
ขายทิ้งหุ้นชินฯ...แค่เริ่มต้น
หากจำกันได้ข่าวใหญ่ของตลาดทุนไทยช่วงต้นปี 2549
หากจำกันได้ข่าวใหญ่ของตลาดทุนไทยช่วงต้นปี 2549
คือการที่ผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (SHIN) ของ ตระกูลชินวัตร และดามาพงศ์ ให้กับบริษัท เทมาเซก โฮลดิงส์ เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2549 จำนวน 1,487.74 ล้านหุ้น หรือ 49.59% ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท ได้รับเงินเบ็ดเสร็จ 7.33 หมื่นล้านบาท ถือว่ามีมูลค่าการซื้อขายใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์หุ้น
สำหรับรายการซื้อขายหุ้นครั้งนี้ ธนาคารไทยพาณิชย์เป็นผู้สนับสนุนเงินกู้วงเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท และยังเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท แอสเพน โฮลดิ้งส์ ซึ่งถูกจัดตั้งมาในการถือหุ้นชินคอร์ปแทนเทมาเซกร่วมกับซีดาร์ โฮลดิ้งส์ การขายหุ้นชินคอร์ปครั้งนี้ตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ไม่เสียภาษีแม้แต่บาทเดียว! เพราะ
หนึ่ง เพราะปกติการซื้อขายหุ้นในตลาดได้รับการยกเว้นภาษี
สอง การขายหุ้นครั้งนี้มี สุวรรณ วลัยเสถียร ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายภาษี เป็นที่ปรึกษาในการขายหุ้นให้ สาม มีการโอนขายให้ทายาทในราคา 1 บาท ก่อนหน้า 3 วัน
ผลของการขายหุ้นกลายเป็นแรงกระเพื่อมสำคัญ เพราะวันที่ 24 ก.พ. 2549 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นประกาศยุบสภา และวันที่ 2เม.ย. มีการเลือกตั้งใหม่ และความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนนำประเทศไทยเดินเข้าสู่การปฏิวัติในเดือน ก.ย. 2549
พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต วิเคราะห์ว่า การขายหุ้นชินคอร์ปครั้งนี้เหมือนการยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว เพราะ
หนึ่ง เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดสภาพคล่องในการซื้อขายหุ้น (ฟรีโฟลต) เพราะหลังขายหุ้นทำให้ฟรีโฟลตเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 12% ตามเกณฑ์ของตลาดจะต้องอยู่ที่ 15% ซึ่งเท่ากับว่าอนาคตต้องมีการขายหุ้นออกมาอีกอย่างน้อย 84 ล้านหุ้น
สอง แก้ปัญหาการเป็นบริษัทต่างด้าวลงมาได้ระดับหนึ่ง เพราะหลังขายทางบริษัท ซีดาร์ฯ และบริษัท แอสเพนฯ ก็ยังคงถือหุ้นรวมในชินคอร์ปในสัดส่วน 88.19%
พิชัย เชื่อว่า การขายหุ้นไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองที่พรรคเพื่อไทยบริหารประเทศ เพราะหุ้นชินคอร์ปเป็นหุ้นที่มีมูลค่าและธุรกิจดี แต่ 4 ปีกว่าๆ ที่หุ้นขาดสภาพคล่องเพราะผู้ขายไม่อยากขายจากราคาหุ้นที่ตกต่ำจนเกินไป แต่มีผู้อยากซื้อ มาถึงตอนนี้ราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นมาเพียงพอที่ทำให้ผู้ขายตัดสินใจขายออกมา
จึงเชื่อได้ว่าการขายหุ้นชินคอร์ปหลังจากนี้ยังมีให้เห็นอีกระลอกแน่ เพราะคนซื้อมีกำไรเห็นๆ ส่วนคนขายแม้ขายจะขาดทุน หากเปรียบเทียบกับราคาที่ซื้อ แต่เมื่อหักเงินปันผลที่ได้รับอย่างต่อเนื่องก็ถือว่าสุดคุ้ม!







