
ความสามารถในการแข้งขัน กับ ปัจจัยขั้นพื้นฐานของไทย
เมื่อกลับมาเขียนเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา
เมื่อกลับมาเขียนเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา
โดย..พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ทำให้อดที่จะเขียนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาอื่นๆ อีกไม่ได้ ถึงแม้ว่าที่เขียนเรื่อง การไกล่เกลี่ยเพื่อระงับข้อพิพาทจะไม่ใช่โดยตรง แต่เรื่องของการไกล่เกลี่ยเพื่อระงับข้อพิพาทดังกล่าว โดยเฉพาะที่ดำเนินการภายใต้กรมทรัพย์สินทางปัญญา ก็เป็นเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาเช่นกัน
แต่แทนที่จะเป็นช่วงต้นน้ำ คือเรื่องของการยื่นคำขอจดสิทธิบัตรหรือเครื่องหมายการค้า เรื่องของการรับจดสิทธิบัตรหรือเครื่องหมายการค้า หรือเรื่องของการจดแจ้งลิขสิทธิ์ ก็เปลี่ยนมาเป็นช่วงปลายน้ำ คือเมื่อได้สิทธิบัตรเครื่องหมายการค้ากันไปแล้ว หรือเมื่อคิดว่าตนเองเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แล้ว แต่มีเหตุให้เกิดกรณีพิพาท แทนที่จะฟ้องร้องนำคดีขึ้นสู่ศาล ก็ใช้ระบบการไกล่เกลี่ยเพื่อระงับข้อพิพาทกันก่อน
ที่ผู้เขียนจะเขียนต่อไปนี้ ก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นเรื่องยิ่งกว่าต้นน้ำเสียอีก อาจเป็นเหนือน้ำ บนภูเขาหรือเมฆก็ได้ แต่ไม่ถึงกับเหนือเมฆแน่นอน
ประเด็นก็คือผู้เขียนได้ไปอ่าน Scoreboard ปี 2011 ที่ทาง International Institution for Management and Development หรือที่หลายท่านรู้จักในชื่อ IMD จัดลำดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ในโลก 59 ประเทศ โดยลงในหนังสือประจำปีของ IMD ที่ชื่อ World Competitiveness Yearbook ประจำปี 2011 แล้วพบว่าความสามารถในการแข่งขันของไทยในโลกในปี 2011 ได้ตกลงจากอันดับที่ 26 เป็นอันดับที่ 27
ถึงแม้ว่าจะตกลงมาไม่มาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน เช่น มาเลเซีย ก็ตกลงมายิ่งกว่าไทยอีก คือ จากอันดับที่ 10 มาเป็นอันดับที่ 16 แลกที่กันกับเยอรมนี ส่วนอินโดนีเซียก็ตกลงจากอันดับที่ 35 มาเป็นอันดับที่ 37 โดยมีสเปนขึ้นไปแทนที่ หรือแม้แต่จีนก็ตกลงมาจากอันดับที่ 18 มาเป็นอันดับที่ 19 สำหรับไทยนั้นแลกที่กันกับญี่ปุ่น ซึ่งขึ้นจากอันดับที่ 27 ไปเป็นอันดับที่ 26
พูดมาถึงตอนนี้ ท่านผู้อ่านอาจจะไม่แน่ใจแล้วว่า วิธีการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของ IMD เขาทำกันอย่างไร มั่วหรือเปล่า ทำไมญี่ปุ่นมาสูสีอยู่กับไทยได้ ก็ขอเรียนว่าเขามีหลักเกณฑ์และวิธีการที่ละเอียดพอสมควร รวมไปถึงการใช้แบบสอบถาม (Survey) ด้วย
ปัจจัยต่างๆ ที่ใช้พิจารณาจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันนั้นประกอบด้วย โครงสร้างพื้นฐาน หรือ Infrastructure แต่คำว่า Infrastructure นี้ ไม่ใช่แค่ถนนหนทาง แต่ยังรวมไปถึงเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และทรัพยากรมนุษย์ โดยดูว่าสิ่งเหล่านี้ตอบสนองต่อความต้องการของภาคธุรกิจหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด
นอกจากนี้ ก็มีปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ (Economic Performance) ซึ่งเป็นการประเมินเศรษฐกิจมหภาคของประเทศนั้นๆ และปัจจัยอีก 2 ปัจจัย คือ ประสิทธิภาพของรัฐบาลและประสิทธิภาพของธุรกิจของประเทศนั้นๆ ซึ่งแต่ละปัจจัยก็จะมีการจัดอันดับไว้ เพื่อมารวมกันเป็นการประเมินความสามารถในการแข่งขันในโลกของประเทศนั้นๆ อีกทีหนึ่ง เช่น ประสิทธิภาพของรัฐบาล ก็ต้องดูว่านโยบายรัฐบาลเอื้อ (Condusive) ต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพียงไร
เขียนอย่างนี้ก็ดูเป็นนามธรรมและดูง่าย แต่เอาเข้าจริง ปัจจัยนี้ก็ดูกันตั้งแต่นโยบายการคลังของรัฐบาล รัฐบาลใช้นโยบายงบประมาณอย่างไร ขาดดุลหรือเกินดุล ภาระหนี้ของรัฐบาลเป็นอย่างไร ภาระหนี้ของรัฐบาลต่ออัตราการเติบโตที่แท้จริง ภาระหนี้ต่างประเทศ ในประเทศ ฯลฯ นโยบายการคลังของรัฐ โครงสร้างสถาบัน (Institutional Framework) ซึ่งประกอบด้วย ธนาคารกลางหรือธนาคารแห่งชาติ กฎหมาย ความโปร่งใส การคอร์รัปชัน ติดสินบน ภาษีนำเข้า ศุลกากร มาตรการปกป้อง (Protectionism) ผู้ลงทุนจากต่างประเทศ ตลาดทุน สิ่งจูงใจในการลงทุน การแข่งขันและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น การอุดหนุนจากภาครัฐ ฯลฯ กฎหมายแรงงาน โครงสร้างทางสังคม เช่น สังคมผู้สูงอายุมีมากหรือไม่ การกระจายรายได้ ความเสี่ยงและเสถียรภาพทางการเงิน เป็นต้น
เฉพาะตัวอย่างประสิทธิภาพของรัฐบาลเพียงอย่างเดียวก็เรียกว่า แทบจะหมดคอลัมน์กันแล้ว นี่ขนาดผู้เขียนไม่ได้ยกมาหมด เพียงแต่หยิบๆ ที่พอจะเข้าใจง่ายมาให้ดูกันเล่นๆ ซึ่งเรื่องของประสิทธิภาพของภาคธุรกิจก็เช่นกัน แม้จะเขียนกรอบไว้กว้างๆ ว่าสิ่งที่จะต้องดูคือ องค์กรทางธุรกิจมีการดำเนินการในลักษณะสร้างสรรค์ (Innovative) มีกำไร และมีความรับผิดชอบเพียงใด แต่รายละเอียดที่ต้องลงไปดูก็มีอีกมาก กว่าจะออกมาเป็นอันดับต่างๆ ได้ ผู้เขียนจึงจะไม่ยกมาเป็นตัวอย่างให้เห็นอีก เดี๋ยวจะหมดกันไปอีก 1 คอลัมน์ เป็นอันว่ายังไม่ได้เข้าเรื่องสักที
พูดแล้วก็ขอเข้าเรื่องไว้หน่อย ก่อนที่จะหมดเนื้อที่ในคราวนี้ เพื่อคราวหน้าจะได้ดูกันในสาระเลย ซึ่งก็คือเรื่องของโครงสร้างที่ไม่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานธรรมดาๆ (Basic Infrastructure) แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี รวมทั้งการศึกษาที่ไทยหล่นอีลุบตุ้บตั้บลงมาจากอันดับที่ 46 มาเป็น 47 และก็มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างน่าเสียดาย







