
ครม.ต่ออายุดอนเมืองจอดโลว์คอสต์-เหมาลำ
ครม.รับลูกคมนาคมเสนอใช้สุวรรณภูมิเป็นสนามบินหลักแห่งเดียว ส่วนดอนเมืองรองรับโลว์คอสต์และกลุ่มเช่าเหมาลำ
ครม.รับลูกคมนาคมเสนอใช้สุวรรณภูมิเป็นสนามบินหลักแห่งเดียว ส่วนดอนเมืองรองรับโลว์คอสต์และกลุ่มเช่าเหมาลำ
นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบตามรายงานของกระทรวงคมนาคมที่เสนอให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นสนามบินหลักเพียงแห่งเดียวในระยะยาว เพื่อรองรับสายการบินแบบประจำทั้งหมด
ขณะที่ท่าอากาศยานดอนเมืองจะมีบทบาทเพียงรองรับกิจกรรมการบินแบบไม่ประจำ หรือแบบเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลต์) กิจกรรมการบินที่เกี่ยวเนื่องและธุรกิจการบินทั่วไป หมายรวมถึงกลุ่มสายการบินต้นทุนต่ำ (Low Cost Airlines) ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับผลการศึกษาของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (ไออาตา) และองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ)
ก่อนหน้านี้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ได้ว่าจ้างไออาตาจำนวน 30.3 ล้านบาท ศึกษาความเหมาะสมของทางเลือกในการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งให้ข้อสรุปว่าสนามบินดอนเมืองเหมาะสมที่จะใช้ในระยะกลาง (ปัจจุบัน–2558) เพื่อลดความแออัดของสนามบินสุวรรณภูมิ จนกว่าการพัฒนาระยะที่ 2 จะเสร็จสมบูรณ์
ทั้งนี้ ความคิดเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับผลการศึกษาของไอเคโอที่ ทอท.ได้ว่าจ้างให้ทบทวนแผนแม่บทการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิภายใต้แนวคิด Single Airport ซึ่งระบุว่าควรเปิดใช้สนามบินดอนเมืองจนกว่าโครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิแล้วเสร็จ ซึ่งไม่ควรเกินปี 2558 เนื่องจากการพยากรณ์ปริมาณเที่ยวบินของดอนเมืองจะเท่ากับ 219 เที่ยวบินต่อวัน ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยของการจัดการ Airspace
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงคมนาคมมีแผนเร่งรัดการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฟส 2 เพื่อขยายขีดความสามารถที่ไอเคโอแนะนำ โดยจะก่อสร้างอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ (Domestic Terminal) แยกจากอาคารหลังเดิม และทางวิ่งเส้นที่ 3 รองรับผู้โดยสารเพิ่มเป็น 65 ล้านคนต่อปี แต่ต้องเสนอให้ ครม.อนุมัติก่อน เพื่อให้เริ่มออกแบบในปีนี้
สำหรับการขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแบ่งเป็น 2 ระยะ โดยช่วงที่ 1 ลงทุน 21,899.42 ล้านบาท แล้วเสร็จในปี 2558 จะก่อสร้างอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ 9,133.520 ล้านบาท ทางวิ่งเส้นที่ 3 (Runway 3) และทางขับ (Taxiway) วงเงินกว่า 3,000 ล้านบาท และค่าชดเชยผลกระทบทางเสียงอีก 7,000 ล้านบาท เป็นต้น รองรับผู้โดยสารเพิ่มเป็น 65 ล้านคนต่อปี ซึ่งเท่ากับแผนเดิมที่ ครม.อนุมัติไปแล้ว แต่ใช้เงินลงทุนถึง 6.2 หมื่นล้านบาท จึงต้องขอ ครม.อนุมัติกรอบวงเงินใหม่







