
ความยุติธรรมที่ไม่เปลี่ยนผ่าน
หากใช้บรรทัดฐานชุดเหตุผลของแนวคิดประชาธิปไตยตัดสินการใช้อำนาจทางการเมืองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
หากใช้บรรทัดฐานชุดเหตุผลของแนวคิดประชาธิปไตยตัดสินการใช้อำนาจทางการเมืองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
โดย..ไชยันต์ ไชยพร
จะพบว่า การใช้อำนาจของกษัตริย์ย่อมผิดและอยุติธรรมเสมอ ไม่ว่าจะการใช้อำนาจนั้นจะส่งผลดีอย่างไรก็ตาม ที่ผิดเสมอเพราะเป็นการที่คนคนเดียวใช้อำนาจโดยไม่ต้องฟังเสียงประชาชน และเป็นการใช้อำนาจผูกขาด ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลใดๆ ทั้งสิ้น
การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เข้าข่ายการใช้บรรทัดฐานชุดเหตุผลของแนวคิดประชาธิปไตยไปตัดสินความถูกต้องและความยุติธรรมในการใช้อำนาจในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งน่าสนใจที่จะกลับไปอ่านและวิเคราะห์แถลงการณ์บางส่วนในการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร
“ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ ๑ ราษฎรทั้งหลาย เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชสมบัติสืบต่อพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การณ์หาเป็นไปตามหวังที่คิดไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายตามเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณงามความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้างซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนราคาเงิน ผลาญเงินทองของประเทศ... (ยังมีต่อ)”
จากข้อความตอนขึ้นต้นในแถลงการณ์ของคณะราษฎร จะเห็นได้ว่าความผิดและความอยุติธรรมไม่ได้อยู่ที่การใช้อำนาจโดยคนคนเดียวเท่ากับผลของมัน เพราะคณะราษฎรขึ้นต้นว่า “เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชสมบัติสืบต่อจากพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรบางคนได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การณ์ก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังกันไม่” นั่นคือ ไม่สามารถปกครองให้ประชาชนร่มเย็นเป็นสุขได้ ซึ่งก็น่าคิดว่า หากในช่วงเวลานั้นมิได้มีปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกแล้ว ข้อความดังกล่าวนี้จะได้ผลแค่ไหน?
ต่อจากข้อความดังกล่าวที่มุ่งเน้นไปที่ความล้มเหลวของตัวบุคคลในการปกครองมากกว่าปัญหาของระบอบ นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสมัยโบราณ เช่น ในสมัยสุโขทัยอยุธยา หรือที่อื่นๆ ในโลก ก็สามารถใช้เหตุผลดังกล่าวนี้ได้ นั่นคือ การชี้ให้เห็นว่ากษัตริย์ ณ ห้วงเวลานั้นๆ ไม่สามารถดูแลให้ประชาชนร่มเย็นเป็นสุขได้ พูดง่ายๆ ก็คือ การอ้างเหตุผลดังกล่าวนี้ไม่ได้เป็นชุดเหตุผลเฉพาะของระบอบใดระบอบหนึ่ง แต่เป็นชุดเหตุผลทั่วไปที่ใช้อ้างเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลผู้ใช้อำนาจมากกว่าที่จะเปลี่ยนตัวระบอบ
ข้อความที่ต่อจากข้างต้นคือ “กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายตามเดิม” จากข้อความนี้อาจจะมองว่าเป็นการโจมตีตัวระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มากกว่าตัวบุคคลก็ได้ เพราะในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นกษัตริย์ย่อมอยู่เหนือกฎหมาย เพราะพระองค์คือผู้ออกกฎหมายและสามารถเปลี่ยนหรือยกเลิกกฎหมายนั้นได้ด้วยพระราชสิทธิ์และพระราชอำนาจของพระองค์อยู่แล้ว แต่จะทรงเปลี่ยนยกเลิกหรือแก้ไขบ่อยๆ หรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะการทำเช่นนั้นย่อมจะส่งผลเสียต่อการบริหารราชการแผ่นดินของพระองค์เอง ซึ่งก็ไม่ต่างจากระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นใหญ่ สามารถเปลี่ยนแปลงยกเลิกแก้ไขได้โดยไม่ผิดหลักการแต่อย่างใดเช่นกัน นั่นคือ ปวงประชาชนย่อมอยู่เหนือกฎหมาย
แต่กระนั้น ในระบอบประชาธิปไตยของเอเธนส์ ซึ่งเป็นประชาธิปไตยทางตรงที่ประชาชนพลเมืองหมุนเวียนผ่านการจับสลากเข้าไปออกกฎหมายในสภาประชาชน และในช่วงแรกที่เอเธนส์เป็นประชาธิปไตย สภาประชาชนก็เปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมายบ่อยๆ จนเกิดปัญหาในการบริหารกิจการรัฐ ต่อมาจึงได้สร้างหลักการไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงได้บ่อยๆ อย่างไม่มีกรอบอะไร
ว่าไปแล้ว ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เองก็มีจารีตประเพณีเป็นกรอบไม่ให้กษัตริย์แก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายได้บ่อยๆ ตามอำเภอใจได้ด้วย ดังที่มีคำกล่าวที่คุ้นเคยกันว่า “เป็นกษัตริย์ ตรัสแล้วไม่คืนคำ” เพราะคำกล่าวของกษัตริย์ก็มีอาญาสิทธิ์เป็นกฎหมายบังคับใช้ได้ทันที หรือการถูกตีกรอบด้วยจารีตประเพณีและทศพิธราชธรรม
การทำให้ “กษัตริย์หรือประชาชนไม่อยู่เหนือกฎหมายจนเกินไป” นี้ อีกนัยหนึ่งก็คือ การพยายามให้ระบอบการปกครองมี “นิติรัฐ” นั่นเอง และจะพบว่าระบอบประชาธิปไตยแรกเริ่มที่เอเธนส์ก็มีปัญหาการไม่เป็น “นิติรัฐ” ไม่ต่างจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่กษัตริย์ไม่ละเลยจารีตประเพณีหรือทศพิธราชธรรม เพียงแต่นิติรัฐในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่มีความเด่นชัดกว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ดังนั้น การโจมตีด้วยเหตุผลที่ว่า “กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายตามเดิม” ในแถลงการณ์ของคณะราษฎรจึงเด่นชัดว่าเป็นการใช้ชุดเหตุผลไปในทางของ “นิติรัฐ” มากกว่าจะเป็นชุดเหตุผลเฉพาะของประชาธิปไตย
เพราะเมื่อใครเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นคนคนเดียวอย่างกษัตริย์ หรือปวงประชามหาชน หากยืนยันว่า ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจในทางการบริหาร ตุลาการ หรือนิติบัญญัติ การใช้อำนาจของตนนั้นย่อมถูกต้องชอบธรรมเสมอ
นั่นคือ หากมุ่งอ้างเพียง “สิทธิ” ในการปกครอง แต่ไม่สนใจเหตุผลหรือหลักความถูกต้องยุติธรรมใดๆ นอกเหนือไปจาก “การมีสิทธิ” แล้ว ฉะนั้นการคิดเช่นนั้นก็ไม่ต่างกัน นั่นคือ ใช้อำนาจตามอำเภอใจ
(ส่วนหนึ่งของงานวิจัย ภายใต้โครงการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2555 ความมั่นคงของมนุษย์ เรื่อง “การพัฒนาระบอบการเมืองประชาธิปไตยเพื่อความเป็นธรรมและเสมอภาคในกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย” (HS1068A) สนับสนุนโดย สกอ. ตุลาคม 2554-กันยายน 2555)







