนี้สินจากการอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะหนี้สินบัตรเครดิตที่แม้อัตราดอกเบี้ยจะไม่เกิน 21-22% ต่อปี แต่หากบวก “ทวงถาม” กรณีผิดนัดชำระหนี้ก็นับว่าสาหัสพอดู และ 3.หนี้สินนอกระบบที่มีดอกเบี้ยมหาโหดขั้นต่ำ 10-20% ต่อเดือน
หากพิจารณาหนี้สิน 2 กลุ่มแรก ได้แก่ หนี้สินซื้อบ้านและหนี้บัตรเครดิต จะพบว่าการที่ลูกหนี้รายได้หายไป หรือบางรายถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว ความสามารถในการชำระหนี้จะลดลง และหนี้สินก้อนนี้จะกลายเป็นหนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ “เอ็นพีแอล” ในระยะเวลาอันใกล้
โดยเฉพาะกรณีสินเชื่อส่วนบุคคลหรือบัตรเครดิตมีความเสี่ยงถูกลูกหนี้ “ชักดาบ” ในอัตราที่สูงมาก ย้อนกลับมาเป็นต้นทุนของธนาคารฯ
ส่งผลให้ระบบสถาบันการเงินกำลังเผชิญกับความเสี่ยงหนี้เสียในระดับค่อนข้างสูง ขณะที่ตัวเลขหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบเดือน ก.ย. 2554 พบว่าอยู่ที่ 3.19% หรือ 268,525 ล้านบาท ส่วนหนี้เสียในส่วนสินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 4.01% หรือ 386,648 ล้านบาท
หนี้เสียที่ค้างในระบบกว่า 6.4 แสนล้าน บวกกับหนี้เสียที่จะเกิดขึ้นใหม่ อาจเป็นสาเหตุให้สถาบันการเงินทั้งระบบ “ลังเล” และส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูเยียวยาเหตุการณ์หลังน้ำลดได้ไม่เต็มที่
เป้าหมายของรัฐบาลที่อัดฉีดเงินกู้เข้าระบบ 3.25 แสนล้านบาท จะไม่เป็นไปตามที่หวังแน่นอน ขณะที่การประชุมร่วมกับระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และสมาคมธนาคารไทย และผู้ประกอบธุรกิจเอกชนเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน
น.ส.ยิ่งลักษณ์ เรียกร้องให้ธนาคารพาณิชย์ดูแลลูกหนี้ที่ได้รับความเดือนร้อนจากน้ำท่วม โดยระบุว่า “เมื่อธนาคารฯมีโครงการช่วยเหลือสังคมหรือ CSR อยู่แล้ว เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะทำโครงการ CSR ในลักษณะการช่วยเหลือโดยการพักหนี้หรือลดหนี้สิน”
แต่นายชาติศิริ โสภณพาณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ที่เข้าร่วมประชุมไม่มีท่าทีตอบรับหรือสนับสนุน
“นายชาติศิริได้แต่ยิ้ม และไม่ได้พูดอะไรต่อ” แหล่งข่าวในที่ประชุมระบุ และตั้งข้อสังเกตว่าการประกอบธุรกิจของธนาคารพาณิชย์เป็นเรื่องของผลกำไร การมีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น และมีกฎระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำกับ
การเฉือนรายได้ของธนาคารเพื่อช่วยเหลือในรูปแบบ CSR จึงเป็นเรื่องยากที่จะเกิดขึ้น เพราะธุรกิจก็คือธุรกิจ โครงการดูแลและช่วยเหลือลูกหนี้ยามเดือดร้อน เช่น การยืดเวลาชำระหนี้ ลดอัตราดอกเบี้ย และปรับโครงสร้างหนี้ จึงเป็นแค่ “ยาทา” เท่านั้น
แต่ในมุมมองของเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า การทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันการเงินกับลูกหนี้ที่เป็นผู้ประกอบการและลูกหนี้รายย่อยอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เกิดน้ำท่วม และมีมาตรการช่วยเหลือต่างๆออกมา มั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาหนี้เสียหรือหนี้ด้อยคุณภาพในระบบเพิ่มขึ้นแน่
"วันนี้ทุกแบงก์มีการกันสำรองมากกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของแบงก์ชาติ มากน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละแบงก์ ซึ่งเหตุการณ์น้ำท่วมนี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์ระยะสั้น และภายใน 46 สัปดาห์สถานการณ์น่าจะนิ่ง เมื่อโรงงานต่างๆกับมาเดินเครื่องได้ภายในสิ้นปีนี้ ผู้ประกอบการ แรงงานก็มีรายได้ จึงเชื่อว่าไม่มีผลต่อคุณภาพหนี้"นายเชาว์ระบุ
นายเชาว์ ประเมินว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสถาบันการเงิน คือ ปริมาณการปล่อยสินเชื่อช่วงต้นๆ จะลดลงแน่ เพราะโรงงานยังไม่เดินเครื่องผลิต แต่เมื่อโรงงานเดินเครื่องจักร มีการสั่งซื้อวัตถุดิบมาผลิตสินค้า การปล่อยสินเชื่อน่าจะอยู่ใกล้เคียงระดับปกติ
สุวรรณี คำมั่น รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม มองว่า ความสามารถการชำระหนี้สินของแรงงานอาจลดลง เพราะไม่มีงานทำ แต่ที่ผ่านมาผู้ประกอบการให้คำมั่นว่าจะจ้างแรงงานต่อ ประกอบกับการได้รับการชดเชยจากเงินประกันสังคม เชื่อว่าหนี้สินของแรงงานในระบบจะไม่หนี้เสีย
แต่ต้องยอมรับว่าหนี้สินของแรงงานส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อบัตรเครดิตกับ NonBank และใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค เมื่อแรงงานขาดรายได้ ตรงนี้จะย้อนกลับมาเป็นหนี้เสีย และรัฐบาลก็คงไปช่วยอะไรไม่ได้มาก
นอกจากนี้ ปัญหาหนี้สินนอกระบบจะสร้างปัญหาสังคมระลอกใหญ่ เพราะหนี้นอกระบบไม่อาจชักดาบได้ง่าย การเผชิญภัยคุกคามทั้งชีวิตและจิตใจ จากบรรดาเจ้าหนี้หน้าเลือด คือ สิ่งที่รอลูกหนี้อยู่ทุกขณะ
น้ำที่ทยอยเข้าท่วมเขตกรุงเทพฯ วันนี้ ดูเหมือนจะน่ากลัวและสร้างความตื่นตระหนกมากพอแล้ว แต่หลังจากน้ำลด ปัญหาต่างๆ จะผุดขึ้นมาซ้ำเติมประชาชนอย่างสาหัส
การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน ซ่อมแซมถนนหนทางที่เสียหาย เร่งฟื้นฟูภาคการผลิตที่เสียหาย การลงทุนระยะยาวเพื่อป้องกันภัยพิบัติ การสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำ
แต่ต้องไม่ลืมแก้ออกมาตรการเยียวยาหนี้สินให้กับผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ เพราะนี่คือ ทุกข์ที่ใกล้ตัวคนมากที่สุด







