
ปราการสุดท้ายสู่อ่าวไทย แนวรบพร้อม...แต่น้ำไม่มา
1ใน 3 แนวทางผันน้ำของศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)
1ใน 3 แนวทางผันน้ำของศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)
คือ เร่งระบายน้ำออกผ่านคลองระพีพัฒน์ คลองรังสิต ให้ไหลลงฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ผ่านคูคลองต่างๆ สู่แม่น้ำบางปะกง แต่ในวันนี้ยังคงเต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านที่ไม่ยอมให้เปิดประตูระบายน้ำ เพราะกลัวจะท่วมบ้านตัวเอง ทำให้คนฝั่งเหนือของกรุงเทพฯ ต้องระทมทุกข์
อุเทน ชาติภิญโญ ในฐานะเจ้าของพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ในฐานะประธานคณะกรรมการผันน้ำออกสู่ทะเลด้านตะวันออก พาสำรวจแนวรบสุดท้ายก่อนลงสู่อ่าวไทย ไล่ตั้งแต่เขตลาดกระบังจนถึงปากอ่าวไทย เพื่อรับมือน้ำก้อนมหึมา
“ความสามารถจริงของคลองแถบตะวันออกนั้น สามารถระบายน้ำได้มากถึงวันละ 100 ล้านลบ.ม. แต่เอาเข้าจริงแล้วด้วยการปิดประตูระบายน้ำแบบเห็นแก่ตัว ทำให้ทุกวันนี้ระบายน้ำได้อย่างมากที่สุดก็ 80 ลบ.ม.ต่อวันเท่านั้น” อุเทน กล่าว
เขาเล่าว่า สาเหตุที่คันกั้นน้ำบริเวณคลองระพีพัฒน์หลายจุดต้องพังลงก่อนหน้านี้ ก็ด้วยสาเหตุของการใช้อิทธิพลมืดเหล่านี้กดดันทั้งนั้น
“คลองย่อยใน จ.สมุทรปราการ สามารถรองรับน้ำให้กรุงเทพฯ ได้อีกกว่า 20 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน แต่กลายเป็นว่า กทม.ไม่ยอมเคลียร์เส้นทางน้ำเพื่อไม่ให้ผ่านเข้าโดยสะดวก” อุเทน พูดให้ฟัง
จำปี ภูมิริน อายุ 42 ปี ชาวบ้านแถบนั้นเล่าให้ฟังว่า น้ำที่นี่ยังคงนิ่ง เพราะชาวบ้านเขตลาดกระบังใช้กำลังกดดันไม่ให้ปล่อยน้ำลงคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต และคลองอื่นๆ อีก 4 คลอง เนื่องจากไม่ต้องการให้น้ำเอ่อท่วมบ้านทำให้เครื่องสูบน้ำที่มีอยู่นับสิบตัวและประตูระบายน้ำทิ้งไว้เฉยๆ และเปิดใช้เฉพาะเวลามีผู้ใหญ่มาตรวจหน้างานเท่านั้น ทำให้การบริหารน้ำในแถบนี้ชะงักงัน ทั้งที่ควรจะเป็นจุดที่ต้องเร่งระดมผันน้ำลงทะเลเร็วที่สุด
“วันดีคืนดีเขาก็เอาคนมา 100-200 คน บางคนก็ลากปืนมา บางครั้งก็เอาเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมากดดันไม่ให้เปิด” จำปี เล่าให้ฟัง
หลังจากนั้น อุเทน ได้นำทีมสำรวจด่านสุดท้ายของกรุงเทพฯ ที่ประตูระบายน้ำสุวรรณภูมิ และประตูระบายน้ำชลหารพิจิตร เขาเผยข้อมูลว่า จ.สมุทรปราการ มีประตูระบายน้ำของกรมชลประทาน 99 ตัว แต่กลับถูกใช้งานอย่างเต็มที่เพียง 75 ตัว สาเหตุส่วนหนึ่งเพราะปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่แต่ละประตูมีไม่เพียงพอให้เดินเครื่องเต็มกำลัง
“พอมาถึงก็พบว่าเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ที่ควรจะผันน้ำลงทะเลได้ในครั้งละมากๆ แต่ที่ประตูระบายน้ำชลหารพิจิตรไม่สามารถใช้ได้สักตัว”อุเทน กล่าวทิ้งท้าย
นี่คือสภาพปราการด่านสุดท้ายที่ จ.สมุทรปราการ ก่อนจะลงอ่าวไทย ที่รอให้สักวันหนึ่ง กทม. กับ ศปภ.จะสามารถร่วมมือกันได้ และปล่อยน้ำลงสู่ทะเลให้มากกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เพื่อให้คนกรุงรอดพ้นจากหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า







