posttoday
จีที200 กองทัพแตกคอรัฐบาล

จีที200 กองทัพแตกคอรัฐบาล

18 กุมภาพันธ์ 2553

งานนี้จึงเข้าทางกลุ่มเสื้อแดงที่เดินเกมดิสเครดิตกองทัพมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจสอบการจัดซื้ออาวุธ รวมทั้งการปลุกกระแสปฏิวัติ

งานนี้จึงเข้าทางกลุ่มเสื้อแดงที่เดินเกมดิสเครดิตกองทัพมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจสอบการจัดซื้ออาวุธ รวมทั้งการปลุกกระแสปฏิวัติ

เลี่ยงไม่ได้กับ “แรงเสียดทาน” ที่ส่งผ่านไปถึง “กองทัพ” ในฐานะผู้ดำเนินการจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดและสารเสพติด หรือจีที 200 ภายหลังผลการทดสอบชุด คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นประธาน สรุปว่า ถูกต้องเพียงแค่ 4 ครั้งจาก 20 ครั้ง

ไม่ต่างจากการ “เดาสุ่ม” อย่างที่นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อธิบายผลการทดสอบ ก่อนจะนำมาสู่การยกเลิกการสั่งซื้อจีที 200 เพิ่มเติม และสั่งให้ พล.อ.อนุพงษ์เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ทบทวนแผนงานในกรณีที่จะยกเลิกไม่ใช้จีที 200 ในการปฏิบัติงาน

งานนี้จึงอาจกลายเป็น “ปมร้าว” ให้ “กองทัพ” กับ “รัฐบาล” ให้แตกคอกันเอง

จีที200 กองทัพแตกคอรัฐบาล

เมื่อด้านหนึ่ง นายกฯ อภิสิทธิ์โกยคะแนนไปเต็มๆ กับการเร่งเคลียร์ปัญหาจีที 200 แบบไม่มี “ยื้อ” ทำให้ “บทผู้ร้าย” ไม่สามารถตกไปอยู่กับใครไม่ได้นอกจาก “กองทัพ” ที่ถูกตั้งป้อมถล่มเรื่องผลประโยชน์จากการจัดซื้อยุทโธปกรณ์มาตลอด

ทั้งงบประมาณกว่า 751 ล้านบาท กับการจัดซื้อเครื่องจีที 200 จำนวน 851 เครื่อง ตั้งแต่ปีงบประมาณ 25502553 กำลังกลายเป็นปัญหาหนักอกที่ “กองทัพ” ต้องหาเหตุผลมาคลาย ความสงสัยเรื่องการเสียงบประมาณไปกับอุปกรณ์ราคาแพง ที่ประสิทธิภาพสู้ “สุนัข” ไม่ได้

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของนักวิชาการ ที่ออกมาชำแหละแฉต้นทุนการผลิตเพียงไม่กี่บาท แต่ตั้งราคาขายสูงลิบกว่า 1 ล้านบาท จนเป็นข้อสงสัยว่า “ส่วนต่าง” ดังกล่าวเป็นเงื่อนงำให้กองทัพจัดซื้ออุปกรณ์ลวงโลกชิ้นนี้หรือไม่

ย้อนไปดู “สายสัมพันธ์” ก่อนหน้านี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า “กองทัพ” กับ “รัฐบาล” แนบแน่นจนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน ถึงขั้นถูกค่อนขอดมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องเจรจาพลิกขั้วจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร และพัฒนาความสัมพันธ์ เป็น “เสาค้ำยัน” ให้รัฐบาลอยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้

จนท่าที “เอาอกเอาใจ” ที่รัฐบาลหยิบยื่นให้กองทัพ โดยเฉพาะเรื่องการจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดซื้ออาวุธยุทธภัณฑ์ จนถูกฝ่ายค้านหยิบยกไปโจมตีเรื่องการใช้งบกับกองทัพมากเกินไปในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ

ยิ่งจับสัญญาณจาก สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้จัดการรัฐบาล ที่รีบออกมาป้อง บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ว่าไม่มีส่วนกับการกำหนดสเปกการจัดซื้อ แต่เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ระดับล่างเห็นว่าเครื่องดังกล่าวใช้ได้ผลจึงเสนอมา และมีการจัดซื้อหลายยุค
ยิ่งสะท้อนความวิตกของรัฐบาลต่อชนวนปัญหาครั้งที่จะส่งผลให้รัฐบาลและกองทัพต้องแตกคอกัน โดยเฉพาะหลังจากพรรคเพื่อไทยและเสื้อแดง พยายามเดินเกมบี้เร่งให้รัฐบาลต้องหาคนผิดมาลงโทษต่อไป

แม้ส่วนหนึ่งของโครงการจะคาบเกี่ยวกับรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ แต่เมื่อเป้าหมายไปอยู่ที่ “กองทัพ” มากกว่าฝ่ายการเมือง เพราะเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าการจัดซื้ออาวุธเป็นสัมปทานของทหาร การเมืองเข้าไปวุ่นวายไม่ได้ ทำให้พรรคเพื่อไทยหยิบจับประเด็นนี้มาขยายผลเล่นงานเสาค้ำยันให้รัฐบาลซวนเซไร้เสถียรภาพ ผ่านกลไกที่มีอยู่ในสภาไม่ว่าจะเป็นในส่วนของพรรคฝ่ายค้าน และบทบาทในกรรมาธิการ ซึ่งล่าสุดกรรมาธิการต่างประเทศเตรียมขยายผลเชิญทหารและบริษัทนำเข้ามาชี้แจง เพื่อไล่บี้หาตัวคนทำผิดมาลงโทษ

ที่สำคัญ เมื่อย้อนดูอดีต จะพบความเชื่อมโยงไปถึง “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ” หรือ คมช. โดยเฉพาะพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผบ.ทบ. แกนนำปฏิวัติรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ด้วยข้อหาสำคัญคือ การทุจริต

ดังนั้น เมื่อประเด็น “ทุจริต” ย้อนกลับมา “ดิสเครดิต” ทำลายคมช. แถมกระทบมาถึงกองทัพ ในวันที่อดีตรองประธานคมช. อย่าง“บิ๊กป๊อก” มารับหน้าที่คุมกองทัพในตำแหน่งผบ.ทบ. วันนี้ยิ่งมีแต่จะทำลาย “เครดิต” ของทั้งกองทัพและรัฐบาล

งานนี้จึงเข้าทางกลุ่ม “เสื้อแดง” ที่เดินเกม “ดิสเครดิต” กองทัพมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจสอบการจัดซื้ออาวุธ รวมทั้งการปลุกกระแส “ปฏิวัติ” ถึงขั้นไปเคลื่อนไหวกดดันไปชุมนุมตามค่ายทหารทั่วประเทศ แสดงการไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติที่เชื่อว่าจะมีการพยายามทำให้เกิดขึ้น

ปมปัญหาจาก “จีที 200” ในวันนี้ จึงอาจลุกลามกลายเป็นอีก “เงื่อนไขการเมือง” ที่เสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยจะประสานกำลังไล่ให้กองทัพต้องเข้ามุมอับ ไร้แรงสนับสนุนจากทั้งรัฐบาลและประชาชน จนอาจนำไปสู่การ“ปฏิวัติ” ตัดตอนปัญหาทั้งหมด

ยิ่งในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของรัฐบาลที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง ที่นับถอยหลังสู่วันตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของพ.ต.ท.ทักษิณ ท่ามกลางความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงนี้หลายต่อหลายครั้ง อาจจะเป็นปัญหาหนักให้รัฐบาลต้องรับมือ

ยังไม่รวมกับปัญหาค้างคาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของเจ้าหน้าที่ผู้ใช้งานเครื่องจีที 200 ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นทั้งจากฝั่งการเมืองและแรงกดดันจากประชาชนในพื้นที่เอง สุดท้ายผลการปฏิบัติการและผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นก็จะย้อนกลับมาเป็นปัญหาของรัฐบาลและกองทัพในที่สุด

ปมปัญหาเรื่องจีที 200 ครั้งนี้ จึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาล และทิศทางการเมืองในอนาคตที่ต้องจับตาต่อไป

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว