posttoday
ย้อนรอยศาลชั้นต้น จำคุก'หญิงอ้อ-บรรณพจน์'

ย้อนรอยศาลชั้นต้น จำคุก'หญิงอ้อ-บรรณพจน์'

25 สิงหาคม 2554

คำพิพากษาของศาลอาญาเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2551

คำพิพากษาของศาลอาญาเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2551

ในคดีหลีกเลี่ยงการเสียภาษีจากการโอนหุ้นบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ หรือชินคอร์ป 4.5 ล้านหุ้น มูลค่า 738 ล้านบาท คิดเป็นภาษีที่ต้องเสียรวมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม 546 ล้านบาท ซึ่งศาลชั้นต้นให้จำคุก บรรณพจน์ ดามาพงศ์ จำเลยที่ 1 คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร จำเลยที่ 2 คนละ 3 ปี และจำคุก กาญจนาภา หงษ์เหิน จำเลยที่ 3 จำนวน 2 ปี

รายละเอียดคำพิพากษามีดังนี้ จำเลยที่ 2 มีเจตนาจะยกหุ้นในบริษัทดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 จำนวน 4.5 ล้านหุ้น

แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำเป็นการซื้อขายในตลาดหุ้น โดยให้ บล.ภัทร ดำเนินการซื้อขายหุ้นดังกล่าวให้แก่กัน เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2540 จำนวน 4.5 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 164 บาท รวมเป็นเงิน 738 ล้านบาท แต่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระราคาแทนจำเลยที่ 1

ย้อนรอยศาลชั้นต้น จำคุก'หญิงอ้อ-บรรณพจน์'

จำเลยที่ 2 ได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักรัชโยธิน ชำระราคาค่าหุ้นจำนวนดังกล่าวผ่าน บล.ภัทร และเมื่อหักค่านายหน้าและภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ได้สั่งจ่ายเช็คขีดคร่อมเฉพาะชำระราคาค่าหุ้นให้แก่ น.ส.ดวงตา ผู้มีชื่อทางทะเบียนนั้น และเช็คดังกล่าวก็ถูกนำเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ที่ธนาคารเดิม โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ดำเนินการซื้อขายทุกขั้นตอนแทนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และ น.ส.ดวงตา

ต่อมาในการยื่นรายการเพื่อเสียภาษีอากรปีภาษี 2540 ของจำเลยที่ 1 มิได้นำมูลค่าหุ้นที่ได้รับยกให้ 738 ล้านบาท ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

ส่วนจำเลยที่ 2 ก็มิได้นำค่าหุ้น 734.3 ล้านบาท ที่ได้รับจาก บล.ภัทร และเป็นเงินได้พึงประเมินไปรวมเพื่อเสียภาษีเงินได้ เนื่องจากเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ได้รับยกเว้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (17)

ในปี พ.ศ. 2543 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. ว่า หุ้น 4.5 ล้านหุ้นดังกล่าว จำเลยที่ 2 แบ่งให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 มิได้ซื้อแต่อย่างใด

ป.ป.ช.จึงมีคำวินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กรมสรรพากรจึงต้องไปพิจารณาจัดเก็บให้ถูกต้อง

ศาลพิจารณาจากหลักฐานพยานต่างๆ แล้วเห็นว่าตามข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติ จำเลยที่ 2 เจตนาจะยกหุ้นของจำเลยที่ 2 ในบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ฯ ที่มีชื่อ น.ส.ดวงตา เป็นผู้ถือครองแทน 4.5 ล้านหุ้น มูลค่า 738 ล้านบาทก็ตาม แต่ได้ทำเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระราคาค่าหุ้นทั้งหมดแทนจำเลยที่ 1 และในที่สุดเงินค่าหุ้นจำนวนนั้นก็กลับไปเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2

แม้การให้ผู้อื่นเป็นผู้ถือครองหุ้นแทนในตลาดหลักทรัพย์จะกระทำได้ และเจ้าของหุ้นที่แท้จริงสามารถขายหุ้นนั้นได้เองด้วยก็ตาม แต่คดีนี้เห็นได้ชัดแจ้งว่าพฤติการณ์การซื้อขายหุ้นระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ดังกล่าว มิได้ซื้อขายกันจริง แต่เป็นการกระทำโดยลวง เพื่ออำพรางการให้ตามเจตนาที่แท้จริง จึงเป็นการกระทำโดยความเท็จ

ปัญหาว่าการกระทำโดยความเท็จนั้นเป็นการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรหรือไม่

ศาลเห็นว่าการซื้อขายหุ้นตามฟ้องระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่เป็นการกระทำโดยความเท็จดังวินิจฉัยได้กระทำในตลาดหลักทรัพย์ จึงมีผลทำให้จำเลยที่ 2 ผู้ขายได้รับยกเว้น ไม่ต้องนำมูลหุ้นที่ได้รับไปรวมเพื่อเสียภาษีเงินได้

ส่วนมูลค่าหุ้น 738 ล้านบาท ที่จำเลยที่ 1 ได้รับยกให้จากจำเลยที่ 2 นั้น โจทก์นำสืบว่าเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) และมิได้เป็นเงินได้ประเภทหนึ่งประเภทใดตามมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากรที่จะได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมเพื่อเสียภาษีเงินได้ จึงต้องเสียภาษีเงินได้

จำเลยทั้งสามต่อสู้ว่า มูลค่าหุ้นที่จำเลยที่ 1 รับให้มานั้นเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) และเป็นเงินได้ประเภทที่เข้าข้อยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 42 (10) แห่งประมวลรัษฎากร เพราะได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา หรือจากการให้โดยเสน่หา

ศาลเห็นว่ามิได้เป็นการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณีตามมาตรา 42 (10)

มูลค่าหุ้นที่จำเลยที่ 1 ได้รับการให้จากจำเลยที่ 2 เป็นเงินได้พึงประเมินที่จำเลยที่ 1 จะต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ศาลระบุกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนาจงใจหลีกเลี่ยงภาษี

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ