posttoday
อาวุธลับ คตส.ฟันแอมเพิลริช สะเทือน ทักษิณ

อาวุธลับ คตส.ฟันแอมเพิลริช สะเทือน ทักษิณ

19 กุมภาพันธ์ 2553

การเก็บภาษีจากการซื้อขายหุ้น บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น หรือ ชินคอร์ป จากบริษัท แอมเพิล ริช กำลังเพิ่มความร้อนขึ้นทุกขณะ

การเก็บภาษีจากการซื้อขายหุ้น บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น หรือ ชินคอร์ป จากบริษัท แอมเพิล ริช กำลังเพิ่มความร้อนขึ้นทุกขณะ

เป็นดีกรีที่เพิ่มขึ้นหลังจาก คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่มีนายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร และอดีตอธิบดีกรมศุลกากรเป็นประธาน เดินหน้ารีดภาษีออกมาเป็นระลอกอย่างต่อเนื่อง

ตั้งแต่มีมติให้กรมสรรพากรเก็บภาษีจากนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรมของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร 546 ล้านบาท จากการซื้อหุ้น บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จากคุณหญิงพจมาน

ตามมาด้วยมีมติให้กรมสรรพากรเก็บภาษีจากนายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร อีก 5.6 พันล้านบาท จากการซื้อหุ้นชินคอร์ป จากบริษัท แอมเพิลริช เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 จำนวน 329.2 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท ขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่หุ้นละ 49.25 บาท

ซึ่งหากไม่ผิดจากที่คาดเมื่อรวมกับเบี้ยปรับ 1 เท่า เบี้ยเพิ่มอีก 1.5%แล้ว เหนาะๆ “พานทองแท้-พิณทองทา”จะเสียภาษีรอบนี้ไม่น้อยกว่า 1.25 หมื่นล้านบาท ไม่ร้องโอ้ก็คงอ้วกแตก

ล่าสุด คณะอนุกรรมการด้านภาษีของ คตส.ที่มีนายวิโรจน์ เดี่ยวมือหนึ่งด้านภาษีมีมติที่ฮือฮาด้วยการให้เก็บภาษีจากบริษัท แอมเพิลริชอีก 2.2 หมื่นล้านบาท

ในจำนวนนั้นมีทั้งการเก็บภาษีจากเงินปันผลหุ้นชินคอร์ป 2542 ถึง 2547 จำนวน 1.77 พันล้านบาท

ประเด็นสำคัญคือการเก็บภาษีจากกำไรในการขายหุ้นชินคอร์ปให้นายพานทองแท้ และ พ.ส.พิณทองทา จำนวน 329.2 ล้านหุ้น ซึ่งในส่วนนี้กลายเป็นประเด็นร้อนเกิดการโต้แย้งในหมู่นักกฎหมายภาษีเป็นอย่างยิ่งว่า การเก็บภาษีจะไปซ้ำซ้อนกับการเก็บภาษีนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทาก่อนหน้านี้หรือไม่ และผิดวิถีของการรีดภาษีของรัฐที่ปกติเก็บเพียงที่ใดที่หนึ่ง

ถึงขนาดว่าทีมทนายของครอบครัวชินวัตร ทีมีนายนภดล ปัทมะ ออกมาโต้ทันควันว่า เป็นการเก็บภาษีที่ไม่เป็นไปตามตัวบทกฎหมายภาษีของกรมสรรพากร

แม้แต่คนในสรรพากรยังมึนหลายตลบ แต่มือระดับ “วิโรจน์”นั้นเขามีอาวุธดีที่ซ่อนไว้เบื้องหลัง ก่อนที่จะงัดออกมาสู้กันในชั้นภาษีเสมอ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่กลายเป็นนักรีดภาษีเบอร์ 1 ติดต่อกันมายาวนานกว่า 40 ปี

ตอนนี้แม้จะมีเสียงถกเถียงกันในวงกว้างเช่นไร แต่ คตส. มั่นใจว่าหลักฐานรายละเอียดที่กำอยู่ในมือนั้น เป็น “อาวุธเด็ด” พอที่จะเป็น “หมัดน็อก” ผู้เสียภาษีคือบริษัทแอมเพิล ริช ในชั้นศาล

อีกทั้ง ยังอดทนไม่ตอบโต้ฝ่ายทีมทนายของครอบครัวชินวัตร ที่พยายามออกมาขย่มเพื่อดิสเครดิตผลการตรวจสอบและมติ เพราะเกรงว่าจะหลุดเปิดไต๋ไพ่ให้ฝ่ายตรงข้ามเห็นรับมือทัน!!

เพราะการเชือด แอมเพิล ริชฯ ในด้านภาษีรอบนี้ อาจทะลุไปถึงเจ้าของตัวจริงเสียงจริง ของแอมเพิล ริช ซึ่งจะเป็นใครไม่ได้ นอกจาก “ทักษิณ-พจมาน ชินวัตร”

กล่าวเฉพาะประเด็นเรื่องการเก็บภาษีซ้ำซ้อน ใน คตส. มีหลักฐานหมัดว่าการเก็บภาษีจากนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา จากการซื้อหุ้นชินคอร์ป จากบริษัท แอมเพิลริช จำนวน 329.2 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท ในวันที่ 23 มกราคม 2549 ขณะที่ราคาขณะนั้นราคาตลาดอยู่ที่ราคาหุ้นละ 49.25 บาท ทำให้ทั้งคู่มีผลประโยชน์พึ่งได้รับตามมาตร 39 และ มาตรา 40 (2) ในฐานะเป็นกรรมการได้หุ้นจากบริษัท ซึ่งตามหลักฐานนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทาเป็นกรรมการบริษัท

ส่วนการเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป จากบริษัท แอมเพิลริช ที่ขายหุ้นชินคอร์ปจำนวน 329.2 ล้านหุ้น ให้นายพายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ในราคาหุ้นละ 1 บาท ขณะที่ราคาตลาดขณะนั้นอยู่ที่ 49.25 บาท ในวันที่ 23 มกราคม 2549 ซึ่งเป็นการซื้อขายอันเดียวกันนั่น ถือเป็นการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่จงใจขายราคาสินค้าต่ำกว่าเป็นจริง ซึ่งตามมาตรา 65 ทวิ (4) ให้อำนาจกรรมการสรรพากรเข้าไปประเมินราคาที่แท้จริง เพื่อไม่ให้ผู้เสียสร้างราคาโอนที่ไม่เป็นจริงหลบเลี่ยงภาษี ซึ่งการเก็บภาษีและค่าปรับในส่วนนี้ถือเป็นการลงโทษ

ดังนั้น การเก็บภาษีแอมเพิลริช อีกรอบ นอกเหนือจากเก็บจากพานทองแท้-พิณทองทา จึงไม่ใช่การเก็บภาษีซ้ำซ้อน อย่างที่ใครๆเข้าใจ

ยิ่งหากใครอ่านกฎหมายรู้ ดูกำหมายเป็นยิ่งเด่นชัด เพราะมาตรา 65 (ทวิ) ระบุว่า การคำนวณ กำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

(4) ระบุว่า กรณีการโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืม โดยไม่มีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ย หรือมีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาด โดยไม่มีเหตุผลอันควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยนั้น ตามราคาตลาดในวันที่โอน หรือบริการหรือให้กู้ยืม

นี่คือไม้เด็ดที่ฟาดฟันแอมเพิลริชเสร็จแล้วอาจทำให้ใครอีกคนที่อยู่เบื้องหลังกระอักเลือด

และนี่คือาวุธที่ทำให้ คตส. เชื่อว่าจะหลักฐานที่ไม่สามารถเปิดเผยอีกจำนวนมาก จะสามารถชี้ให้เห็นว่า การเก็บภาษีจากนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา และ บริษัท แอมเพิลริช เป็นคนละส่วนที่เสมือนภาพ 2 ภาพที่ซ้อนกันอยู่ และหากแยกออกก็จะทำให้เห็นภาษีของภาระภาษีทั้ง 2 ส่วน

ในส่วนแรกเป็นการเก็บภาษีเงินได้ที่ต้องเสีย ในส่วนที่สองเก็บเพราะเป็นการลงโทษที่แจ้งราคาต่ำกว่าตลาด นี่คือปมที่แจ่มแจ้งแดงแจ๋ที่ คตส.จะงัดออกมาอรรถาธิบายต่อศาล

แน่นอนว่า ทีมทนายครอบครัวชินวัตร จะนำประเด็นนี้มาโต้แย้งทำลายเครดิต คตส. อย่างหนัก ซึ่งวงในพรรคไทยรักไทยรู้กันว่าได้มีการระดมพลทีมทนายชุดใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อรวมหัวต่อสู่ประเด็นนี้ เพราะเห็นว่าเป็นจุดอ่อนใหญ่ที่จะโจมตี คตส. และทำให้หลุดจากการรีดภาษีชินคอร์ปได้

นอกจากจะมุ่งว่าเป็นการเก็บภาษีซ้ำซ้อนทั้งคนซื้อและคนขายแล้ว หัวใจหลักอีกอย่างที่สำคัญ จะมีการต่อสู่ว่า บริษัท แอมเพิลริช ไม่ได้ประกอบกิจการในเมืองไทยตามที่ คตส. กล่าวอ้าง และรายได้ที่เกิดจากซื้อหุ้นดังกล่าวไม่ได้เกิดในไทย เป็นการเจรจาซื้อขายจ่ายเงินกันที่เมืองนอก เป็นเงินได้จากแหล่งภายนอก เพื่อให้หลุดพ้นจากการเสียภาษีที่ คตส. ตั้งเขียงรอรอเชือดไว้ทั้งหมด

แต่ประเด็นข้อต่อสู้ของฝ่ายตรงข้ามจะมีน้ำหนัก ผ่านด่าน คตส. ไปได้คงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหลักฐานของ คตส. ขณะนี้ระบุชัดว่า บริษัท แอมเพิลริช เป็นกิจการที่ประกอบกิจการในเมืองไทย ตามมาตรา 76 ทวิ

ซึ่งระบุว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ประกอบกิจการในประเทศไทย และให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่ และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว

ในกรณีที่กล่าวในวรรคแรก ถ้าบุคคลผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ได้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา 71(1) มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ในกรณีการประเมินตามความในมาตรานี้ จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้

ขณะที่มีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ดังกล่าว นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา เป็นทั้งผู้ถือหุ้นบริษัทแอมเพิลริช และเป็นกรรมการบริษัท แอมเพิลริช และขณะนั้นบริษัทก็มีรายได้จากการขายหุ้น ทำให้เป็นองค์ประกอบครบถ้วนว่าบริษัท แอมเพิลริช ประกอบกิจการในประเทศไทย

ส่วนประเด็นการเจรจาซื้อขาย ที่ทนายฝ่ายครอบครัวชินวัตร อ้างว่ามีการเจรจาติดซื้อขาย และจ่ายเงินเมืองนอก คตส. มองว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นแค่สัญญาจะซื้อจะขายเท่านั้น แต่การซื้อขายจริงต้องถือว่าที่มีการโอนหุ้น ซึ่งการโอนหุ้นดังกล่าวว่าจะต้องเข้ามาทำที่ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นเงินได้ที่เกิดในประเทศไทยแน่นอน

เหมือนกับกรณีการซื้อขายที่ดิน จะไปทำสัญญาจะซื้อขายจ่ายเงินกันที่ประเทศลาว หรือยุโรป อเมริกา แต่การซื้อขายจะสมบูรณ์จริงก็ต่อเมื่อมาโอนซื้อขายที่ดินที่สำนักงานที่ดินในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่ง คตส. มั่นใจว่าแหล่งเงินได้ที่เกิดขึ้นอยู่ในประเทศแน่นอนต้องเสียภาษีไม่ทางหลุดมือ

และยิ่งฝ่ายตรงข้าม ออกมาตอบโต้ว่าการซื้อขายเกิดขึ้นในต่างประเทศ ยิ่งเป็นการเข้าทาง คตส. ตอกย้ำว่าการตั้งบริษัท แอมเพิลริช เพื่อนำมาใช้เป็นช่องทางการโอนซื้อขายหุ้นราคาต่ำหลบเลี่ยงภาษี ยิ่งจะเพิ่มน้ำหนัก ของ คตส. ในการเก็บภาษีแอมเพิลริชให้มีน้ำหนักมากขึ้น

นอกจากนี้ เชื่อว่า ทีมทนายของครอบครัวชินวัตร จะมุ่งโจมตีสู้ในประเด็นที่ คตส. ด่วนประเมินภาษี ทั้งที่รายได้ของบริษัท แอมเพิลริช เกิดขึ้นในปี 2549 ยังไม่ครบกำหนดยื่นแบบเงินได้นิติบุคคลสิ้นปี ในเดือนพฤษภาคม 2550 นี้

ซึ่ง คตส. พบหลักฐานว่า ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2549 นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ขายหุ้นบริษัท แอมเพิลริช ที่ถืออยู่ ให้นายเลาวีเตียง ชาวสิงคโปร์ รวมทั้งลาออกจากการเป็นกรรมการ บริษัท แอมเพิลริช ทำให้บริษัท แอมเพิลริช สิ้นสภาพการประกอบกิจการในเมืองไทย และถือว่าสิ้นรอบบัญชี ให้ยื่นแบบและชำระภาษีภายใน 150 วัน ซึ่งสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2550 ที่ผ่านมา แต่บริษัท  ไม่มีการยื่นแบบและชำระภาษี

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายตรงข้ามอาจจะสู่ว่าการพิจารณาดังกล่าว เป็นการใช้ดุลพินิจมากเกินไป เพราะการยกเลิกประกอบการกิจการ จะต้องทำหนังสือยกเลิกไปที่กระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งต้องให้กรมสรรพากรต้องอนุมัติถอนใบภาษีเสียก่อน จึงถือว่าการยกเลิกเป็นการสมบูรณ์
แต่เชื่อว่า  ทีทนายครอบครัวชินวัตร ต้องคิดหนักหาก เดินสู่ตามเกมของ คตส. ก็อาจจะตกหลุมพราง ยอมรับว่าเป็นกิจการที่ประกอบในเมืองไทยไปโดยปริยาย

ดังนั้นเชื่อว่า ฝ่ายผู้เสียภาษีจะต้องสู้หัวชนฝา ว่าบริษัท แอมเพิลริช ไม่ได้ประกอบกิจการในไทยเป็นหลัก หรือถ้าจะเปลี่ยนหมากสู้ ก็อาจจะเบี่ยงประเด็นว่า เข้าใจเนื้อหาของภาษีผิดไป ไม่ได้มีการจงใจที่จะหลีกเลี่ยง และที่สำคัญที่ผ่านมา กรมสรรพากรไม่ได้มีการเรียกประเมินภาษีบริษัท หรือ ตรวจสอบบัญชีของบริษัทเลย ทำให้คิดว่าไม่ต้องเสียภาษีต่างๆ ตามที่ คตส. มีมติออกมา

หลักฐานการฟาดฟันภาษีหุ้นชินคอร์ป ของทั้ง 2 ฝ่าย ที่เปิดไต๋กันออกมาขณะถือว่ายังแค่น้ำจิ๋ม เพราะทั้ง 2 ฝ่าย รู้ทางกันว่าต้องสู้กันยาวถึงชั้นศาลฎีกา ซึ่งการต่อสู้ที่เข้มข้นดุเดือด สู่กันฟันต่อฟัน ตาต่อตา หลักฐานต่อหลักฐาน เพราะว่างานนี้เดิมพันสูงเป็นเงินภาษีหมื่นสองหมื่นล้านบาท ไม่ไช่ล้านหรือสองล้านบาท

การเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป เป็นสังเวียนเลือดพิสูจน์ฝีมือพลังอำนาจเงินของฝ่ายผู้เสียภาษี และฝีมือมือปราบทุจริต อย่างวิโรจน์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ซึ่งมีเส้นทางชีวิตได้โชว์ฝีมือยึดทรัพย์มาถึง 2 นายกรัฐมนตรีมาแล้วและกำลังสร้างตำนานเก็บภาษีหุ้นชิน ซึ่งเป็นเสมือนการยึดทรัพย์จากนายกรัฐมนตรีคนที่ 3

*****************************
เรื่องอ้างอิง


เลขที่หนังสือ: กค 0811/1911
วันที่: 10 มีนาคม 2543
เรื่อง: ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีเหตุอันสมควรตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร
ข้อกฎหมาย : มาตรา 65 ทวิ (4), มาตรา 70
 
ข้อหารือ

บริษัท ก. ประกันชีวิต จำกัด และบริษัท ข. ประกันภัย จำกัด (รวมเรียกว่า “บริษัทฯ) ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันชีวิตและธุรกิจประกันภัยจากกระทรวงพาณิชย์ซึ่งมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นชุดเดียวกันประกอบไปด้วยบุคคลธรรมดา บริษัทที่จัดตั้งขึ้นในต่างประเทศและไม่ได้ประกอบกิจการในประเทศไทย และบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย เดิมบริษัททั้งสองเป็นบริษัทเดียวกัน

ต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม พรบ. ประกันชีวิต พ.ศ. 2535 และ พรบ. ประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลให้ต้องแบ่งแยกกิจการประกันภัยไปอยู่ภายใต้บริษัท ข. ประกันภัยจำกัด ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นใหม่เพื่อการนี้โดยเฉพาะ แต่การแยกกิจการออกเป็นสองบริษัทต่างหากจากกันมีผลทำให้การจดทะเบียนบริษัททั้งสองในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีความซับซ้อนขึ้น บริษัทฯ จึงมีความประสงค์ที่จะทำการปรับปรุงโครงสร้างเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อไปโดยผู้ถือหุ้นทั้งหมดของบริษัททั้งสองจะทำการโอนหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัทฯ ทั้งหมดแลกกับหุ้นออกใหม่ในบริษัท ค. จำกัด ที่ผู้ถือหุ้นได้ร่วมกันจัดตั้งขึ้นเพื่อถือหุ้นในบริษัทฯ โดยเฉพาะและอยู่ระหว่างการจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์จำนวนหุ้นและราคาของหุ้นทั้งสิ้นที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับในบริษัท ค. จำกัด จะเท่ากับจำนวนหุ้นเดิมที่ผู้ถือหุ้นมีอยู่ในบริษัททั้งสอง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นดังกล่าวก็เพื่อวัตถุประสงค์ในการนำบริษัท ค.
จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่เพียงอย่างเดียว โดยผู้ถือหุ้นมิได้รับประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ เข้าใจว่า

1. การที่ผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยนำหุ้นทั้งสิ้นในบริษัทฯ แลกกับหุ้นออกใหม่ของบริษัท ค. จำกัด ตามราคาต้นทุน (ราคาพาร์) ของหุ้นเดิมที่มีอยู่ก่อนการโอนโดยไม่ได้รับประโยชน์อื่นใดอีก ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรแล้ว แม้ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นในบริษัทฯ จะสูงกว่าราคาพาร์ก็ตามทั้งนี้ ตามนัยแห่งมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร

2. กรณีที่ผู้ถือหุ้นดังกล่าวเป็นบุคคลธรรมดาหรือเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นในต่างประเทศและไม่ได้ประกอบกิจการในประเทศไทย กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติใดตามประมวลรัษฎากรที่กำหนดให้ผู้ถือหุ้นต้องโอนหุ้นในบริษัทฯ ตามมูลค่าทางบัญชีเพื่อการคำนวณภาษีเงินได้และสามารถโอนหุ้นดังกล่าวได้ในราคาต้นทุน ดังนั้น บริษัท ค. จำกัด ในฐานะผู้รับโอนจึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายแต่อย่างใด
แนววินิจฉัย

1. กรณีตามข้อ 1 การที่บริษัทฯ ทำการปรับปรุงโครงสร้างการถือหุ้น โดยให้ผู้ถือหุ้นนำหุ้นในบริษัทฯ แลกกับหุ้นออกใหม่ในบริษัท ค. จำกัด เพื่อวัตถุประสงค์ในการนำบริษัท ค.จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งหากสัดส่วนการถือหุ้นจำนวนหุ้นและราคาของหุ้นในบริษัท ค. จำกัด ของผู้ถือหุ้นทุก ๆ รายจะมีจำนวนหุ้นและราคาของหุ้นเช่นเดียวกันกับสัดส่วนของผู้ถือหุ้นในบริษัทฯ ก่อนการโอนถือได้ว่าผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย นำหุ้นในบริษัทฯ แลกกับหุ้นออกใหม่ของบริษัท ค. จำกัด ตามราคาทุน (พาร์) เป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ถึงแม้ว่าการโอนหุ้นดังกล่าวเป็นการโอนตามราคาต้นทุน(พาร์) ซึ่งมีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นในบริษัทฯ ก็ตาม

2. กรณีตามข้อ 2 เนื่องจากมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับกับบริษัทที่ประกอบกิจการในประเทศไทยซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีจากกำไรสุทธิเท่านั้น ดังนั้น การที่ผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและบริษัทต่างประเทศที่มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย โอนขายหุ้นในราคาต่ำกว่าราคาตามมูลค่าทางบัญชีเจ้าพนักงานประเมินไม่มีอำนาจประเมินมูลค่าหุ้นตามมาตรา 65 ทวิ

(4) แห่งประมวลรัษฎากร และบริษัท ค. จำกัดในฐานะผู้รับโอนไม่ต้องหักภาษีและนำส่งตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว