posttoday
เปิดกึ๋น รมว.คลัง-รมว.พลังงาน

เปิดกึ๋น รมว.คลัง-รมว.พลังงาน

16 สิงหาคม 2554

รมว.เศรษฐกิจ เริ่มโชว์วิสัยทัศน์ หลังจากเข้าทำงานวันแรก

รมว.เศรษฐกิจ เริ่มโชว์วิสัยทัศน์ หลังจากเข้าทำงานวันแรก

โดยคนที่มาแรงที่สุดคือนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง ที่แถลงนโยบายเศรษฐกิจมหภาค 5 เรื่อง ทันทีคือ

1.จะประเมินภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศว่าจะมีผลกระทบต่อไทยอย่างไรและกระทรวงการคลังจะมีมาตรการรับมืออย่างไรบ้าง จากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป

2.จะหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และจัดตั้งคณะกรรมการติดตามภาวะเศรษฐกิจโดยมี รมว.คลังเป็นประธานและจะเชิญเอกชน เช่น ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและประธานสภาหอการค้าไทย ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเศรษฐกิจมารับฟังปัญหาด้วย

3.หารือกับ ธปท.ถึงแนวทางแก้ไขผลการดำเนินงานที่ขาดทุนของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อลดภาระหนี้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่ ธปท.ไม่สามารถชำระคืนได้ หากไม่แก้ไขและ ธปท.ขึ้นดอกเบี้ยเงินบาทสูงกว่าดอกเบี้ยเงินเหรียญสหรัฐ จะทำให้มีเงินทุนไหลเข้ามามาก ธปท.จะมีภาระซื้อเงินเหรียญสหรัฐเข้ามาเพิ่ม ซึ่งนับวันด้อยค่าลงก็จะกลายเป็นงูกินหาง ไม่ได้รับการแก้ไข ดังนั้นจะต้องเข้าไปดูว่าจะให้แบงก์ชาติมีรายได้หรือบริหารเงินทุนสำรองระหว่างประเทศให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างไร

เปิดกึ๋น รมว.คลัง-รมว.พลังงาน

4.จะหารือกับ ธปท.เรื่องการเพิ่มบทบาทของธนาคารพาณิชย์ในการดูแลภาคธุรกิจมากขึ้น โดยกระทรวงการคลังมีแนวคิดเปิดเสรีให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์รายใหม่ โดยเฉพาะที่มาจากสัญชาติ อาเซียน+3 หรืออินเดีย ที่เป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย รวมทั้งให้บริษัทหลักทรัพย์ ทำซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนได้

5.จะหารือกับ ธปท.เพื่อทำให้สถาบันการเงินมีความเข้มแข็ง ไม่เป็นภาระภาษีหากมีความเสียหายเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะใช้แนวทางของสหรัฐ เมื่อสถาบันการเงินมีปัญหาให้อำนาจรัฐบาลสามารถเรียกเก็บเงินพิเศษจากสถาบันการเงินที่ยังมีฐานะการเงินที่ดีมาช่วยเหลือได้ หรือให้สถาบันการเงินออกหุ้นกู้หรือแปลงเป็นหุ้นทุน


นายธีระชัย กล่าวว่า ได้ให้สศค.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของพรรคเพื่อไทย รวบรวมข้อมูลมาเสนอภายใน 1 สัปดาห์ ทั้งการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เพิ่มกองทุนหมู่บ้าน และบัตรเครดิตชาวนา เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติไว้ในนโยบายที่จะเสนอต่อสภา โดยให้ความเป็นอิสระ และยึดกรอบวินัยทางการเงิน การคลัง แต่มีความจำเป็นต้องดำเนินการตามนโยบายที่ประกาศไว้ ซึ่งกระทรวงการคลังต้องทำหน้าที่ประสานระหว่างความใฝ่ผันทางการเมืองกับการดำเนินการที่มีความเป็นไปได้ทางวิชาการ

ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ประธานกรรมการ ธปท. ให้ความเห็นว่า หาก รมว.คลังอยากจะหารือกำหนดกรอบเงินเฟ้อใหม่ ก็ไม่เป็นเรื่องใหญ่อะไร เพราะปกติต้องคุยกันทุกปีอยู่แล้ว การกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อเป็นเรื่องของรัฐบาลด้วยไม่ใช่เป้าหมายของ ธปท.อย่างเดียว เพราะที่สุดก็ต้องขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะมีนโยบายอย่างไรและมองการลงทุนอย่างไร ซึ่งการวางกรอบเงินเฟ้อเป็นไปเพื่อการลงทุนของนักลงทุน ให้รับรู้ทิศทางเศรษฐกิจ ซึ่งถ้าดอกเบี้ยสูงเงินเฟ้อก็สูง การลงทุนก็ย่อมอยากลำบาก หรืออีกนัยหนึ่งคือเงินเฟ้อไม่สูงดอกเบี้ยก็ไม่สูง การลงทุนก็อาจจะง่ายขึ้น

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะทำงานยกร่างนโยบายของรัฐบาล ได้จัดทำร่างนโยบายเสร็จสิ้นแล้ว โดยในเวลา 15.30น.วันเดียวกัน นายกรัฐมนตรีจะได้นำร่างนโยบายดังกล่าวไปหารือร่วมกับรัฐมนตรีของพรรคทั้งหมดและ หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลอีกครั้งก่อนนำเสนอต่อที่ประชุมครม.ในวันที่ 16 ส.ค. อย่างไรก็ตามร่างนโยบายของรัฐบาล จะประกอบด้วยสองส่วนคือ 1.นโยบายเร่งด่วน และ2. นโยบายของรัฐบาลในกรอบระยะเวลา 4 ปีสำหรับนโยบายเร่งด่วนมีอยู่กว่า 10 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงเอาไว้ในช่วงหาเสียงไว้ อาทิ เช่น การประกาศการปราบปรามยาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ การสร้างรายได้ให้ผู้มีรายได้น้อย ระบบการรับจำนำสินค้าเกษตร การขยายพื้นที่ชลประทาน และการบริหารจัดการ 25 ลุ่มน้ำ การปรับขึ้นเงินเดือนผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี 15,000บาท การปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300บาท ซึ่งรัฐถือเป็นผู้จ้างรายใหญ่ขยับ มีภาคเอกชนจำนวนไม่น้อยที่พร้อมจะดำเนินการตาม เพียงแต่ขณะนี้เอกชนกังวลกันว่า จะต้องไปออกกฎหมายในลักษณะไตรภาคี แต่ที่จริงแล้วไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายในลักษณะนั้น

นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า นอกจากนั้นยังมีการปรับลดภาษีนิติบุคคลจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 23 ที่จะเริ่มในงวดบัญชีการเงินปี 2555 การชะลอการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันในกลุ่มเบนซินและดีเซล ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งนโยบายเร่งด่วนที่เรากำหนดไว้เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ทันที หากทำช้ากว่าครึ่งปีค่อนปีมันก็ถูกคาดหวังแล้ว ดังนั้นเชื่อว่าเมื่อดำเนินการแล้วจะสำเร็จเห็นผลทันที โดยนายกฯได้ย้ำ ว่าจะต้องเร่งทำงานและให้เวลาทำลองงานไว้ 6 เดือนเท่านั้น หลังจากนี้ตนคงจะต้องเดินสายไปพูดคุยทำความเข้าใจกับภาคเอกชนให้เข้าใจเกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ ที่ผ่านมาได้พบหารือกับสภาอุตสาหกรรมแล้ว ในวันที่ 16 ส.ค.นี้จะหารือกับประธานสมาคมธนาคารไทย ประธานสภาหอการค้าฯ รวมทั้งรัฐวิสาหกิจบางแห่ง เมื่อถามย้ำว่า มั่นใจว่านโยบายเร่งด่วนต้องเห็นผลภายใน 6 เดือน นายกิตติรัตน์ กล่าวทีเล่นทีจริง ว่า “ถ้า 6 เดือนไม่เห็นผล สงสัยคงต้องเปลี่ยนรองนายกฯแหง ๆ”

โพสต์ทูเดย์“พิชัย”ยันเดินหน้าลดราคาน้ำมันเบนซินดีเซล ก.ย.นี้ เล็งใช้วงเงินกู้2 หมื่นล้านบาทโปะรายได้กองทุนน้ำมันฯที่หายไปเดือนละ3,000-4,000 ล้านบาท

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า นโยบายที่จะเร่งทำคือการลดราคาน้ำมันให้กับประชาชนด้วยการลดเก็บเงินกองทุนน้ำมันฯ เบนซิน 95 ลง 7.50 บาท/ ลิตร เบนซิน 91 ลง 6.70 บาท/ลิตร และดีเซล 2.80 บาท/ลิตร ซึ่งจะเป็นช่วงระยะสั้นไม่ถึง 1 ปี ดังนั้นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับแก๊สโซฮอล์คงไม่มาก

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานจะดูแลไม่ให้มีผลกระทบกับประชาชน ซึ่งในส่วนของแอลพีจีภาคครัวเรือนคงต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก เพราะเป็นผู้ใช้ในกลุ่มใหญ่ ในขณะที่แอลพีจีภาคขนส่งและเอ็นจีวี หากต้องปรับราคาในระยะยาวได้เตรียมนำนโยบายบัตรเครดิตพลังงานออกมาใช้เพื่อดูแลผู้ใช้ก๊าซฯ ในกลุ่มของแท็กซี่ สามล้อ มอเตอร์ไซค์รับจ้างและรถตู้สาธารณะไว้แล้ว สำหรับ

 “นโยบายที่จะเร่งทำคือการลดราคาน้ำมันให้กับประชาชนด้วยการลดเก็บเงินกองทุนน้ำมันฯเบนซิน95 ลง 7.50 บาท/ลิตร เบนซิน 91 ลง 6.70 บาท/ลิตร และดีเซล 2.80 บาท/ลิตร ซึ่งจะเป็นช่วงระยะสั้นไม่ถึง 1 ปี ดังนั้นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับแก๊สโซฮอล์คงไม่มาก ส่วนที่เป็นห่วงเรื่องรายได้กองทุนน้ำมันฯจะหายไป ก็จะใช้วิธีการกู้เงิน ในลักษณะของการออกพันธบัตร หรือจะกู้เงินโดยตรง ซึ่งจะมาหารือกับกระทรวงพลังงานอีกครั้ง”นายพิชัย กล่าว

นโยบายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เป็นเรื่องของอนาคตยังมีเวลาในการพิจารณาแต่ไม่ได้ปฏิเสธเชื้อเพลิงชนิดนี้ เพียงต่อต้องอาศัยเวลาในการทำความเข้าใจกับประชาชน เนื่องจากเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดที่ตัวอย่างทำให้เกิดความเป็นห่วงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้กระทรวงพลังงานได้ตั้งสำนักประสานการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่สร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ ที่จะมีการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและโครงการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะโรงไฟฟ้า ดังนั้นก็สามารถใช้หน่วยงานนี้ในการให้ความรู้กับประชาชนได้

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก