
เป็นลม
....ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ต้องบอกว่า ทำไมถึงซวยอย่างนี้ เหมือนโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น ไม่สร่างซาอย่างไรอย่างนั้น
ขณะที่การเมืองบ้านเรากำลังคุกรุ่น เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญทางเศรษฐกิจ จู่ๆ เมเปิลครอฟต์ (Maplecroft) บริษัทประเมินความเสี่ยงต่อการก่อการร้ายในทรัพย์สิน ประเทศอังกฤษ ก็ประกาศโป้งเสียอย่างนั้นว่า ไทยติดท็อปเทน อยู่ในอันดับ 9 ของประเทศที่มีดัชนีความเสี่ยงจากการก่อการร้ายสูงสุดในโลก
เป็นรางวัลที่คนรับไม่ต้องการจริงๆ
ปีที่ผ่านมาไทยเคยติดโผอยู่ที่ 11 แต่ปีนี้ขยับแบบก้าวกระโดด
มันจะไปแก้ตัวกันอย่างไร มาบตาพุด เป็นปัจจัยด้านกฎหมายที่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจไปแล้ว งวดนี้มาเจอด้านการก่อการร้ายซ้ำเข้าไปอีก
แต่ละปี เมเปิลครอฟต์ จัดอันดับประเทศต่างๆ 196 แห่ง แล้วก็มาเรียงประเทศไหนน่าหวาดเสียวมากที่สุด และตีพิมพ์ไปทั่ว
ยิ่งมาดูบรรดารายชื่อติดอันดับก่อการร้าย โดยเอาไทยไปร่วมขบวนหัวแถวต้องบอกว่า มึนแปดตลบ
อันดับ 1 ไม่แปลกใจ ไม่มีปัญหา เพราะตำแหน่งตกอยู่กับ อิรัก รักษาแชมป์จากปีที่แล้ว
การที่อิรักยังกลายเป็นประเทศเสี่ยงมากสุด ต้องยกให้เป็นความดีงามของอเมริกา ภายหลังการโค่นล้มประธานาธิบดีซัดดัม ความรุนแรงของอิรักก็ไม่ลดลงแม้แต่น้อย ปีที่แล้วมีพลเรือนถูกสังหารไปเกือบ 4,500 คน
เช่นเดียวกับในอัฟกานิสถาน มีความเสี่ยงจากการก่อการร้ายอันดับ 2 อันดับ 3 ปากีสถาน อันดับ 4 โซมาเลีย
เลบานอน อยู่อันดับที่ 5 อินเดีย อันดับ 6 แอลจีเรีย อันดับ 7 โคลัมเบีย อันดับ 8 และไทย อันดับ 9
ใครเห็นการเรียงลำดับอย่างนี้คงทำใจได้ยาก
เล่นเอาเราไปเทียบ เป็นน้องๆ ประเทศค้าโคเคน ยิงกันกลางตลาดอย่างโคลัมเบีย หรือแอลจีเรีย เลบานอน มันไม่มากเกินไปหน่อยหรือต๋อย
ส่วนเหตุผลที่เราเลื่อนชั้นขึ้นมา เมเปิลครอฟต์บอกว่า เป็นเพราะสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนทางภาคใต้ เช่น เหตุลอบวางระเบิดที่สุไหงโกลก
นอกจากนั้นประชาชนมากกว่า 3,900 ราย ถูกสังหารในช่วงระยะเวลา 6 ปี แห่งความไม่สงบทางภาคใต้
ทำไม ถึงเป็นเช่นนั้น ???
และเหตุผลของบริษัทฝรั่งมันไม่น่าจะใช่ไม่ใช่หรือ
ก็เรามี จีที 200 สรรพคุณล้นเหลือนี่นา
ทำไม...ยาวิเศษมูลค่ามหาศาลนี้ถึงแก้อะไรไม่ได้เลยนิ







