
เสียงสะท้อนนิติธรรมซ่อนเร้นช่วยทักษิณ
“คณะกรรมการอิสระว่าด้วยหลักนิติธรรมแห่งชาติ” หรือ คอนธ. ที่มี “อุกฤษมงคลนาวิน” เป็นประธาน
“คณะกรรมการอิสระว่าด้วยหลักนิติธรรมแห่งชาติ” หรือ คอนธ. ที่มี “อุกฤษมงคลนาวิน” เป็นประธาน
กลายเป็นโมเดลใหม่สำหรับรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ตั้งเป้าเพื่อปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและระบบนิติรัฐเพื่อกลับคืนสู่ปกติ และฝันไกลไปถึงสามารถสร้างความสงบสุขเรียบร้อยให้กับประเทศ และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับหลักกฎหมายในอนาคต
หลังจากคณะรัฐมนตรีประกาศออกมาชัดเจน ก็กลายเป็นประเด็นร้อนให้ทั้งสมาชิกวุฒิสภาและพรรคประชาธิปัตย์ออกมาถล่มทันที ว่าจะเป็นการปฏิวัติเงียบ หรือไม่ก็เพื่อฟอกความผิดให้กับ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี อีกทั้งการปฏิรูประบบนิติธรรมนั้น ก็สอดคล้องกับสิ่งที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติพอดิบพอดี ร้อนถึงผู้อาวุโสอย่าง “อุกฤษ” ที่ต้องออกแถลงการณ์ทันทีทันควัน โดยยืนยันถึงเจตนารมณ์ชัดเจน ว่าจะทำเพื่อบ้านเมืองและจะไม่ยุ่งกับเผือกร้อนอย่าง “คดีที่ดินรัชดาฯ” หรือผลประโยชน์ทับซ้อนอื่นๆ รวมไปถึงจะเชิญอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เข้าร่วมเป็นกรรมการ เพื่อให้เกิดภาพของ “ความเป็นกลาง” อย่างแท้จริง
กระนั้นเอง ก็ยังถูกตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใดจึงต้องมีคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาอีก ในเมื่อประเทศนี้มีคณะกรรมการที่ดูแลด้านกฎหมายเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว
กับ “สิริพรรณ นกสวน สวัสดี” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มองว่าในที่สุดคณะกรรมการชุดนี้อาจเข้าอีหรอบเดียวกับสารพัดคณะกรรมการที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่มีคณะกรรมการปฏิรูป ทั้งในชุดของ “นพ.ประเวศ วะสี” และชุดของ “อานันท์ ปันยารชุน” อีกทั้งยังมีคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงแห่งชาติ หรือ คอป. ของ “คณิต ณ นคร” ที่มีจุดประสงค์คล้ายๆ กัน และมีข้อเสนอออกมาจำนวนมาก แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาล
“หากตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ก็บอกให้ชัดไปเลยว่าเพื่อแก้รัฐธรรมนูญมาตราใด หรือจะแก้กฎหมายอะไรบ้าง เพื่อให้สังคมเข้าใจและช่วยกันคิด ไม่ใช่ว่าไปตั้งชื่อกว้างๆ แล้วอาจมีวาระซ่อนเร้นอะไรซ่อนอยู่ หรือมีแผนช่วยคุณทักษิณหรือไม่ เพราะไม่อย่างนั้นทุกคนที่เข้ามาเป็นกรรมการจะมีแผลทันที” สิริพรรณ กล่าว
“สิริพรรณ” คาดการณ์ว่าการตั้งคณะกรรมการในชุดนี้ อาจจะสอดคล้องกับสิ่งที่“จาตุรนต์ ฉายแสง” อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย เคยเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ และพรรคเพื่อไทยอาจจะใช้กรรมการชุดนี้เป็นตรายางรับรอง แต่หากมองให้ร้ายกว่านั้นก็คือ การตั้ง คอนธ.จะส่งผลทำให้ “ทักษิณ” หลุดคดีที่ดินรัชดาฯ ในทางอ้อมหรือไม่ เพราะคำตัดสินในคดีนี้มีความแตกต่างกันชัดเจนระหว่างที่ “ศาลแพ่ง” และ “ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” และอาจอาศัยข้อสรุปของ คอนธ.มาสะท้อนประเด็นนี้ว่ามีความไม่ยุติธรรมอยู่
สำหรับการตั้งคำถามจากสังคมนั้น “สิริพรรณ” เห็นเป็นเรื่องปกติ เพราะว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยนั้นมีภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยดีเท่าไรอยู่แล้ว เนื่องจากเพิ่งดำเนินการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงยุติธรรมไปชุดใหญ่ เมื่อการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา และปฏิกิริยาจากหลายๆ คนในพรรคที่ออกมาพูดเรื่องคดีของทักษิณเพิ่มขึ้นแต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม ไม่ว่ารัฐบาลใดขึ้นมาเป็นก็จะถูกตั้งคำถามในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน
“ระบบรัฐสภาเราอ่อนแอและไม่ได้ทำให้ประชาชนเชื่อถือได้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกในบ้านเรา ที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหลายชุดเพื่อแก้ปัญหาร้อยแปดอย่าง การตั้งคณะกรรมการจึงเกิดขึ้นเพื่อจุดประเด็นและสร้างภาพลักษณ์ของความน่าเชื่อถือขึ้นมา ให้สังคมมีความหวังว่าสุดท้ายจะแก้ไขปัญหาได้” สิริพรรณ กล่าวทิ้งท้าย
คงต้องติดตามต่อไป เมื่อได้รายชื่อและโครงสร้างหน้าที่ของ คอนธ.ว่าสุดท้ายจะมีจุดประสงค์เพื่ออะไร แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้คือ สังคมจะต้องจับตามองและมีส่วนร่วมควบคู่ไปกับการทำงานของ คอนธ.แน่นอน เพราะมิฉะนั้นคณะกรรมการก็จะเป็นเพียงแค่ “เสือกระดาษ” เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา และเป็นฉากหน้าให้รัฐบาลดูดีเท่านั้น
“สมชาย ปรีชาศิลปกุล” อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มองว่า “หลักนิติธรรม” มีปัญหาอย่างซับซ้อนจนฝังรากลึกในกฎหมาย ระบบการเมือง และรูปแบบสังคมไทย ซึ่งวันนี้สมควรจะได้รับการสะสางจริง ทว่ารูปแบบของ คอนธ.นั้นกลับยังไม่ชัดเจนว่าจะมีรูปแบบอย่างไร รวมไปถึงตัวคณะกรรมการจะมีใครบ้าง จึงยังคงมองไม่ออกว่าที่สุดแล้ว รูปแบบและข้อเสนอจะเป็นไปในรูปแบบไหน
“ถ้าเอ่ยว่า ‘นิติธรรม’ นั้น มันมีความหมายที่ซับซ้อนมาก ซึ่งทุกวันนี้ก็มีข้อเสนอออกมาหลายชุด แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุป หากจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาก็ต้องมีการทำงานที่แตกต่างและมีเป้าหมายชัดว่าข้อเสนอจะเป็นไปในรูปแบบใด” สมชาย กล่าว
อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยังบอกว่าปัจจุบันเองก็มีคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายอยู่แล้ว จึงต้องทราบชัดก่อนว่ารูปแบบจะต้องเป็นอย่างไร แล้วจะเข้าไปสะสางระบบนิติธรรมอย่างไรบ้าง แต่ข้อจำกัดของการเป็นคณะกรรมการก็มีอยู่ นั่นก็คือไม่ว่าจะได้รูปแบบหรือได้ข้อยุติอะไรออกมา ก็จะเป็นเพียงแค่ “ข้อเสนอ” เท่านั้น ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที และก็ต้องขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะนำไปปฏิบัติตามหรือไม่
ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) สายสรรหา ในฐานะกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ประธานวุฒิสภา มองว่า หากดูตามอำนาจหน้าที่ที่เขียนไว้ เท่ากับ คอนธ. รื้อระบบกฎหมายของประเทศ ทั้งในส่วนตุลาการ นิติบัญญัติ และบริหาร สามารถเสนอยกเลิกให้เพิกถอนกฎหมายของประเทศรวมถึงรัฐธรรมนูญได้ คล้ายเป็นอำนาจใหม่นอกเหนือจากอำนาจอธิปไตยทั้งสามอำนาจ คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ถือเป็นอันตรายมาก
“การทำแบบนี้เท่ากับรัฐบาลกำลังทำปฏิวัติเงียบใช่หรือไม่ และผมมองว่าหากจะตั้งหน่วยงานที่มีหน้าที่เกินกว่าหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญย่อมไม่สามารถทำได้ อีกทั้งคำสั่งแต่งตั้งซึ่งเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีก็ด้อยกว่าพระราชบัญญัติและรัฐธรรมนูญ หาก คอนธ.เดินหน้าเรื่องนี้ สว.สามารถเข้าชื่อเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ว่าการทำหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากรัฐบาลเร่งทำเรื่องที่เกินกว่าแนวนโยบายอาจเป็นตัวจุดชนวนความวุ่นวายในบ้านเมือง” ตวง กล่าว







