posttoday
น้ำทะลัก พัดเศรษฐกิจ'ติดหล่ม'

น้ำทะลัก พัดเศรษฐกิจ'ติดหล่ม'

11 ตุลาคม 2554

เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ 30 จังหวัดทั่วประเทศ มีผู้ประสบภัย 2.38 ล้านคน

โดย...ทีมข่าวการเงิน

เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ 30 จังหวัดทั่วประเทศ มีผู้ประสบภัย 2.38 ล้านคน สร้างความสูญเสียทั้งชีวิต จิตใจ และทรัพย์สินอย่างประเมินค่ามิได้

ระดับความรุนแรงของน้ำท่วมได้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจแล้วกว่า 9 หมื่นล้านบาท และตัวเลขความเสียหายยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากสถานการณ์น้ำท่วมลากยาวไปถึงสิ้นเดือน ต.ค.นี้

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กระทรวงการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ประเมินมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่ 6 หมื่นล้านบาท หรือ 0.6% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินความสูญเสียอาจสูง 1.2 แสนล้านบาท

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินความสูญเสียเบื้องต้นอยู่ที่ 8.9 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 0.9% ของขนาดเศรษฐกิจไทย

น้ำท่วมในครั้งนี้ต่างจากเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2552 เนื่องจากน้ำได้ไหลเข้าท่วมเขตเศรษฐกิจและแหล่งผลิตอุตสาหกรรมที่สำคัญ

นิคมอุตสาหกรรมใหญ่ 4 แห่งในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ถูกน้ำท่วมแล้ว 2 แห่ง คือ นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ และนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร ฐานการผลิตสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศ เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ต้องยุติสายการผลิตแทบในพื้นที่ทั้งหมด

น้ำทะลัก พัดเศรษฐกิจ'ติดหล่ม'

 “นี่เป็นเพียงผลกระทบเบื้องต้นของความเสียหาย และผลกระทบจะยังไม่หยุดอยู่เท่านี้” ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง กล่าว

แต่ รมว.คลัง ก็ยังมั่นใจว่า การดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาและแผนที่จะดำเนินการในระยะต่อไปจะ “ประคอง” เศรษฐกิจไทยให้อยู่ได้

แม้หลายหน่วยงานจะประเมินความสูญเสียทางเศรษฐกิจ เช่น ความเสียหายของทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้าง แม้ความเสียหายเหล่านี้จะถูกทดแทนด้วยการจัดสรรงบประมาณฉุกเฉินเข้าไปฟื้นฟูเยียวยาความเสียหายได้

แต่เลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยและนำมาซึ่งความเป็นอยู่ของประชาชน

“น้ำท่วมครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปีนี้ ขณะที่ความเสียหายในภาคอุตสาหกรรมหลักที่มีมูลค่าเบื้องต้น 4.8 หมื่นล้านบาทนั้น หากโรงงานเหล่านี้ไม่สามารถกลับมาผลิตได้ภายในเดือน พ.ย. ความเสียหายจะเพิ่มขึ้นกว่านี้” อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สศช. ระบุ

เป็นการตอกย้ำว่า หากรัฐบาลไม่สามารถ “กอบกู้” ภาคอุตสาหกรรมให้กลับสู่ภาวะปกติภายในเดือน พ.ย.นี้ ความเสียหายทางเศรษฐกิจจะสูงยิ่งเป็นทวีคูณ เพราะการหมุนของเงินในระบบเศรษฐกิจหยุด “ชะงักชั่วคราว” หมุนได้น้อยรอบเกินไป

แต่ก็ไม่สำคัญเท่ากับการที่เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ได้ทำลายหัวใจที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจ นั่นคือ “การจ้างงาน” เพราะโรงงานนับพันแห่งต้องยุติการเดินเครื่องจักร

ขณะที่พื้นที่เกษตรและผลผลิตการเกษตรที่ถือเป็น “แหล่งรายได้” ของเกษตรกรฐานรากทั่วไปจมอยู่ในน้ำ หากฟื้นฟูไม่ทันการณ์ กำลังซื้อในประเทศจะหดหายไปอีกไม่รู้เท่าไหร่

อีกทั้งเหตุการณ์น้ำท่วมไทยที่ถูกตีข่าวไปทั่วโลกยังส่งผลกระทบต่อภาคบริการของไทยรุนแรง โดยเฉพาะในช่วง “ไฮซีซัน” การท่องเที่ยวที่เป็นเซ็กเตอร์เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำและเป็นการกระจายรายได้สู่มือคนระดับฐานรากจริงๆ หากรายได้ตรงนี้หายไปอีก กำลังซื้อในประเทศอาจเข้าขั้น “วิกฤต” ก็เป็นได้

ขณะที่เม็ดเงินลงทุนหลายแสนล้านบาทที่รัฐบาลเตรียมไว้สำหรับโครงสร้างลงทุนพื้นฐานอื่นๆ จะต้องถูกกันมาไว้สำหรับเยียวยาหลังน้ำลด การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนของรัฐที่เป็น “หัวรถจักร” ที่สำคัญของเศรษฐกิจ ก็หดหายไปเช่นกัน และส่งผลเชิงจิตวิทยาต่อการลงทุนของภาคเอกชนที่จะลดลงเช่นกัน

การที่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีนโยบาย “ชูธง” สร้างกำลังซื้อภายในประเทศผ่านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระดับต่างๆ อาจไม่สัมฤทธิผล

และเมื่อกำลังซื้อของคนในประเทศลดลง แม้อาจไม่ถึงขั้น “สาหัส” แต่ก็ทำให้เศรษฐกิจไทย “ติดหล่ม” ได้ไม่ยาก ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่มีความสุ่มเสี่ยงสูง

ตัวเลขอัตราการเติบโตเศรษฐกิจปี 2554 ที่ สศช.ประเมินว่าจะขยายตัว 3.5-4% อาจลดลงเหลือไม่เกิน 3% ก็เป็นได้

สิ่งที่จะตามมาอีกอย่างคือ การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่จะลดลง

เพราะลงว่าเม็ดเงินหายไปร่วม 1 แสนล้านบาท รอบการหมุนของภาษีหายวับไปไม่น้อย เอาแค่ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ถ้ารอบการเงินหมุน 1 รอบก็หายไป 7,000 ล้านบาทแล้ว

หากปริมาณของเงินจำนวนดังกล่าวหมุน 10 รอบ หมายถึงภาษีมูลค่าเพิ่มหายไปร่วม 7 หมื่นล้านบาท

ตามมาด้วยอัตราการว่างงานก็จะมีอัตราเพิ่มขึ้นจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าระดับปกติ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวในระดับสูง

“น้ำท่วมครั้งนี้จะมีผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2555 แน่นอน” อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลังยอมรับ

แม้แต่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เสนอแนวคิดว่า อาจมีความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องมีการจัดทำงบประมาณขาดดุลเพิ่มขึ้นจากกรอบงบปี 2555 ที่มีการขาดดุล 3.5 แสนล้านบาท เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำทั้งระบบ ไม่ใช่แค่การฟื้นฟูเฉพาะพื้นที่เสียหาย เพื่อไม่ต้องรอลุ้นว่าปีหน้าจะมีเหตุการณ์อย่างนี้อีกหรือไม่

นอกจากนี้ เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ยังส่งผลกระทบต่อความ “เชื่อมั่น” ของภาคอุตสาหกรรมที่ลงทุนในไทยอยู่แล้ว หรือมีแผนที่จะลงทุนในไทยอีกด้วย ไม่ใช่แค่เฉพาะความเสียหายจากการลงทุนเท่านั้น แต่ยังเสี่ยงที่จะสูญเสีย “ลูกค้า” ไปด้วย

ภัยน้ำท่วมถูกบรรจุว่าเป็นหนึ่งใน “ความเสี่ยง” ที่นักลงทุนต้องเผชิญ ทำให้ต้องมีการเตรียมแผนรับมือ ซึ่งทำให้ต้นทุนของอุตสาหกรรมสูงขึ้น

ไม่ว่าเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่รอบนี้จะมาจากการคาดการณ์ปริมาณ “มวลน้ำ” ที่ผิดพลาดหรือไม่ก็ตาม หรือมาจากเหตุการณ์ที่อยู่เหนือความคาดหมาย หรือการไม่มีแผนฉุกเฉินเพื่อรับมือภัยพิบัติขนาดใหญ่ระดับนี้ก็ตาม

การจัดการระบบน้ำในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรมโดยเร็ว และการลงทุนเหล่านั้นต้องไม่ใช่การลงทุนที่สูญเปล่าเช่นที่ผ่านมา หรือการลงทุนแบบ “หว่านแห” ไร้ทิศทาง ขณะที่บางโครงการก็มีการทุจริต เช่น โครงการลงทุนระบบน้ำในช่วงที่ผ่านมา โครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ที่มีชื่อปักป้ายโครงการและงบประมาณ แต่ไม่มีการก่อสร้างจริง มีแต่การทาสี โบกปูนพอเป็นพิธีเท่านั้น

คณะกรรมการจัดการน้ำของประเทศที่มีหลาย 10 คณะ แต่กลับไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลจะจัดการอย่างไรให้มีการรวมศูนย์และสั่งการอย่างเป็นเอกภาพ ทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ

พร้อมทั้งต้องมีโครงสร้างการจัดการระบบน้ำของส่วนราชการที่กระจัดกระจายอยู่ในหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมชลประทานที่สังกัดอยู่กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมทรัพยากรน้ำที่อยู่ในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่สังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลต้องปรับปรุงทุกองคาพยพ เพื่อรับมือกับภัยพิบัติรอบใหม่ ไม่ใช่แก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ไม่ใช่ทำแบบ “แก้ผ้าเอาหน้ารอด” อย่างทุกวันนี้

 

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว