
ทุบเงินร้อน กร่อนเศรษฐกิจ
...ทีมข่าวการเงิน
ลึกๆ แล้วมีข้อมูลที่น่าตื่นตะลึงจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
เมื่อเงินทุนเคลื่อนย้ายในเดือนธ.ค. 2552 สูงโด่ง
เป็นเม็ดเงินไหลเข้าจากต่างประเทศถึง 2,751 ล้านเหรียญสหรัฐ
หรือจะเรียกได้ว่าเดือนเดียว
“งานเข้า” 9.07 หมื่นล้านบาทยิ่งเมื่อขุดคุ้ยเชิงลึกแล้วพบว่าเป็น
“เงินร้อน” ที่เข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถึง 2,013 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 6 หมื่นล้านบาทการเข้ามาของเงินทุนจากฝรั่งหัวแดง หัวดำ ทำให้ค่าเงินบาทผันผวนตลอดเวลา
สวิงขึ้นลงวันละมากกว่า 10 สตางค์ต่อเหรียญสหรัฐ สร้างความปั่นป่วนให้กับระบบเศรษฐกิจ
แนวโน้มค่าเงินบาทยังแข็งขึ้นมาตลอดจาก 33.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เมื่อต้นเดือนธ.ค.
ใช้เวลาไม่นานก็หลุดเหลือ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงกลางเดือนม.ค. 2553
กระทั่งธปท. และกระทรวงการคลัง นั่งไม่ติด เพราะถูกผู้ส่งออกรายใหญ่โวยแหลก!!!
หากมองในแง่ดี เงินร้อนที่ไหลเข้าไทยในวอลุมมหาศาล สะท้อนความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวชัดเจน
แต่ในมุมของธปท. คงไม่ใช่อย่างนั้น...แน่ๆ
เพราะการที่ค่าเงินบาทแข็ง ทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทยในตลาดโลกลดลง
มีการเปรียบเทียบ
“กราฟ” กับ 14 ประเทศคู่ค้า พบว่าค่าเงินบาทแข็งกว่าค่าเงินอื่นๆ ถึง 2.9%ทำให้ธปท.ต้องแทรกแซงค่าเงินอย่างหนักหน่วง!!
จน
“หน้าตัก” คือ ทุนสำรองระหว่างประเทศพุ่งปรี๊ดไปถึง 1.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.6 ล้านล้านบาทเข้าไปแล้วล่าสุดทนไม่ไหว ต้องคลอดมาตรการผลักดันเงินทุนไหลออก
ไล่ตั้งแต่การเปิดให้นิติบุคคลลงทุนโดยตรงในต่างประเทศไม่จำกัดจำนวน
ขยายวงเงินลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศจาก 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
รวมทั้งผ่อนคลายระเบียบอื่นๆ เช่น ขยายวงเงินลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศจาก 5 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 10 ล้านเหรียญสหรัฐ
และอนุญาตให้บริษัทในไทยปล่อยกู้ให้กับบริษัทในต่างประเทศที่ไม่ใช่บริษัทในเครือได้ไม่เกิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ
แหล่งข่าวจากธปท. เปิดเผยว่า เงินร้อนจากต่างประเทศเข้ามาเก็งกำไรในประเทศไทยถึง 2 ส่วน
ส่วนแรก คือ การเก็งกำไรในหุ้นที่ราคาถูก
ส่วนที่สอง คือ การเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน
เพราะต่างชาตินำเงินเหรียญสหรัฐแปลงเป็นเงินบาทเพื่อซื้อหุ้นไทยที่ 33.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
หลังจากนั้นจะรอจังหวะให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้น เพื่อนำเงินออกไปแลกคืนที่ 32.80 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
เท่ากับว่าฟันกำไรส่วนต่างทันที 40 สตางค์ต่อเหรียญสหรัฐ
ในส่วนของธปท.ที่ต้องเข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาทให้อ่อนลงด้วยการทำสัญญาซื้อเงินเหรียญสหรัฐ
กลับต้องพบกับการขาดทุนก้อนโต!!
เพราะหากต้านทานแรงเก็งกำไรของบรรดาเฮดจ์ฟันด์ในตลาดเงินไม่ได้ ก็ถูกโจมตีว่าไร้ประสิทธิภาพ
ดังนั้น การออกแพ็กเกจดันเงินลงทุนไปต่างประเทศมากขึ้น จึงเท่ากับเป็นการ
“ดัดหลัง” นักเก็งกำไรในทางอ้อมเพราะหากค่าเงินบาทอ่อนลงก็ไม่มีแรงจูงใจที่ทำให้เงินร้อนเหล่านี้ถาโถมเข้ามาตลาดหุ้นและเก็งกำไรสองเด้งได้
สอดคล้องกับมุมมองของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่เห็นว่ามาตรการของธปท.จะเป็นกลไกที่อาจช่วยสร้างสมดุลให้กับค่าเงินบาท
“
เป็นมาตรการบรรเทาผลกระทบที่ค่าเงินบาทอาจได้รับในช่วงที่มีกระแสเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก” ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุอย่างไรก็ตาม ทิศทางค่าเงินบาทในระยะอันใกล้นี้ คาดว่า จะยังคงถูกกำหนดโดยการเคลื่อนไหวของค่าเงินเหรียญสหรัฐมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เห็นว่ามาตรการของธปท.ไม่น่าจะมีผลต่อจิตวิทยาของเงินไหลเข้ามากนัก
“
เพราะสิ่งที่มีผลต่อเงินไหลเข้าคือเรื่องการเมืองและตัวเลขทางเศรษฐกิจ” อุสรา ระบุตรงกันข้าม มาตรการนี้จะช่วยให้เงินไหลออกได้สะดวกขึ้น แต่คงต้องใช้เวลาอีกระยะ
แม้ธปท.จะถูกโจมตีว่าออกมาตรการแบบมี
“ช่องโหว่” มากมายอาจนำไปสู่การเก็งกำไรของนักธุรกิจและผู้ส่งออกในประเทศ
หรือถูกโจมตีว่าเป็นมาตรการที่ออกมาช้าเกินไป ขณะที่ประเทศอื่นๆ มีการลดค่าเงินตัวเองไปหมดแล้ว
โดยเฉพาะคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนาม
แต่อย่างน้อยแพ็กเกจที่ออกมาก็น่าจะเป็นยันต์กันผี
ป้องกันไม่ให้บรรดาเฮดจ์ฟันด์เอาเงินร้อนมาหลอกหลอนเศรษฐกิจไทยได้ง่ายๆ!!!







