
หวั่นท่วมหนักเท่าปี’53หลังเขื่อนใหญ่ปล่อยน้ำ
กรมชลฯ ห่วงน้ำท่วมหนักซ้ำรอยปี’53 หวั่นลพบุรีเสี่ยงท่วม หลัง 2 เขื่อนใหญ่น้ำไหลเข้าสูงสุดนับตั้งแต่มีเขื่อนมาเกือบ 80%
กรมชลฯ ห่วงน้ำท่วมหนักซ้ำรอยปี’53 หวั่นลพบุรีเสี่ยงท่วม หลัง 2 เขื่อนใหญ่น้ำไหลเข้าสูงสุดนับตั้งแต่มีเขื่อนมาเกือบ 80%
นายวีระ วงศ์แสงนาค รองอธิบดีกรมชลประทาน แถลงภายหลังร่วมประชุมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต กรมอุทกศาสตร์ทหารเรือ กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัยพลเรือน กรมอุตุนิยมวิทยา และสำนักระบายน้ำกรุงเทพมหานคร ว่า จากอิทธิพลร่องความกดอากาศพาดผ่านภาคกลางในวันที่ 9-12 ก.ย. จะส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่ภาคกลางทั้งหมด
ประกอบกับการระบายน้ำจาก 2 เขื่อนหลัก คือเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นในช่วงกลางเดือน ก.ย. โดยระดับน้ำที่นครสวรรค์ อาจมีปริมาณถึง 3,500 ลูกบาศก์ เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ส่วนท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไม่เกิน 2,800 ลบ.ม.ต่อวินาที และที่อำเภอบางไทร 2,700 ลบ.ม.ต่อวินาที
นอกจากนี้ น้ำทะเลอาจหนุนสูงจนถึงกลางเดือน ก.ย. พร้อมกับต้องเตรียมรับมือฝนรอบใหม่ จึงน่าเป็นห่วงว่าสถานการณ์จะซ้ำรอยกับปี 2545 และคาดว่าในพื้นที่ทุ่งเจ้าพระยาตะวันออก เช่น ลพบุรีจะท่วมซ้ำรอยกับปี 2553
“สิ่งที่เป็นห่วงคือเรื่องการเก็บเกี่ยวข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำ ที่กรมได้ให้หัวหน้าโครงการชลประทานทุกจังหวัด ประชาสัมพันธ์ต่อเนื่องว่า ปริมาณฝนปลายเดือน ก.ย. จะมีมาก ประกอบกับร่องมรสุมพาดผ่านภาค กลาง น้ำในลำน้ำขึ้นสูงให้เก็บเกี่ยวก่อนวันที่ 10 ก.ย. แล้วจะปล่อยน้ำ แต่ปรากฏว่าชาวนาเดือดร้อนเพราะยังหารถเกี่ยวไม่ได้ แม้ว่าได้เกี่ยวไปบางส่วนแล้ว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือรถเกี่ยวข้าวมาไม่ทันกับพื้นที่ที่ต้องการ ซึ่งกรมพยายามช่วยเกษตรกรหน่วงน้ำได้ถึง 10 ก.ย.เท่านั้น” นายวีระ กล่าว
สำหรับสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน กรมชลประทานขอความร่วมมือการไฟฟ้าฝ่ายผลิต เพื่อลดระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ที่ระบายออก 67 ล้านลบ.ม.ต่อวัน ปรับลดเหลือ 65 ล้านลบ.ม.ต่อวัน เขื่อนภูมิพลเริ่มลดการระบายจาก 28 ล้านลบ.ม. เหลือ 18 ล้านลบ.ม. ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. ลดเหลือ 10 ล้านลบ.ม.จะส่งผลปริมาณน้ำนครสรรค์ลดลง แม้ว่ามีอิทธิพลฝนตกเพิ่ม ทำให้ไม่ขึ้นสูง แต่จะเป็นการบรรเทาได้ในระยะสั้น 3 วัน เท่านั้น เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล มีระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่สร้างเขื่อนมา ซึ่งปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 73 ล้านลบ.ม. โดยขณะนี้มีปริมาณกักเก็บน้ำ 7,900 ล้านลบ.ม. หรือ 74 % ของความจุเขื่อน ยังมีพื้นที่เขื่อนรับน้ำได้อีกเพียง 2,700 ล้านลบ.ม.







