posttoday
กองทุนความมั่งคั่งภาคพิสดาร

กองทุนความมั่งคั่งภาคพิสดาร

08 กันยายน 2554

ร้อนแรงแบบสุดๆ ครับ เรื่องกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ไปถึงไหนมีแต่คนถามผมเรื่องนี้

ร้อนแรงแบบสุดๆ ครับ เรื่องกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ไปถึงไหนมีแต่คนถามผมเรื่องนี้

โดย..อรุณ จิรชวาลา 

ซึ่งผมก็ตอบตามความเป็นจริงไปว่า โครงการนี้เป็นซูเปอร์เมกะโปรเจกต์ที่ทำให้เมกะโปรเจกต์อื่นๆ ในอดีตกลายเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยไป

ลองนึกภาพว่า แค่ตั้งกองทุนขนาด 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งต้องถือว่าเป็นขนาดย่อมเมื่อเปรียบกับของยูเออี คูเวต หรือสิงคโปร์ แต่พอแปลงเป็นเงินบาทจะเป็นเงินถึง 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการจัดซื้อครั้งละนับหมื่นนับแสนล้านบาทโดยไม่ต้องผ่านสภา และไม่ต้องผ่านกระบวนการทางงบประมาณ คิดดูว่าคณะกรรมการกองทุนที่มีอำนาจตามกฎหมายในการตัดสินใจ ตัวนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีคลังที่เป็นคนเขียนใบสั่งให้ ตลอดจนผู้บงการตัวจริงที่อยู่เบื้องหลัง คนเหล่านี้จะเปรมปรีดิ์กันขนาดไหน

บุคคลสำคัญในการขับเคลื่อนการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติในขณะนี้คือรัฐมนตรีคลัง โดยมีรัฐมนตรีพลังงานช่วยสนับสนุนและนั่งน้ำลายสออยู่ใกล้ๆ

ที่จริงครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก สมัยรัฐบาลพลังประชาชนก็เคยพยายามจัดตั้งมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ที่ทำไม่สำเร็จกล่าวกันว่าเพราะใช้รัฐมนตรีคลังผิดคน

ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าผิดคนอย่างไร โปรดอดทนอ่านต่ออีกสักนิดแล้วทุกอย่างจะกระจ่างชัดขึ้นเอง

ย้อนหลังกลับไป 3 ปีกว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2551 สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้จัดสัมมนาเพื่อผลักดันแนวคิดในการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติขึ้น โดยมีผู้คนสนใจไปฟังกันอย่างล้นหลาม และผู้จัดได้กรุณาเชิญผมไปฟังด้วย

บรรยากาศในช่วงต้นเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น คณะผู้จัดและสปอนเซอร์ต่างยิ้มแย้มเบิกบาน แต่แล้วความฝันอันบรรเจิดก็ต้องแหลกสลายเมื่อวิทยากรรับเชิญท่านหนึ่งได้บรรยายคัดค้านด้วยตรรกะและเหตุผลที่ชัดเจน จนอาจกล่าวได้ว่าทำให้โครงการนี้ตกม้าตายคาเวทีสัมมนา

วิทยากรรับเชิญท่านนั้นมีชื่อว่า ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

ผมได้สรุปสาระของคำบรรยายของท่านครั้งนั้นลงพิมพ์ในบทความเรื่อง “กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ” ในคอลัมน์นี้ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2551 ซึ่งผมจะขอคัดลอกมาให้อ่านอีกครั้ง ดังนี้

“หนึ่ง” เงินที่นำไปจัดตั้งกองทุนควรเป็นเงินที่เหลือใช้จริงๆ โดยดูที่ดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งควรต้องเกินดุลต่อเนื่อง ปัญหาของเราคือ เศรษฐกิจฟื้นเมื่อไร บัญชีเดินสะพัดก็มีแนวโน้มจะขาดดุล

“สอง” ถึงเงินจะเหลือใช้ ก็ไม่ควรให้หน่วยงานรัฐเป็นผู้นำไปลงทุน ควรเปิดเสรีให้เอกชนเอาเงินออกไปลงทุนเสียก่อน เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด จากนั้นถ้ายังเหลือจึงนำมาจัดตั้งกองทุน

ในบทความเดียวกันนั้น ผมได้ให้ความเห็นส่วนตัวเพิ่มอีก 3 ประเด็น ซึ่งผมจะขออนุญาตคัดลอกมาให้อ่านอีกครั้งเช่นกัน ดังนี้

“หนึ่ง” การเอาทุนสำรองไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงขึ้นเป็นเรื่องพึงระวัง ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรี ในกรณีนี้ ความเสี่ยงในทุกๆ ด้านจะสูงขึ้น และที่สำคัญคือ ในยามวิกฤตที่เราต้องใช้เงิน ถ้าไม่ใช่วิกฤตเฉพาะประเทศเรา แต่เป็นวิกฤตทั่วโลก ก็มีแนวโน้มว่ามูลค่าของกองทุนจะหดหาย รวมทั้งทรัพย์สินของกองทุนอาจหาคนซื้อไม่ได้

“สอง” ผมยังไม่เห็นด้วยกับการเปิดเสรีให้คนนำเงินไปลงทุนต่างประเทศ ผมเชื่อว่าควรอนุญาตเฉพาะการลงทุนในตราสารหนี้เท่านั้น ส่วนตราสารทุนกับการลงทุนโดยตรงควรให้ความสำคัญกับในประเทศก่อน เพราะที่ผ่านมา การลงทุนในประเทศยังน้อยเกินไป ทำให้มูลค่าเพิ่มของแรงงานและรายได้เฉลี่ยต่อหัวยังต่ำ ตลอดจนมีการว่างงานแฝงในอัตราสูง ควรจะต้องลดช่องว่างระหว่างเรากับประเทศที่พัฒนาแล้วให้ได้เสียก่อน

ข้อสุดท้าย โดยส่วนตัวผมอยากสนับสนุนการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติแบบมีเงื่อนไข คือภาครัฐจะต้องชำระคืนหนี้ต่างประเทศเท่าที่จะกระทำได้เสียก่อน และห้ามก่อหนี้เพิ่มหรือต่ออายุเงินกู้เดิม มีเงินเหลือต้องเอาไปลดหนี้ก่อน มิฉะนั้นจะเท่ากับเป็นการเอาหนี้ต่างประเทศไปลงทุนในตลาดทุนต่างประเทศ ซึ่งผิดหลักการ และผิดวินัยทางการเงิน

บอกตรงๆ ผมไม่เชื่อว่าปรัชญาเศรษฐกิจพื้นฐานของคนจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ง่ายๆ เพราะแนวคิดด้านนี้มักจะมีพัฒนาการต่อเนื่องมานาน และฝังลึกจนยากที่จะขุดรากถอนโคนได้หมด

แต่แน่นอนว่า หากมีใครไปถามท่านในวันนี้ว่าเหตุไฉนจึงเปลี่ยนใจ ก็คงได้คำตอบว่า ทุนสำรองในขณะนี้มีมากกว่าในขณะนั้นมาก จนมีปริมาณเหลือใช้มากแล้ว

ซึ่งผมก็จะขอแย้งท่านว่า แม้ว่าทุนสำรองจะมีมากขึ้น แต่ภาระทางการเงินของประเทศก็มีมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวินัยการคลังของเรามีแนวโน้มหย่อนยานลงมาก หากรัฐบาลนี้ยังเดินหน้าทำตามนโยบายหาเสียงส่วนใหญ่ อีกไม่นานเกินรอบัญชีเดินสะพัดของเราก็จะเริ่มขาดดุลบักโกรก

บอกตรงๆ อีกครั้ง อมพระมาพูดผมก็ไม่เชื่อว่า ในเวลา 3 ปีกว่าจากวันนั้นถึงวันนี้ ความรู้สึกนึกคิดในส่วนลึกของท่านจะต่างไปจากเดิม ที่อาจจะต่างกันคือ ในวันนั้นท่านพูดสิ่งที่ท่านคิดได้โดยอิสระและโดยไม่ต้องมีอะไรแอบแฝง ในขณะที่ในวันนี้ท่านอาจจะทำเช่นนั้นไม่ได้อีกต่อไป เพราะต้องอยู่ในกรอบของเครือข่ายและหมู่คณะที่ท่านเข้าไปร่วมหัวจมท้ายด้วย

ก่อนจบผมขอให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติมักจะทำกันเป็นล่ำเป็นสันเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาเท่านั้น ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นเครื่องมือและปัจจัยเสริมการเมือง เพื่อช่วยกลุ่มที่กุมอำนาจให้มีความมั่นคงอยู่ในอำนาจต่อไป

ประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เขามักจะไม่ทำกัน ยกเว้นประเทศนอร์เวย์ที่มีประชากรน้อย แต่มีรายได้จากการส่งออกน้ำมันมาก และไม่ต้องการให้ความผันผวนของรายได้จากน้ำมันเข้ามากระทบเศรษฐกิจในประเทศ จึงตั้งกองทุนขึ้นมารองรับตั้งแต่รายได้ส่วนนี้ยังอยู่นอกประเทศ

สำหรับสิงคโปร์ แม้ว่าด้านเศรษฐกิจและสังคมจะพัฒนาไปไกล แต่ด้านการเมืองยังตามไม่ทัน จะเห็นได้ว่ากองทุนเทมาเซกที่มาซื้อหุ้นชินคอร์ปเมื่อหลายปีก่อน ในขณะนั้นก็มีภรรยานายกรัฐมนตรีนั่งเป็นผู้บริหารสูงสุดอยู่  

 

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน