
เขื่อนแก่งเสือเต้นกับการแก้ปัญหาอุทกภัยความแห้งแล้งและความทุกข์ยากของประชาชน
แม่น้ำยมเป็น 1 ใน 4 แม่น้ำสายหลัก ปิง วัง ยม น่าน ที่ไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่ปากน้ำโพ นครสวรรค์
แม่น้ำยมเป็น 1 ใน 4 แม่น้ำสายหลัก ปิง วัง ยม น่าน ที่ไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่ปากน้ำโพ นครสวรรค์
โดย..อนันต์ ดาโลดม
&<2288;
1.ข้อเท็จจริง
แม่น้ำยมเป็น 1 ใน 4 แม่น้ำสายหลัก ปิง วัง ยม น่าน ที่ไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่ปากน้ำโพ นครสวรรค์ มีต้นกำเนิดจากดอยขุนยวม ทิวเขาผีปันน้ำ จ.พะเยา มีความยาว 735 กิโลเมตร ช่วงต้นน้ำมีความลาดชัน เมื่อเกิดฝนตกหนักจึงเกิดน้ำป่าไหลหลากอย่างรวดเร็วและรุนแรง
ลุ่มน้ำยมมีพื้นที่รับน้ำฝนทั้งหมดประมาณ 23,616 ตารางกิโลเมตร แม่น้ำยมมีต้นกำเนิดอยู่ในดอยขุนยวม ทิวเขาผีปันน้ำ เขต อ.ปง และ อ.เชียงม่วน จ.แพร่ ไหลจากทิศเหนือลงไปทางทิศใต้ ผ่าน 10 จังหวัด ประกอบด้วย จ.น่าน พะเยา แพร่ ลำปาง ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ มาบรรจบกับแม่น้ำน่านที่บ้านเกยชัย อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ มีความยาว 735 กิโลเมตร
2.สภาพปัญหาจากการไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำยม
ปัญหาด้านน้ำท่วมใน จ.แพร่ สุโขทัย พิษณุโลก และนครสวรรค์ ซึ่งเป็นพื้นที่การเกษตรและพื้นที่เศรษฐกิจในลุ่มน้ำ ในปีที่มีฝนตกชุกมักจะมีปัญหาเมื่อปริมาณน้ำจากแม่น้ำยมมาก ทำให้น้ำไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรและที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหายเป็นประจำทุกปี โดยแต่ละปีประเมินมูลค่าความเสียหายหลายพันล้านบาท ราษฎรทุกสาขาอาชีพ เด็ก เยาวชน คนชรา ได้รับความทุกข์ยากจากการเกิดน้ำท่วมโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง รวมทั้งความเสียหายของสภาพแวดล้อมและนิเวศวิทยาจากกระแสน้ำที่พัดพาตลิ่งของลุ่มน้ำทั้งสองพังพินาศ เกิดตะกอนไหลลงสู่แม่น้ำสะสมจนเกิดสภาพตื้นเขิน
ปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคในฤดูแล้ง ในแม่น้ำยมช่วงระหว่างเดือน ก.พ.เม.ย. ตั้งแต่ใต้ฝายแม่ยมลงไปไม่มีน้ำไหล แต่จะมีน้ำขังอยู่ในลำน้ำเป็นช่วงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่น้ำยมในเขต อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย และ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก แม่น้ำยมจะแห้งก่อให้เกิดความเดือดร้อนในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนล่าง
ปัญหาคุณภาพน้ำในฤดูแล้ง เนื่องจากมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอในการรักษาสมดุลนิเวศวิทยา
ปัญหาด้านความยากจนของราษฎรในพื้นที่ลุ่มน้ำยม การไม่มีการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ทำให้ไม่มีปริมาณน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร การอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวในฤดูแล้ง ทำให้รายได้เฉลี่ยของประชากรในลุ่มน้ำยมต่ำกว่ารายได้ ในลุ่มน้ำที่มีการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เช่น ลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำน่าน ลุ่มน้ำเจ้าพระยาสายหลัก เป็นต้น
3.จากสภาพปัญหาดังกล่าว รัฐบาลที่ผ่านมาหลายยุคหลายสมัยได้ดำริที่จะทำการพัฒนาลุ่มน้ำยม โดยการกักเก็บน้ำไว้ในหน้าฝน ป้องกันน้ำท่วม ชะลอการไหลอย่างรุนแรงของกระแสน้ำ นำน้ำมาใช้ในฤดูแล้ง ทั้งการอุปโภคบริโภคและเพื่อการเกษตร จึงเป็นที่มาของการศึกษาโครงการก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
4.การสูญเปล่าของการศึกษาและเวลา แต่การศึกษาและข้อเสนอเพื่อก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นที่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2523 ซึ่งคณะรัฐมนตรีให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ศึกษาความเหมาะสมของโครงการ “ปิง วัง ยม น่าน” รวมทั้งหน่วยงานอื่นๆ ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ให้ดำเนินการศึกษาในด้านต่างๆ ที่มีผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบ ในการก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ได้มีการนำเสนอรัฐบาลไม่ต่ำกว่า 25 ครั้ง ก็ยังไม่สามารถที่จะมีข้อยุติว่าจะสร้างหรือไม่สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น เนื่องจากเกิดความขัดแย้งระหว่าง “ฝ่ายสนับสนุน” ให้มีการก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น และ “ฝ่ายคัดค้าน” ซึ่งเกิดขึ้นมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2523 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลาถึง 31 ปี
5.การที่รัฐบาลไม่ได้ตัดสินใจในการที่จะสร้างหรือไม่สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ก่อให้เกิดความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสของประชาชนในลุ่มแม่น้ำยม ที่ต้องเจอกับภัยแล้งในหน้าแล้ง และในฤดูฝนต้องเจอน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี ก่อให้เกิดความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วมเมือง ท่วมบ้าน ท่วมถนนหนทาง ท่วมพืชสวนไร่นา เสียหายยับเยิน รวมทั้งชีวิตของผู้คนและสัตว์เลี้ยงอีกจำนวนไม่รู้เท่าไร
นอกจากนั้น ภาวะน้ำท่วมที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงต่อเนื่องทุกปี ก่อให้เกิดความเสียหายของระบบนิเวศต่อลุ่มแม่น้ำยมอย่างรุนแรง เพราะกระแสน้ำจำนวนมากและไหลเชี่ยวกราก ทำให้เกิดการชะล้าง กัดเซาะตลิ่ง ทำลายต้นไม้ เป็นพื้นที่กว้างขึ้นทุกๆ ปี ตามจำนวนปีที่ถูกน้ำท่วม ตะกอนที่ถูกชะล้างกัดเซาะไหลลงสู่แม่น้ำยม ไปรวมกับแม่น้ำน่าน แล้วไหลมารวมกับแม่น้ำปิง แม่น้ำวัง ที่ อ.ปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์ ทำให้แม่น้ำหลักเหล่านี้ตื้นเขิน ซึ่งผลกระทบอันนี้ไม่ได้มีการพูดถึงกันมากนัก
6.ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นขณะนี้ จากการที่แม่น้ำยมไม่สามารถรับน้ำจำนวนมากไว้ได้ ทำให้เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรงใน จ.สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก และกำลังจะเข้าสู่ จ.นครสวรรค์ ดังเช่นทุกปี จึงถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องตัดสินใจว่าจะก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นหรือไม่ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
6.1 การจะก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นหรือไม่ จะต้องเป็นนโยบายและการตัดสินใจของรัฐบาล ไม่ใช่เป็นเรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งอย่างที่ผ่านมา มิฉะนั้นปัญหาจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งจากข้อเท็จจริงที่โครงการนี้ได้เริ่มพิจารณามาตั้งแต่ปี 2523 จนถึงปัจจุบันนั้นเป็นเวลาถึง 31 ปี ก็ยังหาข้อยุติไม่ได้ เพราะรัฐบาลไม่ตัดสินใจ ก่อให้เกิดผลเสียหายทั้งด้านเวลาที่สูญเสียไป ผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ทั้งน้ำท่วมฝนแล้งซ้ำซากปีแล้วปีเล่า รวมทั้งความขัดแย้งของคนในสังคม
6.2 หากรัฐบาลตัดสินใจไม่สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น รัฐบาลจะมีนโยบายและแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในหน้าฝน และการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรในหน้าแล้ง ที่ก่อให้เกิดปัญหาแก่ราษฎร ชุมชน บ้านเรือน ถนนหนทาง ทรัพย์สิน ชีวิตของผู้คนและสัตว์เลี้ยง และพื้นที่การเกษตรที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ในพื้นที่ จ.สุโขทัย แพร่ พิจิตร พิษณุโลก และนครสวรรค์ ได้อย่างไร เพราะมีการศึกษากันว่า ช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 25452551 จังหวัดที่แม่น้ำยมไหลผ่านถูกน้ำท่วมเสียหายไปกว่า 1.5 แสนล้านบาทแล้ว รวมทั้งระบบนิเวศวิทยาที่ไม่สามารถจะประเมินค่าได้
6.3 รัฐบาลจะต้องพิสูจน์ข้อมูลที่กลุ่มเอ็นจีโออ้างว่า การสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นจะทำลายป่าสักทอง 2.4 หมื่นไร่ และป่าเบญจพรรณ 3.6 หมื่นไร่ รวมพื้นที่ป่าที่ต้องสูญเสีย 6 หมื่นไร่ ว่ามีความถูกต้องประการใด เพราะรายงานที่ คุณนิรัติ พาณิชย์พงษ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญ วุฒิสภา พิจารณาศึกษาปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งตามลุ่มน้ำสำคัญ เปิดเผยว่า พื้นที่ป่าที่กลุ่มเอ็นจีโออ้างว่าจะสูญเสียจากการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นนั้น มีการบุกรุกทำลายป่าสงวนพื้นที่แก่งเสือเต้นกว่า 4 หมื่นไร่ เพื่อรอกระบวนการครอบครองสิทธิตามกฎหมาย
6.4 หากมีการก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น รัฐบาลจะต้องพิจารณา
1.ให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะราษฎรที่จะต้องอพยพโยกย้ายออกจากพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม ในประเด็นต่างๆ เช่น
1.1 สร้างความเข้าใจให้เกิดการยอมรับที่จะอพยพออกจากพื้นที่ด้วยความสมัครใจ
1.2 จัดสรรเงินชดเชยความเสียหายให้แก่ราษฎรบนข้อตกลงร่วมกันอย่างยุติธรรมและเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ซึ่งราษฎรผู้อพยพทุกครัวเรือนต้องได้รับเงินครบถ้วนตามข้อตกลง
1.3 ราษฎรที่จะต้องอพยพ ควรได้รับพิจารณาอันดับแรก ที่จะต้องได้รับผลประโยชน์จากทรัพยากรที่พวกเขาดูแลรักษามา หรือแม้แต่การจ้างที่จะมีขึ้น
1.4 ราษฎรที่จะถูกอพยพ ควรได้รับกรรมสิทธิ์ หรือมีสิทธิเข้าอยู่ในพื้นที่โดยรอบขอบอ่างที่รัฐบาลจัดสรรได้ โดยยึดความเหมาะสมทางวิชาการด้านอนุรักษ์ที่คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างเกื้อกูล
1.5 ผลประโยชน์ที่ได้รับจากทรัพยากรธรรมชาติที่ต้องสูญเสีย เช่น ไม้สักที่รัฐบาลต้องโค่นเพื่อใช้พื้นที่ และพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนป่าไม้ที่น้ำท่วมถึง และขายเป็นรายได้เข้ารัฐ ประชาชน และชุมชนที่ได้รับผลกระทบ สมควรได้รับส่วนแบ่งจากรายได้เหล่านี้อย่างเป็นธรรม
2.นำข้อมูลที่เป็นจริงทุกๆ ด้านมาเปิดเผยแก่สาธารณชนรับทราบ เช่น ข้อมูลเทคนิค ข้อมูลอุทกศาสตร์ ข้อมูลธรณีวิทยา ข้อมูลทางด้านนิเวศวิทยา รวมทั้งผลเสียในทุกๆ ด้าน และผลประโยชน์ของการบรรเทาปัญหาของการเกิดอุทกภัย หรือปัญหาความแห้งแล้งและทางการเกษตรที่คาดว่าจะได้รับเพื่อให้สังคมเกิดทัศนคติที่ดีในการดำเนิน “โครงการแก่งเสือเต้น”
3.แสดงจุดยืนและหลักการที่ชัดเจน ที่ภาคประชาชนสามารถติดตาม ตรวจสอบถึงความโปร่งใส ในการดำเนินการเพื่อลดความหวาดระแวงของสังคม ที่มีต่อรัฐบาลในกรณีหวังผลประโยชน์แอบแฝงจากการผลักดันโครงการฯ
“ถึงเวลาที่จะนำโครงการก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นมาพิจารณาอย่างจริงจังจนสามารถมีข้อยุติได้แล้ว”







