posttoday
พูดพลาด ชาติเสียหาย

พูดพลาด ชาติเสียหาย

22 กันยายน 2554

แม้ว่าพยายามเอาใจช่วยและคิดในทางบวกตลอดมา สำหรับนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย

แม้ว่าพยายามเอาใจช่วยและคิดในทางบวกตลอดมา สำหรับนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย

โดย..ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์ 

เพราะคนสวยดูแล้วเจริญหูเจริญตาดี แต่ยิ่งบริหารประเทศไปนานวันเข้า ความสวยกับความฉลาดในฐานะผู้นำรัฐบาลไทยดูเหมือนว่าจะเกิดช่องว่างมากขึ้นทุกที ถ้าเป็นเรื่องภายในประเทศ ความเสียหายก็อยู่ในประเทศเท่านั้น แต่ถ้าเป็นเรื่องต่างประเทศที่มีผลประโยชน์ของชาติเป็นเดิมพัน มีประเทศและประชาชนเป็นตัวประกัน จึงเป็นเรื่องความเป็นความตาย การได้เสียของประเทศ

คำให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีไทยต่อคำถามเรื่องพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรที่เผยแพร่ตามสื่อต่างๆ นั้น เราจะเอามาลงอีกครั้งก็ได้ ผู้สื่อข่าวถามว่า “ตกลงพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของไทยหรือไม่” ซึ่งเป็นคำถามสั้นๆ เข้าใจง่าย นายกรัฐมนตรีตอบว่า “ตรงนี้เรายังพูดไม่ได้ เพราะมีคณะกรรมการซึ่งจะมีผลต่อการให้ข้อมูลต่อศาลโลก แต่ยืนยันว่าเราจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ซึ่งเราก็มีคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว ก็คงจะเดินหน้าต่อไปในการทำหน้าที่ตรงนี้ และต้องมีผู้ที่รู้กฎหมายต่างๆ มาทำงาน โดยยึดหลักปกป้องอธิปไตยของไทย”

เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นประเด็นการเมือง แต่เป็นเรื่องผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติ ท่านอาจเกรงใจ ฮุนเซน ที่สนิทกันดีกับตระกูลนี้ จึงไม่อยากพูดอะไรออกไปที่อาจกระทบต่อผู้นำกัมพูชาที่ท่านไปคารวะมา ท่านแยกความรู้สึกส่วนตัว ความเกรงใจ กับผลประโยชน์ของบ้านเมืองไม่ออก ทำให้คนจำนวนไม่น้อยต่างผิดหวังอย่างมากต่อนายกรัฐมนตรีในกรณีนี้ และคิดเลยต่อไปว่า เห็นทีดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นของไทยมาโดยตลอด สุ่มเสี่ยงที่จะตกเป็นของเขมร คำพูดที่พูดออกไปเป็นนายของตัวไปแล้ว

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องลึกลับซับซ้อนหรือต้องใช้สติปัญญามากมาย เพียงแต่เอาความเป็นคนไทย เกิดและเติบโตบนแผ่นดินไทย ร่ำรวยมาจากทรัพยากรของประเทศไทย และความเป็นนายกรัฐมนตรีไทย ตอบสั้นๆ ว่า “เป็นของไทยแน่นอน” เพียงเท่านี้ ก็ได้ใจประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

หากท่านยึดหลักการที่บรรพบุรุษและนักการทูตอาวุโสได้ทำมา “ถูกหรือผิด นี่คือประเทศของฉัน” ปราชญ์ชาวต่างชาติชื่อ “เซเนคา” กล่าวไว้ว่า “ไม่มีใครรักประเทศของตนเพราะขนาดหรือความมีชื่อเสียงของประเทศ แต่รักด้วยเหตุที่ประเทศนั้นเป็นประเทศของเรา”

เปรียบเทียบกับฮุนเซน นายกรัฐมนตรีเขมร ไม่ว่าผู้สื่อข่าวเขมรและเทศจะถามกี่ครั้งตั้งแต่แรกจนถึงวันนี้ เขาจะตอบอย่างไม่ลังเล ยืนยันคำเดียว สั้นๆ ได้ใจความว่า “เป็นของเขมร” ทั้งที่รู้ว่าไม่ใช่ของตน

หลายคนสงสัยว่า ที่นายกรัฐมนตรีตอบคำถามผู้สื่อข่าวโดยพูดอ้อมค้อมไปมาและวนไปวนมาอยู่ที่เดิมจนคนจับทางได้นั้น เพราะไม่รู้จริง หรือที่ปรึกษาบอกให้เล่นรำวงไปเรื่อยๆ หรือคนถาม ถามไม่ตรงโปรแกรมที่ฝังชิปไว้ นี่ยังดีที่นายกรัฐมนตรีไทยยังไม่ได้พูดถึงพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ว่าเป็น “พื้นที่ทับซ้อน” ไม่เช่นนั้นจะยิ่งไปกันใหญ่ เพราะคำพูดเพียงคำเดียวมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศมหาศาล เนื่องจาก “ไม่มีการทับซ้อนของอธิปไตย” ไม่มีการทับซ้อนของดินแดน ถ้าไม่เป็นของเรา ก็เป็นของเขา ถ้าไม่เป็นของเขา ก็เป็นของเรา ที่สำคัญคือ นายกฯ หญิงต้องยืนยันว่าไม่มีพื้นที่ทับซ้อน แต่ 4.6 ตารางกิโลเมตร เป็นของไทย เราจะไม่ถอนทหาร

ตรงกันข้ามกับฮุนเซน เมื่อผู้สื่อข่าวถามโดยใช้คำว่าพื้นที่ทับซ้อนตั้งแต่เกิดปัญหากันใหม่ๆ ฮุนเซนประกาศว่า ไม่มีพื้นที่ทับซ้อน พื้นที่ตรงนี้เป็นของเขมรแต่ฝ่ายเดียว เขมรจะไม่ถอนทหาร

คำตอบของนายกรัฐมนตรีไทยทำให้คิดย้อนไปถึง “ข่าวลือ” เมื่อหลายปีก่อน ที่นักการเมืองใหญ่ของไทยบางคนมองจากมุมมองของพ่อค้าว่า

“อย่าไปสนใจเขาพระวิหารซึ่งเป็นเพียงซากอิฐซากหินเก่าๆ เลย เขมรอยากได้ก็ให้มันไป เราไปเอาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยดีกว่า ตรงนั้นต่างหากที่จะทำเงินให้เรามหาศาล” นั่นเป็นความคิดพ่อค้า แต่ในฐานะนายกรัฐมนตรีไทย ท่านต้องบริหารผลประโยชน์สำคัญยิ่งของชาติ

คนไทยให้โอกาสคนอื่นเสมอ แต่คงไม่ให้โอกาสทำผิดซ้ำซากตลอดไป เพราะชาติบ้านเมืองเสียหาย คุณปูไม่ได้เป็นพริตตีหรือเป็นตุ๊กตาบาร์บี แต่เป็นถึงนายกรัฐมนตรีไทย เป็นผู้นำรัฐบาลไทย เป็นตัวแทนของประเทศไทย นายกรัฐมนตรีพูดหรือทำ ย่อมหมายถึงประเทศไทยพูด ประเทศไทยทำ ถ้าพูดดีทำดี ประเทศไทยก็ได้ ถ้าพูดไม่ดีทำไม่ดี ประเทศไทยก็เสีย เดิมพันครั้งนี้ใหญ่หลวงมาก เพราะเป็นเรื่องของประเทศชาติ ดังนั้น จะพูดเล่นทำเล่นไม่ได้

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก