
วิกฤตเกษตรกรและการแก้ไขปัญหาทั้งระบบ
...เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์
คําบ่นของเกษตรกรปราจีนบุรีเหล่านี้ทำให้ผมสงสัยว่ารัฐบาลใช้งบประมาณไปช่วยเหลือแก้ปัญหาเกษตรกรตามโครงการต่างๆ แต่ละปีเป็นจำนวนมาก แต่ปัญหาเกษตรกรไม่ได้รับการแก้ไข เสียงสะท้อนของเกษตรกรยังคงมีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง รัฐบาลเข้าใจปัญหาเกษตรกรมากน้อยแค่ไหน ทำไมการแก้ไขปัญหาเกษตรกรยังไม่ถูกจุดยังไม่ตรงเป้าเสียที
หากมองย้อนกลับไปเพียงไม่ถึงสิบปี จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ปัญหาของเกษตรกรรุนแรงเรื่อยมาจนวิกฤตอย่างน่าเป็นห่วง เพราะหนี้สินสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในระบบและนอกระบบ จนเกษตรกรทั่วประเทศกว่า 5 ล้านคน ต้องมาลงทะเบียนขอพักชำระหนี้จากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่ดินที่ใช้เป็นหลักทรัพย์จำนองกู้เงินอยู่ในธนาคารเมื่อครบกำหนดชำระหนี้ไม่มีเงินไปไถ่ถอนก็เริ่มหลุดมือ และถูกประกาศขายทอดตลาดปีละหลายแสนไร่จนเป็นที่วิตกว่าที่ดินเหล่านี้จะถูกปล่อยทิ้งร้างและหลุดมือไปสู่กลุ่มทุนต่างชาติในประเทศไทย จะเสียอธิปไตยทางอาหารและการจัดการฐานทรัพยากรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้นปัญหาราคาผลผลิตก็ไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรีอย่างที่ควรจะเป็นปี 2553 นี้น่าจะเป็นปีทองของเกษตรกรหลังขายผลผลิตชาวนาชาวไร่น่าจะมีรายได้เลี้ยงครอบครัวและเหลือใช้หนี้บ้าง แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะพ่อค้ายังรวมหัวกันกดราคาสินค้าและเอาเปรียบเกษตรกรเหมือนเดิม
ประเด็นปัญหาการสูญเสียที่ดิน หนี้สิน ราคาพืชผล ต้นทุนการผลิต และการเข้าถึงฐานทรัพยากรเพื่อการผลิต เชื่อมโยงเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิดและเกิดขึ้นซ้ำซากจนเป็นวงจรแห่งความล้มเหลวของเกษตรกร การแก้ไขปัญหาเกษตรกรทุกวันนี้ยังทำกันทีละเรื่อง รอให้เกษตรกรเดือดร้อนและเดินขบวนร้องเรียนเสียก่อนจึงค่อยมาคิดทำ จึงเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและแก้ที่ปลายเหตุเท่านั้น ปัญหามิได้หมดไป แต่ยังอยู่เหมือนเดิม มาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลนำมาช่วยเหลือจึงเพียงแต่บรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้มากบ้างน้อยบ้างเป็นคราวๆ ไปเท่านั้นเอง
ผู้เขียนเห็นว่าเกษตรกรยังมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างยิ่ง แม้มูลค่าการค้าขายส่งออกจะมีเพียงราว 1 ใน 10 ส่วนของมูลค่าส่งออกสินค้าทั้งหมด แต่สัดส่วนรายได้ที่เป็นของคนไทยเกือบ 100% ต่างจากสินค้าอุตสาหกรรมส่งออกทั่วไป ซึ่งกำไรส่วนใหญ่กลับคืนไปสู่ผู้ลงทุนชาวต่างประเทศ การผลิตทางการเกษตรยังทำให้เกิดห่วงโซ่แห่งการผลิต การแปรรูป การบริการ และการบริโภคอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ชาวบ้านคนเล็กคนน้อยมีอาหารกิน มีงานทำ มีรายได้จำนวนนับล้านครอบครัว แต่เกษตรกรทุกวันนี้ต้องกล้ำกลืนฝืนทนทำการเกษตรอย่างสิ้นหวัง ยิ่งทราบข้อมูลเกษตรกรวันนี้มีอายุเฉลี่ยถึง 55 ปี แล้วก็ชัดเจนว่าไม่เหลือเวลาให้มานั่งเถียงกันแล้ว
หากสังคมไทยไม่ให้ความสำคัญกับปัญหาเกษตรกร และมาช่วยกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและแก้ไขปัญหากันอย่างเป็นระบบในวันนี้ พรุ่งนี้ก็อาจจะสายเกินไป
ผู้เขียนได้ลองวิเคราะห์เหตุปัจจัยแห่งความล้มเหลวของเกษตรกรจากที่มาฝึกอบรมด้วย พบว่าเกิดจากทั้งเหตุปัจจัยภายในและเหตุปัจจัยภายนอกซึ่งเชื่อมโยงกัน เหตุปัจจัยภายในเกิดจากเกษตรกรต้องแก้ที่ตัวเกษตรกร เพราะอกุศลมูลอันเป็นรากเหง้าของกิเลสได้แก่ความโลภ โกรธ หลง ทำให้เกิดอกุศลธรรมระดับปรากฏการณ์ 3 ประการที่ทำให้เห็นสิ่งผิดเป็นถูกคือ ตัณหาทำให้เกิดทำให้อยาก อยากรวย อยากได้โน่น อยากได้นี่ มานะ คือความทะนงตนว่าสิ่งโน้นสิ่งนี้เป็นของตน มุ่งครอบครองแข่งขันเอาชนะทุกรูปแบบ ถือตนว่าแน่กว่าใคร จึงไม่ฝึกตนไม่เรียนรู้ทางเลือกใหม่ๆ และทิฏฐิซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิคือเห็นชั่วเป็นดีเห็นสารเคมีเป็นยาวิเศษ อกุศลธรรมทั้งปวง ทำให้ความคิดและพฤติกรรมเกษตรกรเปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยอยู่ร่วมกับธรรมชาติ หาอยู่หากิน พอมีพอใช้มาเป็นซื้อกิน จึงต้องหาเงินไม่รู้จักพอ เบียดบังทำลายขายธรรมชาติ เมื่อมีปัจจัยภายนอกมากระตุ้นล่อหลอกให้เชื่อให้ทำก็จะตามตามกระแสเงิน เริ่มด้วยการลงทุนซื้อเทคโนโลยีและปัจจัยการผลิตที่ไม่จำเป็น คนเริ่มทำก่อนก็มักจะได้กำไรดีมีเงินหมุนผ่านมือเยอะ แต่ได้ไม่กี่คนและได้ไม่นาน ช่วงหาเงินได้ง่ายก็ใช้ง่ายและบริโภคฟุ่มเฟือย ไม่เก็บออม คนทำตามทีหลังก็มักขาดทุนเพราะต้นทุนสูงขึ้นแต่ราคาสินค้าต่ำลง
การแก้ปัญหาภายในต้องเริ่มต้นด้วยการปรับความคิดและพฤติกรรมของเกษตรกรให้คิดวิเคราะห์เป็นบนพื้นฐานความรู้และความจริง เกษตรกรต้องยอมรับก่อนว่าการวิ่งตามโลกอย่างไม่ลืมหูลืมตา หวังรวยต้องเผชิญกับระบบปลาใหญ่กินปลาเล็ก คนอ่อนแอเป็นเหยื่อคนแข็งแรงกว่า สุดท้ายก็ต้องประสบกับวิบัติในที่สุด การคิดเป็นทำเป็น พึ่งตนเองได้ ค่อยๆ ทำค่อยๆ ขยาย และบริโภคในสิ่งที่จำเป็น จะช่วยให้เกษตรกรอยู่รอดระยะยาวในสถานการณ์โลกาภิวัตน์ได้
ส่วนการแก้ไขปัญหาจากปัจจัยภายนอกซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ผู้เขียนเสนอให้แก้ไขปัญหาทั้งระบบ ทั้งในเชิงหลักการและในเชิงสถาบัน การแก้ไขปัญหาในเชิงหลักการต้องมีความศรัทธาเชื่อมั่นว่า 1) การเกษตรและเกษตรกรเป็นฐานรากสำคัญของประเทศ หากไร้การเกษตรประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่อ่อนแอและพึ่งตนเองไม่ได้ 2) ปัญหาการเกษตรทุกเรื่องแก้ไขได้อย่างสร้างสรรค์และเป็นระบบ แม้บางประเด็นจะต้องใช้เวลานานก็ตาม 3) เกษตรกรต้องแก้ปัญหาของเกษตรกรเอง 4) รัฐต้องชัดเจนในบทบาทและขันแข็งในการสนับสนุนเกษตรกรให้แก้ปัญหาตนเอง โดยรัฐต้องมีบทบาทเป็นพี่เลี้ยงประคับประคองให้เกษตรกรรวมตัว กลุ่มองค์กรเกษตรกรลุกขึ้นจัดการตัวเองได้ โดยไม่ต้องไปอุ้มไปสงเคราะห์แก้ปัญหาเฉพาะหน้าซึ่งไม่ทั่วถึงและไม่เป็นธรรม และ 5) ภาคธุรกิจเอกชนและสถาบันการเงินต้องให้ความร่วมมือร่วมรับความเสี่ยงกับเกษตรกร โดยไม่เอารัดเอาเปรียบเกษตรกร
สำหรับข้อเสนอในเชิงสถาบันมี 3 ประการคือ 1) สนับสนุนการรวมตัวของเกษตรกรในเชิงสถาบันเกษตรกรหรือสภาเกษตรกรทุกระดับ มีการพัฒนายกระดับการทำงานของเกษตรกรให้เป็นสถาบันในรูปแบบสมัชชาและสภาเกษตรกร ให้มีบทบาทในทางนโยบายร่วมกับรัฐบาลอย่างจริงจัง 2) ช่วยพัฒนาสถาบันการเงินเกษตรกรหรือธนาคารเกษตรกรด้วยการยกระดับการบริหารจัดการสถาบันการเงินของเกษตรกรที่มีอยู่แล้วทุกรูปแบบ เช่น สหกรณ์และกลุ่มออมทรัพย์ให้เข้มแข็ง และรวมพลังการออมการบริหารจัดการการเงินเพื่อจัดการหนี้สินและสนับสนุนการลงทุนของเกษตรกร และ 3) สนับสนุนสถาบันวิจัยพัฒนาของเกษตรกร โดยสนับสนุนยกระดับองค์ความรู้ของเกษตรกรในเชิงสถาบัน เพื่อศึกษาวิจัยสนองตอบปัญหาความต้องการของเกษตรกรโดยตรง พร้อมทั้งให้การศึกษาถ่ายทอดความรู้ให้กับบุตรหลานเกษตรกรไปพร้อมๆ กัน
รัฐบาลควรทำเรื่องการปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้เป็นวาระแห่งชาติ นายกรัฐมนตรีควรมาดูแลเกษตรกร มอบหมายบุคลากรระดับรองนายกรัฐมนตรีให้รับผิดชอบทำเรื่องนี้เรื่องเดียว มีกระบวนการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องเพื่อออกกฎหมายจัดตั้งสถาบันปฏิรูปการเกษตรทั้งระบบให้เป็นแกนประสานความร่วมมือ พร้อมทั้งให้การสนับสนุนงบประมาณ ตลอดจนการผลักดันกฎหมายสภาเกษตรกร ผลักดันการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน การปรับปรุงกฎหมายด้านสหกรณ์ และกฎหมายเกี่ยวกับการเงินนำไปสู่การจัดตั้งธนาคารเกษตรกรหรือธนาคารเพื่อเกษตรกรและชุมชน และพัฒนาระบบสวัสดิการเกษตรกร รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองเกษตรกรและพื้นที่เกษตรกรรม ให้เกษตรกรเข้าถึงทรัพยากรที่ดินและน้ำ ให้เกษตรกรมีที่ดินทำกิน มีน้ำใช้ทำการเกษตรและมีป่าชุมชน
เพียงเท่านี้ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงภาคเกษตรทั้งระบบ เกษตรกรก็จะมีความสุขอยู่ได้ พัฒนาได้ด้วยตนเองอย่างครบวงจร มีความสามารถในการแข่งขันด้วยการปรับปรุงระบบการผลิต มีความสามารถในการจัดการหนี้สินเพื่อการผลิต และมีความสามารถในการจัดสวัสดิการเกษตรกร และอยู่รอดอย่างเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยไม่ต้องเดินขบวนเรียกร้องความช่วยเหลือจากรัฐบาล ลูกหลานภูมิใจในอาชีพและวิถีชีวิตการเกษตร เมืองไทยก็จะเป็นสังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน (Green and happiness society) ตามจุดมุ่งหมายในการพัฒนาประเทศได้อย่างแท้จริง







