
น้ำท่วม:ฉุดหรือช่วยเศรษฐกิจไทย
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มมีการพูดถึงผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมต่อเศรษฐกิจไทย
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มมีการพูดถึงผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมต่อเศรษฐกิจไทย
โดย..อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา
เนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ได้ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นอย่างมาก ประชากรกว่า 8 ล้านคน ครอบครัวไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านครอบครัวใน 30 จังหวัด ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในคราวนี้
มีการประมาณการเบื้องต้นว่า เหตุการณ์น้ำท่วมปี พ.ศ. 2554 นี้ อาจสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่าเกิน 1 แสนล้านบาท จึงเกิดคำถามว่า น้ำท่วมคราวนี้จะฉุดให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยลดลงเท่าไหร่ จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 4% ในการนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายการปรับการคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้แก่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. เป็นผู้ดำเนินการศึกษา
ในเรื่องของการศึกษาผลกระทบของพิบัติภัยธรรมชาติต่อรายได้ประชาชาตินั้น ในความเป็นจริงสิ่งที่จะพบมักเกิดขึ้นในทิศทางตรงกันข้าม
กล่าวคือ เมื่อประเทศประสบปัญหาภัยพิบัติอย่างรุนแรง และต้องเผชิญกับความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล เรามักพบว่า ในไตรมาสต่อๆ มาประเทศกลับมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น เช่น จากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่คาดการณ์ไว้เดิมที่ 4% มาเป็น 4.5% เป็นต้น
ซึ่งตัวเลขที่ปรากฏมิได้ลดลงอย่างที่เราคิดไว้ในตอนแรก สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ไม่ใช่เป็นเพราะปัญหาพิบัติภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นในนานาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์สึนามิ เหตุการณ์ 9/11 หรือเหตุการณ์อุทกภัยต่างๆ เป็นปรากฏการณ์อันพึงประสงค์ ที่ทำให้รายได้ประชาชาติปรับเพิ่มสูงขึ้น แต่เป็นเพราะบัญชีรายได้ประชาชาติมิได้ถูกออกแบบมาเพื่อวัดมูลค่าความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติเหล่านี้
บัญชีรายได้ประชาชาติมีหลายประเภท แต่ที่นิยมใช้คือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP) ซึ่งเป็นบัญชีที่ใช้วัด “รายได้” หรือ “รายจ่าย” หรือ “มูลค่าเพิ่ม” อย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศในแต่ละปี (หรือในแต่ละไตรมาส) กิจกรรมใดก็ตามที่ทำให้เกิดรายได้ก็จะถูกรวมไว้ในบัญชีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมอันพึงประสงค์ เช่น รายได้จากการส่งออก หรือกิจกรรมอันไม่พึงประสงค์ เช่น รายได้ของผู้รับเหมาก่อสร้างที่เข้าไปซ่อมแซมบ้านภายหลังจากน้ำท่วม ก็จะถูกจัดว่าเป็นกิจกรรมเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ด้วยกันทั้งสิ้น บัญชีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศไม่สามารถแยกแยะได้ว่า กิจกรรมใดที่สร้างรายได้เป็นกิจกรรมอันพึงประสงค์หรือไม่พึงประสงค์
ภายหลังปัญหาอุทกภัยหรือแม้แต่ช่วงที่เกิดอุทกภัย ที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้บางประเภทประสบปัญหาและทำให้รายได้ประชาชาติปรับลดลง เช่น รายได้จากภาคอุตสาหกรรมการผลิตลดลง เนื่องจากน้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ
แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีกิจกรรมที่สร้างรายได้เพิ่มขึ้นเกิดขึ้นอีกนานัปการจากปัญหาอุทกภัย เช่น อุปกรณ์และวัสดุก่อนสร้าง อิฐ หิน ปูน ทราย ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่มบรรจุขวด ปั๊มน้ำ สูบน้ำ อุปกรณ์ไฟฟ้า ตู้เย็น ทีวี เครื่องซักผ้า ธุรกิจจัดสวน ไม้ดอกประดับ อู่ซ่อมรถ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ธุรกิจประกันภัย เวชภัณฑ์ การรักษาพยาบาล หมอคน หรือแม้แต่หมอหมา รวมไปถึงการเร่งจ่ายงบประมาณภาครัฐ เพื่อชดเชยให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
กิจกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นกิจกรรมที่สร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากภาวะน้ำท่วมอย่างแน่นอน ซึ่งการเพิ่มขึ้นของยอดขายเหล่านี้ จะมีผลทำให้รายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้นและทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีเพิ่มสูงขึ้นด้วย
ในทางตรงกันข้าม การที่น้ำท่วมได้สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนอันมีมูลค่ามหาศาล และเป็นทรัพย์สินที่ประชาชนได้เก็บออมมาเป็นเวลานาน เช่น บ้านที่อยู่อาศัย สถานประกอบการ เครื่องจักรอุปกรณ์ ที่สวน ไร่นา การสูญเสียมูลค่าทรัพย์สินเหล่านี้ กลับมิได้ถูกบันทึกในรายการในบัญชีผลิตภัณฑ์มวล รวมภายในประเทศ
ดังนั้น การสูญเสียทรัพย์สินของประชาชนจากอุทกภัย จึงไม่ส่งผลฉุดให้รายได้ประชาชาติลดลง จึงไม่ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีลดลงแต่อย่างใด
กล่าวโดยสรุป คือ ปัญหาน้ำท่วมปี พ.ศ. 2554 นับเป็นภัยธรรมชาติที่ได้นำความสูญเสียอันยิ่งใหญ่มาสู่ประเทศไทยอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือแม้แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต้องประสบภายหลังน้ำท่วมก็ตาม
บางครอบครัวถึงกับต้องสิ้นเนื้อประดาตัว เพราะสูญเสียทรัพย์สินที่ได้สะสมมาตลอดชีวิตไปกับสายน้ำ บางครอบครัวต้องมีหนี้สินเพิ่มขึ้น จากการกู้ยืมเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือสถานประกอบการ กิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่นี้ ถึงแม้จะแสดงค่าเป็นบวกอยู่ในบัญชีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศก็ตาม แต่มิได้สะท้อนถึงความกินดีอยู่ดีของประชาชนแต่อย่างใด
ในทางตรงกันข้าม มูลค่าเศรษฐกิจเหล่านี้กลับสะท้อนความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่ประเทศต้องนำทรัพยากรไปใช้ในกิจกรรมอันไม่พึงประสงค์
ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าบัญชีรายได้ประชาชาติหรือการขยายตัวของจีดีพีสามารถนำมาใช้เพื่อสะท้อนความกินดีอยู่ดีของประชาชนในสภาวะปกติเท่านั้น และไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้เพื่อวัดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากภัยธรรมชาติ เช่น การวัดความสูญเสียจากปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในขณะนี้
การที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้หารือและมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐไปทำการศึกษาเพื่อปรับลดการประมาณการจีดีพีภายหลังน้ำท่วม จึงเป็นสิ่งที่ฟังดูแล้ว ดูแปลกๆ เป็นอย่างมาก







