
ดูแลตัว ช่วยคนอื่น
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า วิกฤตมหาอุทกภัยที่คน กทม.กำลังเผชิญอยู่นั้น เป็นปัญหาใหญ่เกินความคาดหมาย
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า วิกฤตมหาอุทกภัยที่คน กทม.กำลังเผชิญอยู่นั้น เป็นปัญหาใหญ่เกินความคาดหมาย
เราสามารถสังเกตเห็นถึงขนาดใหญ่โตของปัญหาได้จากการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภค ปัญหาในเรื่องการเดินทางและการขนส่ง ปัญหาของระบบสุขภาพ รวมทั้งความชัดเจนเรื่องพื้นที่ที่จะถูกน้ำท่วมรวมทั้งข้อมูลทางวิชาการซึ่งประเมินสภาพและขนาดน้ำท่วมในแต่ละพื้นที่
ชัดเจนว่า คน กทม. ต้องประสบกับภาวะน้ำท่วมโดยทั่วถ้วนและต้องตกอยู่ในสภาพนี้เป็นเวลานาน ในสภาวะเช่นนี้การมีสติ ไม่ตื่นตกใจเกินเหตุ รู้จักประเมินสถานการณ์จากข้อมูลข่าวสารที่เชื่อถือได้ และใช้ปัญญาแก้ไขเหตุที่เกิดขึ้น เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ผ่านวิกฤตไปได้
มีประชาชนจำนวนมากในพื้นที่ที่ทางการระบุว่าเป็นพื้นที่ต้องอพยพ ไม่ยอมออกจากบ้านเรือน เพราะคิดว่าสามารถดำรงชีพอยู่ได้โดยไม่ตระหนักว่า จะต้องอยู่ในสภาพนั้นเป็นเวลานานนับเดือน
ผลที่ตามมาคือ เมื่อเจ็บป่วยหรือตัดสินใจเอาเมื่อไม่ทันการณ์แล้ว ทำให้ออกมาลำบาก เสี่ยงอันตราย และลำบากให้คนอื่นต้องคอยช่วยเหลือ ในทางกลับกันคนจำนวนไม่น้อยออกมาได้แล้วก็ยังดิ้นรนจะกลับเข้าไปดูแลบ้านอีก เพราะเป็นห่วงทรัพย์สิน ทำให้ภาครัฐและเอกชนที่ช่วยเหลือประชาชนต้องจัดบริการรับส่งเข้าส่งออก กลายเป็นภาระวนเวียนไม่รู้จบ
หากสภาพเช่นนี้ยังดำเนินต่อไป จะทำให้การจัดสรรทรัพยากรซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด ไม่ว่ากำลังคน รถ เรือ ฯลฯ ไม่สามารถตอบสนองปัญหาได้อย่างทั่วถึงได้ เพราะยิ่งนานปัญหายิ่งขยายวงกว้างไปตามพื้นที่ที่น้ำหลากไป
การช่วยเหลือตัวเองและเพื่อไม่ให้เป็นภาระของคนอื่นและส่วนรวม เป็นเรื่องที่เราทุกต้องตระหนักและปฏิบัติให้เคร่งครัด และแทนที่จะดิ้นรนป้องกันตนเอง แต่ละคนควรจะร่วมกันผลักดันให้ระบบของชุมชนทำงาน
กทม.เป็นแหล่งรวมของผู้คนที่หลากหลาย ปกติก็ต่างทำมาหากินไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กันในชุมชน เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นจึงไม่มีระบบย่อยมารองรับและช่วยเหลือได้ แต่ถ้าชุมชนใดมีปฏิสัมพันธ์และร่วมมือร่วมแรงกัน เช่น มีกรรมการหมู่บ้าน ก็ปรากฏว่าชุมชนหมู่บ้านนั้นๆ สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างดี เช่น รวมน้ำและอาหารไว้ให้กับตัวแทนชุมชนที่อยู่เฝ้าหมู่บ้าน และคนอยู่ก็มีอุปกรณ์ เช่น เรือคอยพายลาดตระเวนในชุมชน เมื่อจะมีคนเข้ามาดูบ้านก็ออกไปรับไปส่งกันเองได้
การรวมพลัง ร่วมมือร่วมใจกัน เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันเช่นนี้ต่างหากจึงจะเป็นทางรอดอย่างยั่งยืน
ในยามวิกฤตเราต้องดูแลตัวเอง ไม่เป็นภาระคนอื่นและส่วนรวม







