posttoday
ได้เวลาคิกออฟงานบริหารบทพิสูจน์ลมปากเพื่อไทยไม่ขายฝัน

ได้เวลาคิกออฟงานบริหารบทพิสูจน์ลมปากเพื่อไทยไม่ขายฝัน

28 สิงหาคม 2554

จบแบบทุลักทุเลกับการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 23-25 ส.ค.

จบแบบทุลักทุเลกับการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 23-25 ส.ค.

ที่ผ่านมา จากเดิมกำหนดให้เสร็จสิ้นในวันที่ 24 ส.ค. สาเหตุที่ต้องล่าช้าไป 1 วันเนื่องจากการพาดพิงกันไปมาระหว่างรัฐบาลและฝ่ายค้าน จนท้ายที่สุดประธานรัฐสภาต้องสั่งปิดการอภิปรายแล้วมาเริ่มต่อวันถัดไป

สำหรับวันแรกของการประชุมยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ใช้เวลาอ่านนโยบาย 44 หน้าถึง 2 ชั่วโมง 20 นาที ซึ่งระหว่างการอ่าน นายกฯ มือใหม่ก็อ่านผิดอ่านถูก จนต้องหยุดพักจิบน้ำแก้กระหายเป็นระยะ

ทั้งนี้ นโยบายเร่งด่วนรัฐบาลที่จะต้องเริ่มทำในปีแรก มีทั้งหมด 16 ข้อ อาทิ การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ด้วยการพักหนี้ครัวเรือนเกษตรกรที่มีหนี้ต่ำกว่า 5 แสนบาท 3 ปี และปรับโครงสร้างผู้ที่มีหนี้เกิน 5 แสนบาท ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ผู้ที่จบปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และการลดภาษีบ้านหลังแรก

 

ได้เวลาคิกออฟงานบริหารบทพิสูจน์ลมปากเพื่อไทยไม่ขายฝัน

แน่นอนว่าประเด็นที่พรรคฝ่ายค้านจ้องโจมตีที่สุด คือค่าจ้างขั้นต่ำและเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี โดยอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ ว่าที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ระหว่างการหาเสียง ยิ่งลักษณ์ได้พูดหลายครั้งว่าจะเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวันทันที แต่ตอนหลังกลับยืดเวลามาเป็นเริ่ม 1 ม.ค. 2555

“เมื่ออ่านนโยบายกลับไม่พูดคำว่าค่าจ้าง แต่พูดถึงให้แรงงานมีรายได้ไม่น้อยกว่าวันละ 300 บาท มีรัฐมนตรีบางคนบอกว่าอาจรวมถึงสวัสดิการ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ตรงกับสิ่งที่ประชาชนให้ความไว้วางใจมา สำหรับนโยบายเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาทแล้ว ผู้ที่จบ ปวช. ปวส. จะไม่ปรับเงินเดือนให้หรือ กระทบรุนแรง 2 ด้าน คือถ้ามีช่องว่างเงินเดือนระหว่าง ปวช. ปวส. กับปริญญาตรี แนวโน้มการจ้างงานระดับปริญญาตรีจะน้อยลง”

รองลงมาปัญหานโยบายการปราบปรามยาเสพติด ที่ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ สส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โจมตีว่ารัฐบาลพูดถึงแต่เรื่องการปราบปรามยาเสพติด แต่พูดถึงการแก้ไขปัญหาแหล่งอบายมุขน้อยมาก

นอกจากนี้ ยังได้นำคลิป 2 ตอน ที่บันทึกภาพการขายยาเสพติดในสถานบันเทิง และบ่อนการพนันขนาดใหญ่ใจกลางกรุง ตั้งอยู่ห่างจากสถานีตำรวจ “ส.” เพียง 200 เมตรและติดถนนใหญ่

ส่งผลให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)เร่งสั่งการตรวจสอบและมีการย้าย พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 และ 5 เสือ สน.สุทธิสาร ไปช่วยราชการกองบัญชาการตำรวจนครบาล 30 วัน

ทว่าท้ายที่สุดก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ เพราะกว่าตำรวจจะเข้าไปตรวจค้นพื้นที่ต้องสงสัยก็ปาเข้าไปหลายวันและไม่เหลือหลักฐานอะไรแล้ว

หลังเสร็จภารกิจแถลงนโยบาย ก็ถึงคิวประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อแบ่งงานเป็นการด่วน โดย อำพน กิตติอำพน เลขาธิการ ครม. เปิดเผยว่า มติที่ประชุม ครม.มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ดูแล กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานปลัดสำนักนายกฯ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ในเรื่องที่เกี่ยวกับกฎหมายการสถาปนาพระอิสริยยศ การพระราชทานยศทหาร ตำรวจ ชั้นนายพล

ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแล กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานตำรวจแห่งชาติ การขอพระราชทานอภัยโทษ การขอแปลงสัญชาติเป็นไทย

ด้าน พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ กำกับดูแล กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงสาธารณสุข สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ

ขณะที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง กำกับดูแล กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงบประมาณ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ

ชุมพล ศิลปอาชา กำกับดูแล กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สุรวิทย์คนสมบูรณ์ ปฏิบัติราชการแทน สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เฉพาะส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ส่วน กฤษณาสีหลักษณ์ ปฏิบัติราชการแทนกำกับดูแล สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีกรมประชาสัมพันธ์ และบริษัท อสมท

ขณะเดียวกัน ครม.ยังได้แต่งตั้ง ข้าราชการการเมือง 2 ตำแหน่ง คือบัณฑูร สุภัควณิช ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และให้ฐิติมา ฉายแสง ดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนรองโฆษกยังไม่มีการแต่งตั้ง

เมื่อแถลงนโยบายเสร็จถือว่าเข้ารับหน้าที่เต็มตัว ดังนั้นทุกฝ่ายต้องติดตามว่าสารพัดนโยบายที่สัญญาไว้ทำได้จริงหรือแค่ลมปาก

ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ประกาศจะกลับประเทศไทยเพื่อมาเป็นผู้นำอีกครั้ง หากประชาชนต้องการ ดังนั้นคงต้องตามดูกันต่อว่าผู้นำรัฐบาลจะกล้าดำเนินการกับพี่ชายในฐานะผู้ต้องหาหลบหนีคดีหรือไม่  

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก