
มองให้ไกลไปกว่าฮุนเซน
มีการกล่าวหารัฐบาลชุดก่อนว่า ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านไม่ดี
มีการกล่าวหารัฐบาลชุดก่อนว่า ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านไม่ดี
โดย..ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์
มีปัญหากับเขาไปหมด พอมาถึงวันนี้ ก็มีคำกล่าวว่า ประเทศไทยจะอยู่สงบหรือไม่สงบขึ้นอยู่กับฮุนเซนเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้น นายกฯ หญิง ของไทยจึงต้องรีบไปคารวะฮุนเซน เสียก่อน คำกล่าวทั้งหมดเป็นจริงหรือไม่
ไม่มีประเทศไหนสามารถเลือกที่ตั้งของตนเองได้เพราะเป็นเช่นนี้มานานหลายร้อยปีหรือเป็นพันปีมาแล้ว ในความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านนั้น เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น เราจะเขียนวงกลมรอบประเทศไทยเป็นสามวง
วงแรก เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีเขตแดนติดต่อกับไทย คือ พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม (มีอาณาเขตน่านน้ำติดต่อกับไทย) มาเลเซีย ประเทศที่มีเขตแดนติดต่อกันนั้นเหมือนลิ้นกับฟันที่กระทบกันได้ตลอดเวลาและสามารถทำให้ไทยอยู่อย่างสงบสุข หรือก่อความวุ่นวายรำคาญใจให้กับไทยก็ได้
วงที่สอง เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ไกลออกไปในกลุ่มอาเซียน คือ สิงคโปร์ บรูไน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ซึ่งอาเซียนกำลังพัฒนาจาก “สมาคม” เป็น “ประชาคม” ใน พ.ศ.2558
วงที่สาม เป็นเวทีไกลออกไปที่มหาอำนาจในและนอกภูมิภาคซึ่งมีผลประโยชน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ามามีบทบาทแทรกแซง ส่งเสริมให้ประเทศเพื่อนบ้านดีกับไทย หรือแตกแยกกับไทยได้เพื่อผลประโยชน์ของพวกเขา ตัวละครในวงนี้มีความสำคัญไม่แพ้สองวงแรก
ปัจจัยสำคัญในการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือ ผลประโยชน์แห่งชาติ ถ้าสองฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกัน ความสัมพันธ์ก็ดี ถ้าผลประโยชน์ไม่สอดคล้องกันแต่ประนีประนอมกันได้ ความสัมพันธ์ก็ยังดีอยู่ แต่ถ้าผลประโยชน์ขัดแย้งกันโดยเฉพาะผลประโยชน์สำคัญยิ่งของชาติที่ไม่อาจประนีประนอมได้ ความสัมพันธ์ก็ไม่ดี
ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในวงแรกของรัฐบาลชุดก่อน หากเขียนโดยแยกเป็นแต่ละประเทศอย่างละเอียดแล้วคงมีพื้นที่ไม่พอ แต่เมื่อพิจารณาผลประโยชน์ร่วมกัน ผลประโยชน์ที่ไม่สอดคล้องกันแต่ประนีประนอมกันได้ และผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันในภาพรวมแล้ว โดยทั่วไปถือว่าความสัมพันธ์อยู่ในระดับปกติ หรือมีผลประโยชน์ร่วมมากกว่าผลประโยชน์ขัดแย้งกัน
เห็นจะมีเพียงกัมพูชาประเทศเดียวเท่านั้นที่ผู้นำเขมรแสดงออกอย่างเปิดเผยในการร่วมมือกับฝ่ายค้านของไทยขณะนั้นที่จะโค่นล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ให้ได้ โดยตีกระหนาบไทยจากข้างนอกผสมกับฝ่ายเสื้อแดงที่ตีจากภายใน
อาจกล่าวได้ว่า ฮุนเซน เป็นคนแรกที่แสดงออกอย่างเปิดเผยที่จะโค่นล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ให้ได้ ซึ่งผิดวิสัยของเพื่อนบ้านที่ดี แสดงว่า ฮุนเซน ต้องมี “เดิมพัน” สูงมากจึงกล้าทำเช่นนั้น ฮุนเซน ตัดสินใจเลือกอดีตผู้นำไทยและพรรคฝ่ายค้าน เพราะเขาคิดว่า กัมพูชาจะได้รับผลประโยชน์มากกว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์
สำหรับความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านใน วงที่สอง อาจกล่าวได้ว่า โดยทั่วไปอยู่ในระดับปกติเพราะมีผลประโยชน์แห่งชาติร่วมกันมากกว่าขัดแย้งกัน แม้ในช่วงเวลาที่ไทยมีปัญหากับกัมพูชานั้น ไทยอาจถูกมองว่าเป็น “เด็กเกเร” ที่ไม่ยอมให้อินโดนีเซียส่งผู้สังเกตการณ์ทหารเข้ามาประจำในพื้นที่พิพาท ทั้งนี้ เพราะไทยต้องระมัดระวังในเรื่องอธิปไตยของประเทศ มีเพียงผู้นำบรูไนเท่านั้นที่มีปัญหาบ้าง ซึ่งเราละเว้นที่จะวิจารณ์ แต่ก็มีปัญหาไม่เท่ากับเขมร
ส่วน วงที่สาม สหรัฐอเมริกาในอดีตมีส่วนทำให้ความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้านมีปัญหา ทั้งการสนับสนุนกลุ่มต่อต้านลาว เวียดนาม พม่า ใช้ไทยเป็นฐานปฏิบัติการ แต่เมื่อรัฐบาลไทยไม่ยอมให้คนเหล่านี้มาใช้ไทยเป็นฐาน และส่งตัวแกนนำกลุ่มต่อต้านคืนให้ลาว ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านก็ดีขึ้น
จึงสรุปได้ว่า ที่กล่าวว่า รัฐบาลชุดที่แล้วมีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านนั้น เป็นความจริงส่วนหนึ่ง เพราะรัฐบาลพยายามรักษาผลประโยชน์ของชาติมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว ในทางตรงกันข้าม เมื่อฝ่ายค้านขณะนั้นขึ้นมาเป็นรัฐบาลปัจจุบัน ผู้นำรัฐบาลเขมร ก็ต้องออกมาทวงค่าแรงที่ตกลงกันไว้ให้คุ้มกับที่ลงทุนลงแรงไปมากมายถึงกับยอมเสียสูญเสียชีวิตทหารและพลเรือนเขมรในการปะทะชายแดน
เราเสียเวลามามากแล้วกับการเมืองในประเทศ วันนี้ รัฐบาลยิ่งลักษณ์มีโอกาสดีที่สุดคือการฟื้นฟูความสัมพันธ์อันดีกับผู้นำกัมพูชา อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านไม่ได้มีเฉพาะกัมพูชาเท่านั้น ดังนั้น เราต้องมองไปไกลกว่าฮุนเซนและ ก้าวข้ามพ้นเขมรให้ได้







