
ความจำเป็นของกองทุนน้ำมันฯต่อสังคมไทยมีมากน้อยแค่ไหน?
เราคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการใช้จ่ายของกองทุนได้สะท้อนถึงความไม่ยั่งยืนบางอย่างออกมาและเป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไข
เราคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการใช้จ่ายของกองทุนได้สะท้อนถึงความไม่ยั่งยืนบางอย่างออกมาและเป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไข
โดย..โชติชัย สุวรรณาภรณ์
เพราะการที่เงินส่วนใหญ่ของกองทุนใช้จ่ายไปเพื่อการอุดหนุนเชื้อเพลิงที่อาจจะก่อให้เกิดผลทางเศรษฐกิจน้อย เช่น LPG ย่อมเป็นการสะท้อนถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการปรับบทบาทในด้านการใช้เชื้อเพลิงของประเทศอย่างเร่งด่วน
การอุดหนุน LPG ในระยะยาวต่อไปเท่ากับเป็นการเร่งให้ประเทศนำเอาทรัพยากรอันมีค่าที่ควรใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงกว่ามาเผาเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งนับเป็นความสูญเสียถึง 2 ต่อ คือ เสียทั้งในด้านตัวมูลค่า LPG เองและในด้านเม็ดเงินที่ถูกเก็บจากผู้ใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นมาสนับสนุนในกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร
แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่กระทรวงพลังงานไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้นำไปสู่การผลักดันให้มีการลอยตัว LPG ในภาคอุตสาหกรรม ไตรมาสละ 3 บาท/กิโลกรัม รวม 4 ไตรมาส ซึ่งคิดว่าคงจะสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของกองทุนลงได้และทำการปรับลดพฤติกรรมการใช้ LPG ที่ไม่เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจลง
เมื่อเรามามองถึงความเหมาะสมและการปรับบทบาทของกองทุนน้ำมันฯ ในวันข้างหน้าแล้ว เราจะพบว่า หากรัฐมีความเป็นห่วงต่อสภาพการณ์ที่ราคาพลังงานมีแต่จะปรับตัวสูงขึ้นทุกวันแล้ว รัฐก็ควรจะต้องมอบบทบาทของกองทุนน้ำมันฯ ที่ชัดเจนและสอดคล้องต่อบริบทของเศรษฐกิจและสังคมโลกที่เปลี่ยนไป ผมมองว่าหากกองทุนน้ำมันฯ ยังคงดำรงอยู่ต่อไป ก็จำเป็นต้องปรับบทบาทที่สำคัญใน 4 ด้านหลัก
หนึ่ง บทบาทในการเป็นผู้สร้างแรงจูงใจให้เกิดการใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นแทนน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็น NGV หรือเอทานอล ไม่มีแรงจูงใจอันใดที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคได้เท่ากับแรงจูงใจทางด้านราคา นอกจากนี้การส่งสัญญาณราคาที่ต่อเนื่องและยาวนานเพียงพอก็จะก่อให้เกิดความมั่นใจในการลงทุนของผู้ประกอบการ ซึ่งก็จะสอดรับเป็นอย่างดีกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้ดำเนินมา
สอง บทบาทในการสร้างวินัยในการแทรกแซงหรือให้การอุดหนุนทางด้านราคาแก่น้ำมันเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่ง โดยมีหลักที่ต้องคำนึงถึง คือ การแทรกแซงหรืออุดหนุนใดๆ จะต้องไม่ขัดแย้งกับเป้าหมายหลักที่รัฐบาลได้ตั้งไว้ เช่น การอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลควบคู่กับเชื้อเพลิงชีวภาพ แสดงออกถึงความขัดแย้งของผลลัพธ์ในเชิงนโยบายและเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดไปยังสังคม หลักอีกประการ คือ การตั้งเป้าและเกณฑ์การอุดหนุนที่ชัดเจนและทำการบอกกล่าวแก่สังคมเสียแต่เนิ่นๆ ว่าการอุดหนุนนี้เป็นเพียงระยะสั้น จะไม่ได้มีตลอดไป และจะต้องมีการระบุถึงงบประมาณที่จะใช้หรือระยะเวลาที่จะอุดหนุน หรือทั้งสองอย่างควบคู่กัน รวมทั้งการจับตาดูราคาพลังงานในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้เพื่อไม่ให้การอุดหนุนดำเนินไปอย่างไม่มีเครื่องฉุดรั้ง ซึ่งจะเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อทั้งรัฐบาล และสังคมประเทศชาติ
สาม บทบาทในการเป็นผู้ลดความเสี่ยงจากความผันผวนด้านราคา ถ้าหากโจทย์ของรัฐบาลคือการดูแลไม่ให้เกิดความผันผวนทางด้านราคาพลังงาน การป้องกันความเสี่ยงด้วยเครื่องมือทางการเงินน่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสมกว่า ไม่ว่าจะเป็นการทำสวอป หรือเฮดจิง ในตลาดซื้อขายสินค้าล่วงหน้า หากเรามีการลงทุนที่ดีพองบประมาณที่ใช้ป้องกันความเสี่ยงคาดว่ายังน้อยกว่าเม็ดเงินที่เราใช้อุดหนุนในแต่ละปีด้วยซ้ำ
สี่ บทบาทในการรองรับภาวะวิกฤต แต่หากโจทย์ของรัฐบาล คือ การป้องกันทั้งในเรื่องของความขาดแคลนและความผันผวนด้านราคา การพิจารณาจัดตั้งการสำรองน้ำมันโดยรัฐ เพื่อดูแลภาวะวิกฤตทั้งสองก็เป็นอีกทางเลือกที่เหมาะสม โดยการใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ จัดสร้างคลังกักเก็บน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ ของรัฐบาลอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อรองรับภาวะวิกฤตที่อาจจะมีขึ้นในอนาคต
ผมคิดว่า กองทุนน้ำมันฯ ภายหลังจากนี้จะต้องมีการปรับเปลี่ยนไปอีกมากทีเดียว ทั้งจากปัจจัยจากภายนอกและภายในที่รุมเร้า ก็คงต้องขอให้กำลังใจกับผู้กำหนดนโยบายท่านต่อไปที่จะมากุมบังเหียนให้มีการปรับเปลี่ยนเป็นไปในทิศทางที่เหมาะสม จากนั้นสังคมไทยจะเป็นผู้ตอบคำถามเองครับว่ากองทุนน้ำมันฯ ยังจำเป็นสำหรับสังคมไทยหรือไม่







