
ไม้เด็ด "หม่อมอุ๋ย" สะสางสรรพากร
สิ้นคำประกาศของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่า จะตั้งนายอรัญ ธรรมโน อดีตปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีประเด็นภาษีการซื้อขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น (SHIN) โดยคณะกรรมการชุดนี้ จะทำหน้าที่สืบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมดและการสืบสวนไม่ได้สืบสวนเฉพาะหรือระบุตัว แต่สืบสวนเรื่องราวทั้งหมดว่า ทำไมในอดีตถึงไม่มีการเก็บภาษี และเพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจ
สิ้นคำประกาศของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่า จะตั้งนายอรัญ ธรรมโน อดีตปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีประเด็นภาษีการซื้อขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น (SHIN) โดยคณะกรรมการชุดนี้ จะทำหน้าที่สืบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมดและการสืบสวนไม่ได้สืบสวนเฉพาะหรือระบุตัว แต่สืบสวนเรื่องราวทั้งหมดว่า ทำไมในอดีตถึงไม่มีการเก็บภาษี และเพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจ
สิ่งที่คาใจว่า ไฉน “คุณชายอุ๋ย”จึงกระเตงผู้บริหารกระทรวงการคลังมาตลอดเกือบ 1 เดือนตั้งแต่มารับตำแหน่งก็คลายลงทันที
เพราะเป็นการสะท้อนวิธีการบริหารจัดการ “ให้คนผูกเป็นคนแก้” จากนั้นก็ค่อยมาสาวกันว่าที่ผูกขึ้นมาให้เกิดปมนั้นเพราะอะไร ใครผิดอย่างไร
นอกจากนี้ การตั้ง อ.อรัญ ธรรมโน ขึ้นมานั้นเท่ากับเป็นการยืนยันวิธีคิดว่า “เมื่อเกิดการซื้อขายหุ้นในราคาต่ำกว่าตลาดแล้วนำออกมาขายภายหลังต้องเสียภาษี”ได้แจ่มชัด ไม่มากก็น้อย
เพราะ อ.อรัญ เคยลงนามในคำสั่ง ณ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2538 ช่วงที่นั่งเป็นประธานคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ตามคำวินิจฉัยที่ 28/2538 เรื่อง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การเสียภาษีในกรณีได้รับแจกหุ้น หรือได้ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดตามข้อตกลงพิเศษไว้ชัดเจนว่า
“ด้วยกรมสรรพากรได้ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรวินิจฉัยว่า กรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนำหุ้นไปแจก หรือขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด ให้กับพนักงาน ลูกจ้าง กรรมการ ที่ปรึกษา หรือบุคคลผู้รับทำงานให้ในลักษณะทำนองเดียวกัน ถือว่าบุคคลดังกล่าวได้รับเงินได้พึงประเมินที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ จำนวนใด
คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาและได้มีคำวินิจฉัยในการประชุมครั้งที่ 33/2538 วันที่ 10 มกราคม 2538 ว่า กรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนำหุ้นไปแจกให้พนักงานลูกจ้าง กรรมการ ที่ปรึกษา หรือบุคคลผู้รับทำงานให้ในลักษณะทำนองเดียวกัน หรือนำหุ้นไปขายให้กับบุคคลดังกล่าวตามข้อตกลงพิเศษในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด กรณีย่อมถือได้ว่าบุคคลดังกล่าวได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว จึงต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษีที่ได้รับกรรมสิทธิ์ในหุ้นไม่ว่าหุ้นดังกล่าวจะมีเงื่อนไขหรือไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการจำหน่ายจ่ายโอน และไม่ว่าหุ้นดังกล่าวจะเป็นหุ้นที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือนอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
สำหรับจำนวนเงินได้พึงประเมิน ให้ถือตามมูลค่าหุ้น ดังนี้
หนึ่ง ในวันที่ได้รับกรรมสิทธิ์ในหุ้นดังกล่าว เป็นหุ้นที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
(1) หากหุ้นดังกล่าวมีราคาขายให้กับประชาชนทั่วไป (Public Offering) ให้ถือมูลค่าหุ้นเท่ากับราคาขายให้กับประชาชนทั่วไป
(2) หากหุ้นดังกล่าวไม่มีราคาขายให้กับประชาชนทั่วไป (Public Offering) ให้ถือมูลค่าหุ้นเท่ากับราคาเฉลี่ยในตลาดหลักทรัพย์ในเดือนที่ได้รับกรรมสิทธิ์ในหุ้น
สอง ในวันที่ได้รับกรรมสิทธิ์ในหุ้นดังกล่าว เป็นหุ้นที่ไม่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
(1) หากหุ้นดังกล่าวมีราคาขายให้กับประชาชนทั่วไป (Public Offering) ให้ถือมูลค่าหุ้นเท่ากับราคาขายให้กับประชาชนทั่วไป
(2) หากหุ้นดังกล่าวไม่มีราคาขายให้กับประชาชนทั่วไป (Public Offering) ให้ถือมูลค่าหุ้นเท่ากับมูลค่าทางบัญชีในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับกรรมสิทธิ์ในหุ้น
กรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดจะเสนอหุ้นให้พนักงาน ลูกจ้างกรรมการ ที่ปรึกษา หรือบุคคลผู้รับทำงานให้ในลักษณะทำนองเดียวกัน โดยมีเงื่อนไขเกี่ยวกับหุ้นดังกล่าว และประสงค์ที่จะทำความตกลงเกี่ยวกับการคำนวณมูลค่าหุ้นเพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีของบุคคลดังกล่าว ให้ยื่นคำขอต่อกรมสรรพากรเพื่อเสนอกระทรวงการคลังพิจารณาต่อไป”
นั่นคือเนื้อหาที่ อ.อรัญเคยตัดสินไว้เป้นเรือธงในการจัดเก็บภาษีเพื่อผลประโยชน์แห่งรัฐ !!!
*************************
ทว่าตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา กรมสรรพากรกลับทิศในการปฏิบัติแบบตรงกันข้ามกับคำวินิจฉัยภาษีอารฉบับดังกล่าวโดยสิ้นเชิง
กรณีที่ 1 การโอนหุ้นชินคอร์ปของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ให้แก่นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่บุญธรรมของคุณหญิงพจมานเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 จำนวน 4.5 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 164 บาท มูลค่ารวม 738 ล้านบาท (ราคาพาร์หรือราคาที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท ต่อมาได้แตกพาร์เป็นหุ้นละ 1 บาท จึงเป็นจำนวนหุ้น 45 ล้านหุ้นในปัจจุบัน)
กรมสรรพากรตีความว่าผู้รับโอนไม่ต้องเสียภาษีเงินได้เพราะเป็นการโอนให้ตามธรรมเนียมประเพณีและเป็นการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา
กรณีที่ 2 การขายหุ้นชินคอร์ปของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ให้แก่นายพานทองแท้ ชินวัตร 73.395 ล้านหุ้น (24.99% ของทุนจดทะเบียน) นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ 26.825 ล้านหุ้น และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 2 ล้านหุ้น เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2543 โดยขายให้ในราคาพาร์หุ้นละ 10 บาท ขณะที่ราคาตลาดขณะนั้นหุ้นละ 150 บาท
กรมสรรพากรตีความว่าผู้ซื้อหุ้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้เพราะได้รับหุ้นมา (แม้ราคาต่ำกว่าราคาตลาดขณะนั้น) ยังไม่ถือว่ามีเงินได้เกิดขึ้นจนกว่าจะได้ขายไปจึงจะถือว่ามีเงินได้ที่จะต้องเสียภาษี
กรณีที่ 3 การขายหุ้นชินคอร์ปของบริษัท แอมเพิล ริช (Ample Rich) ให้แก่นายพานทองแท้ และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร คนละ 164.6 ล้านหุ้น เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2549 (ก่อนที่จะเทขายให้กลุ่มเทมาเส็ก 3 วัน) โดยขายในราคาพาร์หุ้นละ 1 บาท ในขณะที่ราคาตลาดหุ้นละ 47.25 บาท
กรมสรรพากรตีความว่า ผู้ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดเหมือนการซื้อสินค้าราคาถูกไม่ถือว่ามีเงินได้ที่จะต้องเสียภาษีเงินได้
กรณีที่ 4 การขายหุ้นชินคอร์ปทั้งหมดของนายพานทองแท้, น.ส.พิณทองทา, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ให้แก่กลุ่มเทมาเส็กในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท
กรมสรรพากรตีความว่าไม่ต้องเสียภาษีทั้งหมดเพราะเป็นการขายโดยบุคคลธรรมดาในตลาดหลักทรัพย์ (รวมถึงหุ้นที่ได้มาจาการซื้อตามข้อเท็จจริง กรณีที่ 2 ที่เคยบอกว่าจะถือมีเงินได้เมื่อขาย ซึ่งนายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมสรรพากรให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า ถือว่า Capital gain (ส่วนต่างราคาหุ้น) ไม่มีเพราะเป็นการซื้อราคาถูกและมันขาดตอน มันไม่ได้ขายจึงไม่มีการรับรู้รายได้
******************************
มีคำถามเช่นกันว่าแล้วใครกันบ้างที่ออกมาการันตีให้ไม่ต้องเสียภาษี จากการตรวจสอบต่างกรรมต่างวาระแต่เนื้อหารเดียวกันนั้นพบดังนี้
ครั้งแรก นายวิชัย จึงรักเกียรติ รองอธิบดีปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร (นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปัจจุบันเป็นปลัดกระทรวงการคลัง) ทำหนังสือ ลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2545 (ที่ กค.0811/6312) ระบุว่า การซื้อขายหุ้นดังกล่าว ถือไม่ได้ว่า ผู้ซื้อได้รับประโยชน์จากการโอนหุ้นซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน ซึ่งไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (4) (ช) ตามประมวลรัษฎากร เนื่องจากยังมิได้ก่อให้เกิดรายได้แก่ผู้ซื้อแต่ประการใด จนกว่าผู้ซื้อจะได้ขายหุ้นดังกล่าวไปโดยได้รับผลประโยชน์ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินที่ลงทุน
ครั้งที่สอง นายพิชเยนทร์ กองทอง นิติกร 8 กรมสรรพากรเขียนขึ้นระบุว่า สำหรับเงินได้พึงประเมินที่เป็นผลประโยชน์จากการซื้อหุ้น ยังคงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี เพราะเงินได้ในส่วนนี้ยังมิได้มีการก่อให้เกิดรายได้ต่อท่าน (นายเรืองไกร) ท่านจะเสียภาษีเงินได้ในส่วนนี้ก็ต่อเมื่อ ท่านได้ขายหุ้นดังกล่าวไปโดยได้รับผลประโยชน์ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินที่ลงทุน ทั้งนี้ ตามมาตรา 40 (4) (ช)
ครั้งที่สาม นายสุเทพ พงษ์พิทักษ์ สรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3 ทำหนังสือ ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2548 (ที่ กค.0709.03 (ภค.)/12123) ถึงนายเรืองไกร เรื่องแจ้งคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2546 โดยระบุว่า ในกรณีดังกล่าว ยังไม่อาจถือได้ว่าท่านมีเงินได้พึงประเมินเพราะเป็นเพียงขั้นลงทุน หาใช่ผลประโยชน์ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินลงทุน ตามมาตรา 40 (4) (ช) ท่าน (นายเรืองไกร) จึงยังคงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้สำหรับตัวเลขผลประโยชน์จากการซื้อหุ้น จนกว่าท่านจะได้ขายหุ้นดังกล่าวไปโดยได้รับผลประโยชน์ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้ เกินกว่าเงินลงทุน
ครั้งที่สี่ นางเบญจา หลุยเจริญ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี ตอบข้อหารือของ น.ส.ปรานี เวชพฤกษ์พิทักษ์ ในหนังสือของกรมสรรพากรที่ กค.0706/7896 ลงวันที่ 21 กันยายนว่า “กรณีที่บริษัท แอมเพิชริช ได้ขายหุ้นให้นายพานทองแท้ และน.สงพิณทองทา ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัท แมเพิลริช ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว หุ้นชินคอรืปที่บริษัทได้ซื้อไว้เป็นทรัพย์สินหรือสินค้าของบริษัทแอมเพิลริช มิใช่เป็นหุ้นของบริษัทแอมเพิลริชเป็นผู้ออกเอง กรณีนี้จึงไม่เข้าข่ายลัการะตามคำวินิจฉัยของคระกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 28/2538 เรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีการเสียภาษีในกรณีที่ได้รับแจกหุ้นหรือได้ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าตลาดตามข้อตกลงพิเศษ ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2538”
คราวนี้สังคมจะได้ข้อสรุปที่คลางแคลงใจมาอย่างยาวนานอย่างชัดเจนกันเสียทีว่า ซื้อหุ้นในราคาต่ำกว่าตลาดจะต้องเสียภาษีหรือไม่
ไม่ว่าออกหัว ออกก้อย งานนี้จะมีบรรทัดฐานในการจัดเก็บภาษีขึ้นมาใหม่
ในขณะเดียวกันนั้นก็จะมีใครต่อใครที่อาจต้องบาดเจ็บจากการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เช่นกัน!!







