
ความสามารถในการแข่งขัน ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ของไทย
ได้เกริ่นกันไปถึง 2 ตอนแล้ว ในเรื่องความสามารถในการแข่งขันของไทย
ได้เกริ่นกันไปถึง 2 ตอนแล้ว ในเรื่องความสามารถในการแข่งขันของไทย
โดย พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
คราวนี้คงไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลงกันมากนัก แต่เข้าสู่สาระที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกันได้เลย
เราจะเห็นบทเรียนไม่ไกลตัวนักที่ผู้เขียนยกตัวอย่างมาคือ เกาหลี ว่า พอรัฐบาลเพิ่มเงินงบประมาณในเรื่องการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จากไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ก่อนปี ค.ศ. 1960 เป็น 1 เปอร์เซ็นต์ ในปี ค.ศ. 1960 และ 3 เปอร์เซ็นต์ ในปัจจุบัน เกาหลีก็เหมือนติดปีกบินขึ้นอันดับไปฉับๆ ไปติดอยู่ในอันดับที่ 14 และ 5 ทางด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ตามลำดับ ส่วนความสามารถการแข่งขันนั้น เกาหลีอยู่ในอันดับที่ 22 ในปี ค.ศ. 2011 แน่นอนว่านอกจากเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานแล้วยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกทั้งเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของรัฐบาล และประสิทธิภาพของธุรกิจ ซึ่งเกาหลีก็ยังจัดอยู่ในอันดับที่ 25 22 และ 26 ตามลำดับ
แต่ถ้าหันกลับมาดูทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยบ้าง จะเห็นว่าไทยมีการลงทุนในเรื่องการวิจัยพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีน้อยมากประมาณ 0.2 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP–Gross Domestic Product) แล้วก็ลงทุนกันมาอย่างนี้เป็น 10 ปีแล้ว ไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย และเกือบทั้งหมดเป็นการลงทุนโดยรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจล้วนๆ ไม่มีการลงทุนร่วมจากภาคเอกชนที่เขาเรียกกันว่า Collaborative Research การร่วมลงทุนระหว่างรัฐบาลกับเอกชนส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดเป็นไปในรูปของการจ้างเอกชนดำเนินการหรือการให้สัมปทานกับเอกชน (Concession) และการลงทุนขนาดใหญ่ๆ ที่เป็นจำนวนมหาศาลก็เป็นในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทั่วไป (Basic Infrastructure) เช่น ในภาคการขนส่ง ถนนหนทาง ไม่ใช่ในโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดังนั้น ในเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนี้การที่รัฐบาลได้เคยประกาศไปแล้วว่าจะเพิ่มงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาขึ้นเป็น 1 เปอร์เซ็นต์ และต่อมาเป็น 2 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ทำให้เราต้องร่วมแรงร่วมใจกันอย่างมาก ตั้งแต่การสร้างคน การศึกษา ระบบการให้ทุนในการวิจัยและพัฒนา รวมไปจนถึงระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการแก้ปัญหาน่าจะเป็นแบบครบวงจรมากกว่าแก้เฉพาะจุด ทำอย่างไรจะทำให้เด็กที่อยู่ในสายวิทยาศาสตร์ในระดับมัธยมปลายเรียนต่อในสายวิทยาศาสตร์ เมื่อเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาและเรียนต่อไปเรื่อยๆ จนถึงระดับปริญญาเอก เพื่อออกมาเป็นนักวิจัยไม่ใช่แค่คิดว่าจบมาก็เป็นอาจารย์ เส้นทางอาชีพของเขาจะต้องมีค่าตอบแทนที่ดีและมั่นคง
เราเห็นเด็กไทยเข้าประกวดร้องเพลง คนติดตามดูชีวิตของเด็กๆ ในบ้านกรณีล่าฝันใน Academy Fantasia เด็กที่ชนะประกวดก็หาเงินได้คล่อง มีชีวิตหรูหราน่าเอาอย่าง เด็กๆ ที่ติดตามดูเป็นแฟนคลับก็นั่งฝัน อยากเป็นนักล่าฝันบ้าง ขณะเดียวกันเราก็มีเด็กๆ ที่ทำหุ่นยนต์ชนะการประกวดเป็นที่ 1 ของโลก แล้วไงชีวิตก็แค่นั้น อย่างดีก็มาออกรายการ 1 หรือ 2 รายการ มีการนำไปจดสิทธิบัตรแล้วก็จบ เด็กๆ เหล่านี้ไม่ได้เดินไปในเส้นทางของนักวิจัย แต่หายไปในประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ
ที่ผ่านมาไทยเรามีนักวิจัย 8.6 คนต่อประชากร 1 หมื่นคน ถ้าตามมาตรฐานของ IMD ควรมีนักวิจัย 25 คนต่อประชากร 1 หมื่นคน ช่างดูห่างไกลกันเหลือเกิน ถ้าหากว่ารัฐบาลจัดสรรงบประมาณเป็น 2 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีจริงปัญหาที่จะเกิดขึ้นคือ การศึกษาและคนภาคเอกชนต้องเข้ามาช่วย โดยเฉพาะบริษัทใหญ่ๆ ของไทยต้องเข้าร่วมทำการวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เด็กที่มีความสามารถในการวิจัยและสร้างสรรค์ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเหล่านี้ ถ้าเขามีที่ไปโดยเฉพาะได้รับค่าตอบแทนที่ดี เป็นแรงจูงใจก็จะไม่หายไปไหน ค่านิยมของสังคมก็จะเปลี่ยนไปด้วย
ประเด็นที่มีการพูดกันมากเรื่อง P สามตัวหรือ PPP (Private Public Partnership) จึงเป็นเรื่องสำคัญ เอกชนของไทยยังสนใจเรื่องการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาน้อยมาก
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะยังรับจ้างผลิตอยู่ แค่รับจ้างผลิตและส่งออกก็รวยแล้วไม่ต้องสนใจอะไรอีก แต่วันดีๆ อย่างนี้คงอยู่กับเราไปอีกไม่นานนัก เพราะประเทศที่เขามีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทยมากๆ จะเข้ามาแทนที่ ซึ่งก็เป็นวัฏจักรธรรมดาๆ ในการค้าระหว่างประเทศ ยิ่งรัฐบาลมีนโยบายเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน ผู้ส่งออกไทยจะใช้เรื่องการตั้งราคา (Pricing) ต่ำ เพื่อเอาชนะคู่แข่งไม่ได้อีกแล้ว เนื่องจากต้นทุนไม่ได้ต่ำอย่างแต่ก่อน แต่ต้องปรับเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ฯลฯ เพื่อทำให้ความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น
น่าเสียดายที่ในช่วงที่ไทยยังรับจ้างผลิตกันอย่างเป็นกอบเป็นกำ ผู้ผลิตยังไม่คิดจะทำการวิจัยและพัฒนา ผู้เขียนเคยคุยกับผู้ส่งออกชาวเกาหลีที่เคยรับจ้างผลิต เขาบอกว่ารับจ้างผลิตไปก็วิจัยไปด้วย แล้วนำกลับไปเสนอผู้ว่าจ้าง ซึ่งถ้าเขาเห็นว่าดีกว่าเดิมก็จะสั่งให้ผลิตตามที่เสนอ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ธรรมชาติของคนไทย การจะให้เอกชนไทยลงทุนในการวิจัยเป็นมูลค่ามากๆ จึงต้องเปลี่ยนที่เขาเรียกกันว่า Mindset กันเลย
อีกสาเหตุหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ ระบบการสร้างแรงจูงใจและระบบอื่นๆ ที่รองรับ เช่น การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ไม่อำนวยให้เอกชนไทยสนใจลงทุนในการวิจัย การลดหย่อนหรือหักภาษีรายได้บริษัทหากมีการทำวิจัยก็ค่อนข้างมีปัญหา การให้ทุนไปทำวิจัยกฎหมายก็กำหนดให้เจ้าของทุนมีสิทธิในผลงานวิจัย กระบวนการจดสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าก็ล่าช้ามาก ถ้าหากมีการแก้ไขสิ่งเหล่านี้ให้ดีขึ้น เช่น มีการหักลดหย่อนภาษีด้วยวิธีการที่ง่ายขึ้นอาจยกเลิกหรือลดหย่อน VAT ให้กับเอกชนที่ทำการวิจัยจนมีผลงานมาขายได้ รัฐช่วยสนับสนุนทุนวิจัยแล้วยกผลงานให้เอกชนเลย หรือให้ Exclusive License แก่เอกชนไป นี่ว่าในส่วนของแรงจูงใจที่รัฐจะให้ในแง่ของต้นน้ำคือ การทำวิจัยยังมีเรื่องจองกลางน้ำและปลายน้ำอีก ที่ขอยกไปว่ากันในฉบับหน้า







