posttoday
ความจำเป็นของกองทุนน้ำมันฯต่อสังคมไทยมีมากน้อยแค่ไหน?

ความจำเป็นของกองทุนน้ำมันฯต่อสังคมไทยมีมากน้อยแค่ไหน?

23 สิงหาคม 2554

ในบางครั้งหากการชดเชยจากเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เพียงพอเพื่อตรึงราคาไว้

ในบางครั้งหากการชดเชยจากเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เพียงพอเพื่อตรึงราคาไว้

โดย..โชติชัย สุวรรณาภรณ์ 

ก็ต้องมีการลดภาษีที่จัดเก็บด้วย เช่นในปัจจุบันที่อัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันดีเซลได้ปรับลดลงจากลิตรละ 5.3 บาท เหลือเพียง 0.001 บาท ซึ่งในส่วนของการอุดหนุนด้วยเงินกองทุนนั้นเราเรียกว่าเป็นการอุดหนุนที่ชัดแจ้ง (Explicit Subsidization) เพราะเป็นการนำเงินที่เคยเก็บไว้เพื่อวัตถุประสงค์นี้มาใช้จ่าย แต่ส่วนที่เป็นการลดภาษีไม่ว่าจะเป็นภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม เหล่านี้เป็นการอุดหนุนที่ไม่ชัดแจ้ง (Implicit Subsidization) เพราะเป็นการลดรายได้ของรัฐที่ควรจะนำไปใช้ในกิจการอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศลง เท่ากับว่าเป็นการเสียสละประโยชน์ของคนบางกลุ่มเพื่อกลุ่มที่ใช้น้ำมัน รวมถึงอาจมองว่าเป็นการดึงรายได้ในอนาคตของพวกเราหรือรุ่นลูกของเรามาใช้เพื่อการอุดหนุนราคาในวันนี้ เพราะอย่างไรก็แล้วแต่รัฐก็ต้องเก็บภาษีคืนในวันข้างหน้าอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม หากมองถึงหน้าที่ของกองทุนน้ำมันฯ ในปัจจุบันก็จะพบว่ายังมีหน้าที่ที่จะต้องส่งเสริมการกระจายชนิดของเชื้อเพลิงจากเดิมที่มุ่งใช้น้ำมันเป็นหลัก ให้มีการใช้ NGV ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสะอาดและสามารถจัดหาได้จากในประเทศบางส่วน และส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทนในส่วนของเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels) ไม่ว่าจะเป็นเอทานอลและไบโอดีเซล ให้เป็นไปได้ตามเป้าหมาย 15 ปี ที่ตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี 2565 ประเทศไทยจะส่งเสริมการใช้เอทานอลให้ได้ 9 ล้านลิตร/วัน จากปัจจุบันที่ระดับ 1.3 ล้านลิตร/วัน และส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลให้ได้ 4.5 ล้านลิตร/วัน จากระดับ 1.9 ล้านลิตร/วันในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ในการให้การชดเชยน้ำมันตามมาตรฐานยูโร 4 โดยหน้าที่ทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้ถือว่ามีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการรักษาเสถียรภาพด้านราคา

หากทำการเปรียบเทียบเม็ดเงินรายรับรายจ่ายที่กองทุนน้ำมันฯ ใช้จ่ายอยู่ในแต่ละเดือนแล้ว เราจะพบว่าในเดือน ก.ค. กองทุนมีรายได้หลักจากการจัดเก็บน้ำมัน 3 ชนิดหลัก คือ เบนซิน 95 จำนวน 23 ล้านบาท เบนซิน 91 จำนวน 1,558 ล้านบาท และน้ำมันดีเซล 2,221 ล้านบาท และน้ำมันชนิดอื่นๆ อีก 942 ล้านบาท รวมแล้วกองทุนมีรายรับประมาณ 4,744 ล้านบาท เป็นที่น่าสังเกตว่ารายได้ของกองทุนจากน้ำมัน 3 ชนิดหลักคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 80 ของรายได้รวม หากพรรคเพื่อไทยทำตามนโยบายที่ประกาศไว้ด้วยการยกเลิกการจัดเก็บน้ำมันทั้ง 3 ชนิด ก็เป็นที่น่าคิดว่ากองทุนน้ำมันฯ จะหารายได้ที่ไหนมาใช้จ่าย เว้นเสียแต่รัฐจะมีการตั้งงบประมาณในทางอื่นมาสนับสนุน เพราะดูจากสถานะกองทุนล่าสุด ณ วันที่ 25 ก.ค. 2554 ยังเป็นหนี้สะสมอยู่ถึง 1,118 ล้านบาท

ในส่วนของการใช้จ่ายในด้านต่างๆ จะพบว่ายอดการใช้จ่ายในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา สูงถึง 4,000 ล้านบาท โดยใน 3 ลำดับแรกอยู่ที่การอุดหนุน LPG ทั้งในด้านการขนส่ง การนำเข้าและโรงกลั่น สูงถึง 3,400 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 86 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุน ตามมาด้วยค่าใช้จ่ายในการอุดหนุน NGV และยูโร 4 จำนวน 300 ล้านบาท และ 161 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9 และร้อยละ 4 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ตามลำดับ ส่วนค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการใช้แก๊สโซฮอล์ E20 และ E85 ไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายชนิดอื่นเพียง 33 ล้านบาท หรือเพียงแค่ร้อยละ 0.8 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุน

 

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน