posttoday
วัฒนาถอดรหัส 66/23 ฉบับยิ่งลักษณ์

วัฒนาถอดรหัส 66/23 ฉบับยิ่งลักษณ์

10 กันยายน 2554

"การที่เราเอากฎหมายอาญามาแก้ปัญหาการเมืองด้วยการจับเข้าคุก คิดว่าปัญหาจะจบ แต่มันไม่จบ"

"การที่เราเอากฎหมายอาญามาแก้ปัญหาการเมืองด้วยการจับเข้าคุก คิดว่าปัญหาจะจบ แต่มันไม่จบ"

โดย.......ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

บุรุษผู้อยู่เบื้องหลังการเจรจาลับ ประสานกลุ่มพลังต่างๆ เดินหน้าสู่ "ความปรองดอง"

วัฒนาถอดรหัส 66/23 ฉบับยิ่งลักษณ์ วัฒนาเมืองสุข

ยุติความขัดแย้งในประเทศ คือ "วัฒนาเมืองสุข"สส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคเพื่อไทย ผู้มากด้วยคอนเนกชัน มีบทบาทนับแต่เกิดวิกฤตพฤษภา 2553 คอยเป็นตัวเชื่อมสิบทิศ ทั้งแกนนำเสื้อแดง กองทัพกระทั่งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่เป็นเจ้าภาพทำเรื่อง "ปรองดอง" อยู่

วัฒนา เป็นขุนพลเพื่อไทยที่ "ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ"ไว้ใจคนหนึ่ง เขาเป็นสะพานเชื่อมความปรองดองในช่วงปีกว่า และเมื่อวันนี้พรรคเพื่อไทยที่เคยสูญเสียอำนาจได้กลับมาเป็นรัฐบาล และประกาศนโยบายปรองดองในช่วงหาเสียง ทว่าหลังเป็นรัฐบาลเดือนกว่ายังไม่มีความคืบหน้าเรื่องแผน "สมานฉันท์ปรองดอง" กระทั่งวัฒนาได้เสนอโมเดลกลางที่ประชุมรัฐสภาถ่ายทอดสดทั่วประเทศในวาระแถลงนโยบายว่า ทางออกจากวิกฤตจะต้องใช้หลัก"กระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน"ถอดบทเรียนความขัดแย้งในต่างประเทศ ก่อนขยายความว่าต้อง"เยียวยา-ขอโทษ-หยุดคดี" ถือเป็นพิมพ์เขียวปรองดองที่ชัดเจนที่สุดที่ออกจากปากแกนนำรัฐบาล ณเวลานี้

เขาย้ำว่าสิ่งที่พูดนับจากบรรทัดนี้เป็นแนวทางที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เห็นด้วย และเตรียมเดินหน้าสู่ประตูปรองดองที่ตั้งเป้าว่าจะทำให้สำเร็จกลางปีหน้าก่อนที่คอป.จะหมดวาระ

"วันนี้ผมเห็นมีสัญญาณดี อย่างเสื้อเหลืองที่เคยแรงๆ เขาก็เงียบลง เรื่องกระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนผ่านที่พูดวันนั้น คนฟังเข้าใจมาก ผมใช้คำว่าทั้งโลกนะ เพราะมันถ่ายทอดสด คนไทยในต่างประเทศก็โทร.มาหาผมบอกเห็นด้วยมาก" วัฒนา เกริ่นว่าหลายประเทศในโลกที่มีปัญหาความรุนแรงทางการเมือง เช่น อาร์เจนตินา ชิลี เอลซัลวาดอร์ รวันดาแอฟริกาใต้ ได้แก้ปัญหาในรูปคณะกรรมการอิสระหรือ คอป. เหมือนอย่างไทย ถ้าแก้ไม่ได้ คดีสังหารหมู่ต่างๆ ก็ต้องเข้าสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ แม้ว่าวันนี้ประเทศไทยยังไม่ได้ลงสัตยาบัน แต่ถ้าลงเมื่อไรคดีฆาตกรรมหมู่กลางกรุงเทพฯ ที่บีบีซีให้นิยามก็ต้องขึ้นศาลเมื่อนั้น แต่ถ้ายุติได้ด้วยกระบวนการปรองดองทุกอย่างก็จบ

หลักการปรองดอง คือ ถ้าความรุนแรงมาจากการเมืองก็ต้องแก้ด้วยการเมือง ซึ่งผลสอบของคอป.ก็ระบุว่า วิกฤตครั้งนี้เหมือนเป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคลกับบุคคล คือ กลุ่มทักษิณกับกลุ่มไม่ใช่ทักษิณ แต่จริงๆ มันมีรากเหง้าที่หยั่งลึกถึงโครงสร้างทางสังคมที่เหลื่อมล้ำและทางการเมือง ความอ่อนแอของกลไกในระบอบประชาธิปไตย เมื่อซ้ำด้วยการปฏิวัติที่ไปตั้งองค์กรที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมสุดท้ายก็สร้างปัญหาเพิ่มขึ้น

วัฒนาถอดรหัส 66/23 ฉบับยิ่งลักษณ์

"การที่เราเอากฎหมายอาญามาแก้ปัญหาการเมืองด้วยการจับเข้าคุก คิดว่าปัญหาจะจบ แต่มันไม่จบ จับ 1 มันก็เกิด 100 จับ 100 เกิด 1,000 และเราก็ไปตั้งข้อกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้าย เช่น เสื้อเหลืองยึดสนามบิน ทั้งที่คนกลุ่มนี้ไม่มีสันดานเป็นอาชญากร เขาไม่ได้ยึดสนามบินเพื่อปล้นทรัพย์แต่เพื่อเรียกร้องทางการเมืองให้สมัคร สุนทรเวชออกจากนายกฯ มันยิ่งสร้างความคับแค้นใจ หรือนักรบศรีวิชัยที่ไปยึดเอ็นบีที เขาก็หวังเพื่อจะมีอำนาจต่อรอง ไม่มีเจตนาเลวตามกฎหมายอาญา แต่คุณไปตั้งข้อหาว่าทำให้เสียทรัพย์ ตรงนี้มันต้องยกเลิก"

เขาชี้ว่า องค์กรที่เกี่ยวข้องไม่เข้าใจความซับซ้อนของปัญหา ศาลก็คิดว่าใช้กฎหมายอาญาจัดการได้ เอาเข้าคุก ไม่ให้ประกัน ก็ยิ่งซ้ำเติมปัญหาสุดท้ายมันจะเหมือนลิงแก้แหน ยิ่งแก้ยิ่งยุ่งทางออกคือต้องหยุดปัญหาก่อน แล้วเข้าสู่การปรองดองเพื่อพูดคุยกัน

วัฒนา ให้ภาพว่าการใช้กระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนผ่านแก้ปัญหาจะมี 5 ขั้นตอน คือ 1.ต้องดำเนินคดีอาญากับผู้ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีนี้เขาเห็นว่าเฉพาะคดี 6 ศพที่วัดปทุมวนาราม ต้องดำเนินคดีอาญาต่อ เพราะเหตุการณ์จบแล้ว แต่ยังไปยิงคนมือเปล่าอีก 2.ต้องค้นหาความจริงเพื่อให้สังคมเรียนรู้ว่าปัญหาความขัดแย้งเกิดจากอะไร จะได้ไม่กลับไปอีก 3.การเยียวยาฟื้นฟูจิตใจผู้ที่ได้รับผลกระทบ ทหาร ตำรวจ เสื้อเหลือง เสื้อแดง ให้เขาคลายความโศกเศร้าเพื่อให้พร้อมพูดคุย 4.ฟื้นฟูองค์กรต่างๆ กระบวนการยุติธรรม ฝ่ายความมั่นคง ศาล อัยการ ตำรวจ ดีเอสไอ ต้องทำให้ประชาชนเห็นว่าได้แก้ไขปรับปรุง ถ้ารู้ว่าทำผิดจะได้ไม่ผิดอีก เช่น เอาทหารภาคใต้มาปราบม็อบไม่ได้

5.ขั้นตอนสุดท้ายสำคัญมาก คือ การปรองดอง เมื่อฝ่ายผู้เสียหายได้รับการชดเชยเป็นที่พอใจองค์กรที่เกี่ยวข้องได้ปรับปรุงแล้ว และไม่ติดใจกัน ฝ่ายทำผิดก็ต้องออกมาขอโทษ วัฒนา ย้ำว่า ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปัญหาจะต้องออกมาขอโทษเสื้อเหลืองและเสื้อแดง

"องค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทัพ มันมีตัวตนรมว.กลาโหม ก็ต้องออกมาขอโทษประชาชนใครไปทำใคร คนนั้นก็ต้องขอโทษ อย่างวันที่ 7 ตุลา 2551 เป็นเหตุให้มีคนเสื้อเหลืองตาย ถ้าเราเห็นว่าเป็นเรื่องการเมืองแล้วเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งก็ผิดพลาดแน่นอน ไปเอาแก๊สน้ำตาที่ซื้อจากจีนไม่มีประสิทธิภาพมา อย่างนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ต้องขอโทษ เหตุการณ์ยึดสนามบินที่ไปตั้งข้อหาเขา ตำรวจก็ต้องขอโทษพันธมิตรฯที่ไปตั้งข้อหาผู้ก่อการร้ายเขา

วัฒนาถอดรหัส 66/23 ฉบับยิ่งลักษณ์

เมื่อตำรวจคืนหลักประกันให้สนธิ (ลิ้มทองกุล) ว่าที่เคยกล่าวหาคุณเป็นผู้ก่อการร้ายขอโทษนะ คืนหลักประกัน คุณไม่ใช่นะ นี่คือการแสดงความเสียใจ ซึ่งจะทำให้ความรู้สึกเขาดีขึ้นมาแล้ว เพราะยาที่ถูกต้องกับโรค คือ มันเป็นโรคการเมือง คุณเอายาอื่นไปฉีดมันได้อย่างไร มันก็ต้องเอาการเมืองไปฉีด

"ส่วนดีเอสไอก็ต้องขอโทษเสื้อแดง กองทัพโดย รมว.กลาโหม ก็ต้องขอโทษประชาชน แต่ถ้าคนทำผิดยังไม่ขอโทษ มันก็ไม่จบแน่ คุณไปเรียกเสื้อแดงที่มาเรียกร้องประชาธิปไตยว่าผู้ก่อการร้าย แล้วมันจะจบได้อย่างไร เมื่อขอโทษเสื้อเหลือง เสื้อแดง โซ่ที่เคยล็อกมันก็ถูกปลดออกมา ทุกอย่างก็จะดีขึ้น"

และเมื่อทุกฝ่ายพอใจก็เข้าสู่กระบวนการ"หยุดคดี"วัฒนา ชี้แจง การหยุดคดี "เหลืองแดง" และคดีการเมืองอื่นๆ เป็นกระบวนการที่หลายประเทศได้ทำคล้ายๆ กัน

"เราจะเอาคดีทั้งหมดมากองดู แยกประเภทคดี คดีการเมืองกับคดีอาญา อัยการอาจเอามาดูว่าอันไหนเป็นคดีการเมืองไหมก็เอามาแก้แบบการเมือง คือ เข้ากระบวนการปรองดอง ถ้าไม่ใช่การเมืองก็ส่งกลับไปคดีไหนที่ยังไม่ถึงศาลอัยการก็อาจไม่ฟ้องเพราะเห็นว่ามันไม่ร้ายแรง ก็ไปขอให้ศาลจำหน่ายคดีชั่วคราว เรื่องไหนถึงศาลแล้วและกำลังดำเนินคดีก็ไปถอนฟ้องออกมา เรื่องที่ศาลพิพากษาแล้วก็อาจจะต้องทำความเข้าใจกับศาลว่านี่เป็นการเมืองนะ ศาลอาจจะยกฟ้องให้ หรือถ้าคดีสิ้นสุดก็ต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ ฉะนั้นถ้าเข้าใจตามนี้ ปรองดองกับนิรโทษกรรมมันคนละเรื่องกัน เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องการนิรโทษกรรม"

ผู้ประสานงาน "ปรองดองแห่งชาติ" ให้ความมั่นใจว่าแนวทางนี้รัฐบาลจะทำแน่นอนแต่จะเริ่มได้ก็ต่อเมื่อ คอป.ออกรายงานฉบับที่ 3 เท่าที่ติดตามคาดว่าจะออกมาในเดือนนี้ สอดคล้องกับ "คณิต ณ นคร" ประธาน คอป. ที่โพสต์ทูเดย์ได้สอบถาม ก็ยืนยันว่า คอป.จะมีผลสรุปชิ้นสำคัญในเดือนนี้เช่นกัน

วัฒนาถอดรหัส 66/23 ฉบับยิ่งลักษณ์

"วันนี้รัฐบาลรอ คอป. เข้าใจว่าหนังสือของคอป.ฉบับที่ 3 ที่จะรายงานต่อรัฐบาลอาจเป็นเร็วๆ นี้ ที่ผ่านมา คอป.รายงานมาแล้ว 2 ฉบับ ฉบับแรกขอให้ประกันตัวแกนนำ ฉบับที่ 2 คอป.บอกอย่าตีตรวนเขา แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ไปตีตรวนเขาอีก ฉบับ 3 ที่จะมีขึ้นอาจเป็นข้อเสนอให้หยุดคดี เยียวยา และขอโทษประชาชนพอเยียวยาเสร็จก็เข้าสู่ขั้นตอนให้การศึกษากับประชาชนว่าความขัดแย้งมันเกิดจากอะไร"

วัฒนา ระบุว่า ถ้ารัฐบาลได้รับหนังสือจากคอป. รัฐบาลก็จะตั้งคณะทำงานเยียวยาได้สัปดาห์ถัดไป โดยอาจเป็นคำสั่งของสำนักนายกรัฐมนตรี เหมือนคำสั่ง 66/23 (คำสั่งออกโดยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ปี 2523 ในสงครามต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ให้นักศึกษาออกจากป่าโดยไม่มีความผิด) โดยคณะทำงานอาจตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 3-4 ชุด เช่นอนุกรรมการเยียวยา อนุกรรมการฟื้นฟูอนุกรรมการเรื่องกฎหมาย อนุกรรมการเหล่านี้จะเสนอความเห็นมายังรัฐบาลว่าควรหยุดคดีจาก คอป. จากนั้นรัฐบาลก็จะประสานความร่วมมือไปยังตำรวจ อัยการ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้หยุดไว้ก่อน อย่าเพิ่งสั่งฟ้อง เพราะถ้าปล่อยให้ศาลสืบพยานไปเรื่อยๆ มันก็ต้องตัดสินที่สุดก็จะแก้อะไรไม่ได้

สำหรับการเยียวยา รัฐบาลจะชดเชยโดยใช้หลักสากลมาคำนวณ มีสูตรในการคิด เนื่องจากคอป.ได้ประชุมกันเมื่อวันที่ 11 ส.ค. มีข้อสรุปเรื่องการเยียวยาว่ารัฐบาลยังทำไม่ครอบคลุมเพราะต้องเยียวยาทุกคน สถาบัน องค์กร ส่วนวงเงินที่ใช้ในการชดเชยก็ศพละ 4 แสนบาท ไม่พอต่อความเสียหายที่ประชาชนได้รับ สูตรใหม่ที่จะคำนวณนอกจากใช้หลักการจากต่างประเทศแล้ว จะเอาวัฒนธรรมสังคมไทยมาใส่เข้าไปในการคำนวณ ซึ่งก็อาจไม่ใช่ศพละ 10 ล้านบาทอย่างที่ จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำเสื้อแดงพูด อาจจบที่ศพละ 100 ล้านบาท หรือ1-2 ล้านบาทก็ได้

ตามปฏิทินการทำงาน คอป. ซึ่งมีอายุ 2 ปีจะหมดภารกิจในเดือน ก.ค. 2555 จึงเหลือเวลาอีก 10 เดือน ซึ่งวัฒนาคาดหวังว่ารัฐบาลอยากเห็นการปรองดองในชาติสำเร็จภายในวาระของ คอป.

"ถ้า คอป.หมดสภาพในกลางปีหน้า มันก็ต้องหาคณะกรรมการชุดใหม่ซึ่งก็อาจจะยากขึ้นเนื่องจากรัฐบาลนี้ต้องเป็นฝ่ายตั้ง คนก็จะมองว่าเป็นคนของรัฐบาลนี้ ไม่มีใครเชื่อเรื่องความเป็นกลางอีก แล้วมันจะไม่มีใครฟังใคร รัฐบาลนี้โชคดีที่ว่าเรื่องการปรองดองมีรัฐบาลเก่าทำไว้ให้ เราก็ใช้ของเก่า มันจึงไม่มีข้อครหาเรื่องความเป็นกลาง แต่มันจะทำได้หรือไม่อยู่ที่โชคแต่ผมเชื่อว่ามันสำเร็จ"

การหยุดคดีจะรวมไปถึงคดีทุจริตที่ คตส.สอบสวนส่งศาลด้วยหรือไม่... วัฒนา ตอบ "ผมไม่รู้ เพราะเรื่องนี้อยู่ที่ คอป. ว่าการค้นหาความจริง ถ้าวิกฤตมันเกี่ยวกับการปฏิวัติ และการไปตั้งองค์กรต่างๆ ที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมภายหลังการปฏิวัติ ซึ่งรายงาน คอป.ก็เคยสรุปออกมาชัด มันก็ต้องแก้ตั้งแต่ตรงนั้น"

"การสืบสวนตามอำนาจของ คอป. ความจริงมันอาจจะไล่ไปก่อนปฏิวัติ 19 กันยาก็ได้ มันอาจจะเริ่มจากรัฐบาลไทยรักไทยที่อาจจะผิดก็ได้ เพราะดันชนะได้รับเสียงเลือกตั้งมากขนาดนั้น มันสาวไปถึงแค่ไหนก็จบแค่นั้น เพราะระเบียบตรงนี้เขียนโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่ตั้งคอป.ขึ้นมา"

เขาย้ำว่า ถ้าการปรองดองไม่สำเร็จในรัฐบาลนี้ สุดท้ายอาจจบที่ต้องฆ่ากันอีกรอบเพราะคนเสื้อแดงที่ตายและไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ไม่ยอมแน่ เหตุที่เขาเลือกพรรคเพื่อไทยก็เพราะเขาต้องการให้เราแก้แค้น ดังนั้นปรองดองจะเป็นทางออกของประเทศอย่างแท้จริง

วัฒนาถอดรหัส 66/23 ฉบับยิ่งลักษณ์

"เราจะเอาคดีทั้งหมดมากองดูแยกประเภทคดี คดีการเมืองกับคดีอาญา อัยการอาจเอามาดูว่าอันไหนเป็นคดีการเมืองไหม ก็เอามาแก้แบบการเมือง คือ เข้ากระบวนการปรองดอง ถ้าไม่ใช่การเมืองก็ส่งกลับไป คดีไหนที่ยังไม่ถึงศาลอัยการก็อาจไม่ฟ้องเพราะเห็นว่ามันไม่ร้ายแรง ก็ไปขอให้ศาลจำหน่ายคดีชั่วคราว เรื่องไหนถึงศาลแล้วและกำลังดำเนินคดีก็ไปถอนฟ้องออกมา"

ถ้าไม่แก้ปัญหาทักษิณก็ปรองดองไม่ได้

นับแต่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลแถลงนโยบายยังไม่ถึงเดือน มีความพยายามที่จะ "แก้ไข" เพื่อช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

อดีตนายกรัฐมนตรีหลายเรื่อง จนถูกมองว่าเป็นอุปสรรคของการปรองดอง!!

ไม่ว่าการเดินหน้าถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ พ้นผิดในคดีทุจริตที่ดินรัชดาฯ ที่เจ้าตัวถูกศาลจำคุก 2 ปี หรือการออกมาจุดพลุของ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย บิ๊กเพื่อไทย

ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่มีความผิดในคดีที่ดินรัชดาฯ แต่ศาลฎีกานักการเมืองนั่นแหละที่ตัดสินผิด เนื่องจากศาลแพ่งพิจารณาแล้วว่าไม่มีการซื้อที่ดินและสั่งให้คืนเงินให้คุณหญิงพจมาน ป้อมเพชร อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ จึงสรุปได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ทำสัญญาใดๆ กับรัฐดังนั้นศาลฎีกาฯ ต้องตัดสินใหม่

"วัฒนา เมืองสุข"ขุนพลปรองดองผู้นี้เห็นว่าทั้งสองเรื่องไม่น่ากระทบต่อบรรยากาศการสร้างการปรองดอง เพราะแต่ละคนก็มองทางออกด้วยความบริสุทธิ์ใจและตามความเชื่อตัวเอง แกนนำเสื้อแดงก็ไม่ทราบเรื่องว่าใครกำลังเจรจาเรื่องการปรองดองอย่างไร ตรงกันข้ามความขัดแย้งการขับเคลื่อนเรื่องอภัยโทษครั้งนี้ แม้จะเกิดแรงต้าน แต่จะทำให้การปรองดองเดินง่ายขึ้น

"มันสะท้อนว่าตอนนี้สังคมขัดแย้งมากขึ้นเรื่อย ถ้าไม่รีบปรองดองก็จะฆ่ากันต่อไปอีกรอบถ้ายังบิดเบือนเจตนารมณ์ของกฎหมาย ยังใช้ความคิดบ้าๆ บอๆ มาจัดการปัญหากัน มันยิ่งแย่ แต่สังคมจะดีขึ้นเพราะจะได้เรียนรู้ต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริงว่าคืออะไร ผลสอบเหตุการณ์พฤษภาฯ 2553 มันจะต้องเปิดข้อเท็จจริงออกมา ต่างจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ที่ไม่เปิดผลสอบ"

ไม่กลัวถูกมองว่า การปรองดองครั้งนี้ทำเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณหรือ? วัฒนา ชี้แจงว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้หรือไม่ ไม่เกี่ยวกัน เราต้องดูว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการเมืองและมีที่มาจากการเมือง เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งที่ต้องแก้ปัญหา ถ้าไม่แก้ปัญหานี้ (พ.ต.ท.ทักษิณ)มันก็ปรองดองไม่ได้ แต่ทุกอย่างอยู่ที่ผลสรุปของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)ว่าจะโยงไปถึงไหน

"แต่ คอป.เขาบอกนะครับว่า ต้นเหตุของความขัดแย้งที่นำมาสู่ปัญหาต่างๆ การปฏิวัติก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ความขัดแย้งมันบานปลายขึ้นมา" วัฒนา ย้ำอีกครั้ง

การโยกย้ายข้าราชการที่เป็นเรื่องอยู่ขณะนี้จะกระทบกับบรรยากาศการปรองดองไหม?.

"นี่ก็ไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่เป็นเรื่องการบริหาร ใครจะโยกย้ายอะไรก็ว่าไปอยู่ที่คอป. เขาจะค้นหาความจริง และรัฐบาลก็ไปแทรกแซงไม่ได้ และถ้าตรงนี้ขาดความอิสระเมื่อไร มันจะไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ"

วัฒนา บอกว่า กระบวนการสร้างความปรองดองในไทยที่ทำอยู่นี้ ไม่ใช่มาหลับหูหลับตากันทำเพราะต่างชาติ ทูตต่างๆ ทุกประเทศจับตาดูอยู่ ขณะเดียวกัน คอป.ก็อยู่ภายใต้การทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างประเทศ 3-4 องค์กร เช่นยูเอ็นดีพี องค์กรยาเสพติดและอาชญากรรมของยูเอ็น และองค์กรกระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนผ่านระหว่างประเทศ ที่ส่งคนมาเป็นคณะทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับ คอป.

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก