posttoday
แหวกเหล่าผ่ากอ

แหวกเหล่าผ่ากอ

03 กุมภาพันธ์ 2553

...สมโพธิ ศรีภูมิ

โดยทั่วไปแล้ว คนเราไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง คำกล่าวนี้ดูจะไม่ผิดเพี้ยนจากความจริงนักไม่ว่าจะกับประเทศใดหรือสังคมใด โดยเฉพาะกับคนไทยด้วยแล้วไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงเอาเสียมากๆ เลยทีเดียว มีคนพูดกันว่าโครงการ 5 ส. ซึ่งเกี่ยวกับการปรับปรุงสถานที่ทำงานให้สะอาดสะอ้าน เป็นระเบียบเรียบร้อย และเพิ่มบรรยากาศของการทำงานให้ดูสบายตาสบายใจขึ้น แจ้งเกิดที่สหรัฐอเมริกา แล้วมาเติบโตและทำกันอย่างเป็นผลในญี่ปุ่น แต่ก็มาตายสนิทเอาที่ประเทศไทย หรือมาตรฐานคุณภาพ ISO ที่ประเทศในซีกโลกตะวันตกกำหนดขึ้นเพื่อต้องการให้การผลิตสินค้ามีมาตรฐาน และขณะเดียวกันก็เพิ่มประสิทธิภาพของผู้ผลิตให้สูงขึ้น แต่ทุกวันนี้แทบจะกลายเป็นเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งที่แปะอยู่ที่ข้างฝาของทุกๆ สถานประกอบการไปแล้ว ทั้งหมดนี้ส่วนหนึ่งมาจากการไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ฉันเคยทำอย่างไรก็ทำมันเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่ใครเขามีอะไรกันฉันขอมีด้วย ดังนั้น จึงต้องอาศัยผู้กล้าจริงๆ ที่จะคิดและทำในสิ่งที่เรียกว่าแหวกเหล่าผ่ากอ โดยพร้อมที่จะรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลวก็ตาม

ในบ้านเมืองเรา ตัวอย่างของการคิดและทำระบบแหวกเหล่าผ่ากอก็พอมีให้เห็นอยู่เนืองๆ ที่จะขอนำมาพูดเห็นจะได้แก่การที่ธนาคารไปอาศัยอาคารของคนอื่นเขาเปิดสาขา โดยเฉพาะในศูนย์การค้าที่เปิดตลอดทั้ง 7 วัน เช่นเดียวกับศูนย์การค้านั้นๆ ผมไม่ทราบว่าความคิดนี้ธนาคารใดเป็นผู้กล้าเริ่มทำเป็นรายแรก และไม่แน่ใจด้วยว่าเป็นการทำด้วยความตั้งใจหรือเพราะสถานการณ์พาไป เพราะผมเห็นว่าภาพ (ลักษณ์) ของธนาคารเปลี่ยนไปมากนับตั้งแต่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ก่อนหน้านั้นภาพ (ลักษณ์) ของธนาคารเรียกว่าสูงสุดเอื้อมมือสอย พนักงานธนาคารยิ่งในต่างจังหวัดด้วยแล้วแทบจะเป็นคนอีกระดับหนึ่งของสังคมก็ว่าได้ ไม่แน่ใจว่าเพราะเจอคำว่า “ทำงานธนาคาร ก็ตกงานได้” หรือไม่ จึงทำให้หลายๆ อย่างเกิดการแหวกเหล่าผ่ากอขึ้น สาขาของธนาคารไม่จำเป็นต้องมี “อาณาจักร” ของตนเองอีกต่อไป ไปร่วมชายคาเดียวกับธุรกิจอื่นเขาก็ได้ และในที่สุดก็เข้าไปในห้างสรรพสินค้าเปิดให้บริการทั้ง 7 วัน เป็นที่ถูกอกถูกใจของเราๆ ท่านๆ แถมยังลบภาพ (ลักษณ์) ของการที่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้างได้อย่างสิ้นเชิง ผมต้องขอชมเชยการตัดสินใจของผู้กล้าคนนั้นจริงๆ

หลายคนคงยังพอจำได้ว่าเมื่อประมาณซัก 2 ปีมาแล้ว มีแนวความคิดที่จะให้พระสงฆ์ไปประจำอยู่ตามศูนย์การค้า เพื่อแก้ปัญหาที่เด็กวัยรุ่นไม่ค่อยจะเข้าวัดก็เลยจะยกวัดไปพบเด็กวัยรุ่นเสียเอง ปรากฏว่ามีทั้งเสียงส่งเสริมมีทั้งเสียงท้วงติงต่อความคิดนี้ แล้วท้ายที่สุดจนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีพระสงฆ์ไปเปิดศูนย์แห่งธรรมะในศูนย์การค้าแต่อย่างใด นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการคิดแหวกเหล่าผ่ากอแต่ไม่ถึงขั้นลงมือทำ อาจจะเป็นด้วยขาดผู้กล้าหรืออย่างไรก็สุดจะเดา

ผมเชื่อว่าเกือบจะทุกท่านที่เป็นมนุษย์เงินเดือนทำงานให้กับบริษัทเอกชน มีประสบการณ์ที่คล้ายๆ กันก็คือ เราต้องลางานไปติดต่อหรือทำธุรกรรมส่วนตัวกับหน่วยงานราชการ จนทำให้หลายครั้งเกิดความคิดว่า มันน่าจะดีไม่น้อยนะหากหน่วยงานเหล่านี้เปิดทำการในวันหยุด หรือในชั่วโมงที่ไม่ใช่ชั่วโมงทำงานปกติ หรืออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่มาติดต่อราชการ เราๆ ท่านๆ ก็ไม่จำเป็นต้องลางานให้เป็นที่เพ่งเล็งของผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้าฝ่ายบุคคลอีกต่อไป เท่าที่ผมทราบ เริ่มมีหน่วยงานราชการบางแห่งเปิดให้บริการวันเสาร์ครึ่งวัน ก็ต้องขอนับถือจิตใจและความตั้งใจที่จะอำนวยความสะดวกในการให้บริการแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง ผลเลยอยากจะบอกต่อไปอีกซักนิดได้หรือไม่ว่า มีใครซักคนเป็นผู้กล้าทำเรื่องนี้ให้จริงจังโดยกำหนดให้เป็นกิจจะลักษณะเลยว่า หน่วยงานราชการประเภทใดบ้างที่เปิดทำการตั้งแต่วันอังคารถึงวันเสาร์แล้วหยุดวันอาทิตย์กับวันจันทร์ ซึ่งก็ยังคงทำงานวันหยุด 2 วันเหมือนเดิมเพียงแต่เหลื่อมวันทำการออกไปเท่านั้น หรือไม่ก็ไปเปิดศูนย์บริการประชาชนเฉพาะวันเสาร์และวันอาทิตย์ในศูนย์การค้าเหมือนกับที่ธนาคารเขาแหวกเหล่าผ่ากอมาแล้ว ผมไม่ขอ 7 วัน เหมือนธนาคารด้วยซ้ำไป ขอพียงแค่เสาร์อาทิตย์ก็พอแล้วครับ ฟังดูแล้วเหมือนจะยากแต่หากนำไปเปรียบเทียบกับความคิดที่จะให้ข้าราชการทำงานอยู่ที่บ้าน (เพื่อแก้ปัญหารถติด!!!) ผมเชื่อว่าสิ่งนี้ดูจะแหวกเหล่าผ่ากอน้อยกว่าด้วยซ้ำไป

ความจริงแล้วราชการเองก็แหวกเหล่าผ่ากอมาพอสมควรแล้ว ที่ผมพูดเช่นนี้ก็เพราะมีหน่วยงานของรัฐหลายแห่งที่ไม่มี “อาณาจักร” เป็นของตนเอง แต่ไปเช่าอาคารร่วมกับบริษัทห้างร้านเอกชนเป็นสถานที่ราชการ สิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้น การที่จะแหวกเหล่าผ่ากอต่อไปอีกนิดเดียว ผมเห็นว่าไม่ใช่เรื่องยากหากยึดเอาการให้บริการต่อประชาชนเป็นที่ตั้ง จะขาดอยู่แต่ก็เพียงผู้กล้าเท่านั้น หากเกิดขึ้น ผมเชื่อว่าจะได้รับดอกไม้มากว่าก้อนอิฐ (ไม่เชื่อก็ลองดู)

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน