
คิวโดดเยือนอาเซียน หวังผลกัมพูชา
ไฟต์บังคับไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ สำหรับผู้นำรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยต้องปฏิบัติ นั่นคือ การเดินสายแนะนำตัวทำความรู้จักกับผู้นำประเทศต่างๆ
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ไฟต์บังคับไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ สำหรับผู้นำรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยต้องปฏิบัติ นั่นคือ การเดินสายแนะนำตัวทำความรู้จักกับผู้นำประเทศต่างๆ เพื่อสร้างสัมพันธ์ทางการทูต ต่อยอดไปสู่การแลกเปลี่ยนความเข้าใจการเมืองระหว่างประเทศ หวังผลธุรกิจการค้าการลงทุน
สำหรับรัฐบาล พ.ศ.นี้ เป็นรัฐบาลภายใต้การนำของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จัดกำหนดการเดินทางเยี่ยมเยือนต่างประเทศเป็นที่เรียบร้อย ประเดิมไปแล้วประเทศแรกชื่อ บรูไนดารุสซาลามจากนั้นวันที่ 12 ก.ย. เป็นคิวของประเทศอินโดนีเซีย ตามด้วย 15 ก.ย. กัมพูชาและ 16 ก.ย. ประเทศลาว
กับการจัดคิวเช่นนี้บวกภาพรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่สายตาการเมืองจับจ้องมา นับตั้งแต่ยังไม่ได้อำนาจรัฐ พร้อมกับคำกล่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยอมรับว่า ยิ่งลักษณ์ เป็นยิ่งกว่าโคลนนิงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ดังนั้น การเคลื่อนไหวรัฐบาลทุกฝีก้าวไม่อาจหนีพ้นภาพของ อดีตนายกฯ ทักษิณ เป็นเงาตามตัว
เช่นเดียวกับจังหวะเดินสายแนะนำตัวต่างประเทศ พลันที่ติ๊กหมายเลขนัมเบอร์วันเป็นประเทศบรูไน ก็สร้างความฉงนสงสัย เหตุใดถึงเลือกเป็นประเทศแรก แม้คณะทำงานรัฐบาลยิ่งลักษณ์จะออกมาแจกแจง เป็นการเดินทางเรียงตามอักษรภาษาอังกฤษยึดหลักสากลนั่นคือ อักษร B แต่ไม่วายมีเสียงวิจารณ์ว่าเป็นประเทศที่เอื้ออำนวยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บินเข้าออกพักพิง
ขณะที่กำหนดการถัดไปกลับเป็นประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นอักษร I ทั้งที่นักการต่างประเทศอีกสายหนึ่งมองว่า ตามหลักการทูต หากต้องการเยือนประเทศในกลุ่มอาเซียนควรให้เกียรติประเทศที่เป็นประธานอาเซียนก่อน นั่นก็คือ อินโดนีเซีย แต่กลับจัดลำดับถัดจากบรูไน
ทั้งนี้ทั้งนั้น ประเด็นความพร้อมของรัฐบาลแต่ละประเทศที่ต้องเตรียมการต้อนรับ ภารกิจของผู้นำแต่ละประเทศ มีภารกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศในช่วงนั้นหรือไม่ รวมถึงสถานการณ์ภายในประเทศก็เป็นองค์ประกอบให้พิจารณา ขณะที่ ยิ่งลักษณ์ ก็ออกมายืนยันหลังเดินทางกลับจากบรูไน ไม่ได้พบ พ.ต.ท.ทักษิณ
แม้จะด้วยระเบียบปฏิบัติหรือการให้เหตุผลของแต่ละประเทศเป็นอย่างไรก็ตาม แต่คิวของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ หลังเสร็จภารกิจจากบรูไน ต่อด้วยเดินทางเยือนอินโดนีเซีย วันที่ 12 ก.ย. ตามด้วยกัมพูชา ดูจะเป็นการกระโดดไปกระโดดมาจากอักษรจาก B ไป I กลับมาที่ C เพราะฉะนั้น การยกเหตุผลของคณะทำงานรัฐบาลยิ่งลักษณ์เดินทางเรียงลำดับตามตัวอักษร จึงไม่น่าจะเป็นเหตุผลหลัก
ยิ่งวัตถุประสงค์การเดินทางไปเยือนอินโดนีเซีย ในวันที่ 12 ก.ย.นี้ ด้วยการระบุว่า จะไปขอบคุณประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ในฐานะประธานอาเซียนที่ช่วยประสานในการแก้ปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา จึงน่าจะมีนัยถึงการวางแผนเดินทางไปประเทศถัดจากนี้
ซึ่งก็ดูจะสอดคล้อง เมื่อคิวต่อไป คือ กัมพูชา เหมือนเป็นการนำสารจากอินโดนีเซียในฐานะประธานอาเซียนหารือกับกัมพูชาในทันที
และเป็นอะไรที่ทุกสายตาจับจ้อง เนื่องจากกัมพูชากับไทยในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ อยู่ในสภาพไม้เบื่อไม้เมา ทั้งปัญหาข้อพิพาทกรณีปราสาทเขาพระวิหาร เพิ่มอุณหภูมิความขัดแย้งจากเหตุจับกุมคนไทย วีระ สมความคิด และ ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ สองแกนนำกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ แกนนำคนไทยหัวใจรักชาติ จองจำอยู่ในคุกพนมเปญ ซึ่งล้วนเป็นชนวนเหตุให้มีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติชุมนุมโจมตีรัฐบาลกัมพูชาและกดดันรัฐบาลยุคอภิสิทธิ์ ให้หาทางปลดปล่อยสองแกนนำ แถมเรื้อรังบานปลายเป็นคดีค้างคารอการพิจารณาจากศาลโลก
โฟกัสไปที่การช่วยเหลือ 2 คนไทย ดูเหมือนคนในรัฐบาลออกมาให้น้ำหนักกับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี บรรดาแกนนำคนเสื้อแดงที่เป็น สส.พรรคเพื่อไทย นพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาเปรยถึงการหาทางช่วยเหลือสองคนไทย
หากการเยือนครั้งนี้ ยิ่งลักษณ์ ได้ดำเนินการตามที่รับปากไว้ว่า จะให้การช่วยเหลือ วีระ และ ราตรี ในฐานะเป็นคนไทยด้วยกัน ก็จะเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับตัวรัฐบาลมากขึ้น อีกทั้ง เป็นการดึงมวลชนซีกตรงข้ามที่เคยคัดค้านเพื่อไทยต่อแนวนโยบายด้านต่างๆ ที่มีกับกัมพูชาให้หันกลับมาสนับสนุนรัฐบาลได้ในส่วนหนึ่ง
จับสัญญาณได้จากท่าที ฮุนเซน ตอบรับ “เตะบอล” กระชับมิตรที่กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศจะใช้สนามกีฬาเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ รวมทั้งเป็นเวทีเจรจาขอให้มีการปล่อยตัวสองคนไทยที่ถูกคุมขังในเรือนจำกัมพูชา ซึ่งเชื่อว่าทางกัมพูชาจะเข้าใจเรื่องสิทธิและเสรีภาพของคนไทย
แต่นอกจาก “หน้าฉาก” เรื่องฟื้นความสัมพันธ์และช่วย วีระ-ราตรี แล้ว ต้องจับตาไปที่ “หลังฉาก” ต่อข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ โดยเฉพาะ “พลังงาน” บริเวณพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ซึ่งมีมูลค่ามหาศาล เป็นชนวนให้ฝ่ายค้านหยิบยกมาโจมตี โดยเฉพาะกรณีบันทึกความเข้าใจทางทะเลไทย-กัมพูชา หรือ เอ็มโอยู 2544 ในเวทีการอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา
เนื่องด้วยสมัยรัฐบาลทักษิณ “สุรเกียรติ์ เสถียรไทย” ที่ดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ขณะนั้น ได้เซ็นสัญญาลงนามในเอ็มโอยู 44 ยอมรับเส้นแบ่งเขตแดนลากทับผ่าน เกาะกูด จ.ตราด ซึ่งอาจทำให้พื้นที่ครึ่งหนึ่งของเกาะตกอยู่ภายใต้การครอบครองของกัมพูชา ซึ่งทำให้ไทยเสียเปรียบ อีกทั้งการแบ่งเขตแดนยังตกลงไม่แล้วเสร็จ
ประกอบกับแผนที่แนบท้าย ไม่สอดคล้องกับประกาศเส้นฐานตรงของไทยและอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในขณะนั้น ซึ่งมาตรา 224 ระบุว่า “หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา” เนื่องจากการยอมรับแผนที่ในเอ็มโอยู อาจมีนัยเปลี่ยนแปลงอาณาเขตหรือเขตอำนาจแห่งรัฐของไทยได้ จึงไม่น่ายอมรับและเป็นประโยชน์กับไทย
ขณะที่ สุรเกียรติ์ ออกแถลงการณ์ตอบโต้พร้อมยืนยันว่า การทำหน้าที่ของตัวเองขณะนั้น ไม่ได้ทำให้ประเทศชาติเสียประโยชน์ แต่กลับทำให้กัมพูชายอมรับว่า เกาะกูดนั้นอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นที่ทับซ้อน ทว่า แม้เกาะกูดจะเป็นผืนแผ่นดินไทย แต่บริเวณรอยต่อจากเกาะกูดลงสู่ทะเล คือ ขุมทรัพย์ชิ้นใหญ่ ซึ่งหากใครได้ไป เท่ากับกลายเป็นประเทศมหาอำนาจย่อมๆ ในภูมิภาคอาเซียน
สอดรับกับการรายงานข่าวจากสื่อต่างประเทศถึงแผนการเยือนกัมพูชาระหว่างวันที่ 19-20 ส.ค. ของทักษิณ เพื่อพบกับผู้นำและรัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา รวมถึงบรรดานักลงทุนชาวต่างชาติ ซึ่งมีกระแสข่าว อาจมีการเจรจาในเรื่องพลังงานบริเวณอ่าวไทย และก่อนหน้านี้ พนมเปญโพสต์ สื่อเขมร รายงานเมื่อวันที่ 13 ก.ค. โดยอ้างจากเว็บไซต์ วิกิลีกส์ ที่ระบุว่า กัมพูชาและไทยเกือบได้ข้อสรุปเกี่ยวกับแหล่งน้ำมันบนพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ถูกขับพ้นตำแหน่ง ในปี 2549
ทั้งนี้ เอกสารลับทางการทูตของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2550 ได้กล่าวถึงรายละเอียดการไปเยือนกรุงพนมเปญของ สภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน และร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงกัมพูชา ว่า ผู้แทนของ บริษัท โคโนโค ฟิลลิปส์ ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของสหรัฐ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชา หาทางคลี่คลายข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย โดยระบุว่า บริษัทได้รอสัญญาสัมปทานการสำรวจพื้นที่ดังกล่าวมาเป็นเวลาเกือบ 10 ปี ในระหว่างการประชุมครั้งนั้น
“รัฐบาลไทยและกัมพูชาเกือบได้ข้อยุติในเรื่องนี้ ไม่นานนักก่อนรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะถูกขับพ้นจากการเป็นรัฐบาล ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันในหลักการแบ่งรายได้ ดังนี้ พื้นที่ใกล้ไทยมากที่สุด ไทยได้ 80% กัมพูชา 20% ส่วนพื้นที่ตรงกลางแบ่ง 50-50% และพื้นที่ใกล้ฝั่งกัมพูชา ไทยได้ 20% กัมพูชา 80% ในเวลานั้น และคิดว่าถ้ามีเวลาในการเจรจาเพิ่มเติมอีก6 เดือน ก็น่าจะตกลงกันได้”
ท่าทีตอกย้ำผ่าน นพดล ที่ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางมาเยือนกัมพูชา วันที่ 19 ก.ย. เพื่อมาบรรยายทิศทางเศรษฐกิจในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นการจัดวางวันเวลาหลังจากที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ เดินทางไปเยือนกัมพูชาเป็นที่เรียบร้อย ก็ไม่อาจมองข้ามประเด็นที่จะตามมาถึงการเจรจาธุรกิจพลังงานอ่าวไทยเช่นกัน
การเยือน “กัมพูชา” ของ “ยิ่งลักษณ์”ครั้งนี้ จึงมีความหมายมากกว่าแค่การแนะนำตัวตามธรรมเนียมปฏิบัติ เพราะนี่จะกลายเป็นเวทีให้ “ยิ่งลักษณ์” ได้โชว์ศักยภาพแสดงภาวะผู้นำ รื้อฟื้นความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ให้กลับมาแนบแน่นตามที่ได้หาเสียงไว้ พ่วงด้วยการจับตามองใบเบิกทางรอเจรจาผลประโยชน์พลังงาน







