
แยกน้ำแยกปลา
ยุทธการแยก “น้ำ” ออกจาก “ปลา” แยก“น้ำ” ออกจาก “น้ำมัน” ด้วยการใช้ “การเลือกตั้ง”
ยุทธการแยก “น้ำ” ออกจาก “ปลา” แยก“น้ำ” ออกจาก “น้ำมัน” ด้วยการใช้ “การเลือกตั้ง”
โดย..จำลอง บุญสอง
ยุทธการแยก “น้ำ” ออกจาก “ปลา” แยก“น้ำ” ออกจาก “น้ำมัน” ด้วยการใช้ “การเลือกตั้ง” เป็น “เครื่องแยก” ทำให้ทั้ง “นปช.” และ “พันธมิตรฯ” ร่วมกัน “เสียเชิง” “เสียขบวน” กันไปไม่มากก็น้อย
การเกี้ยเซี้ยของผู้ปกครอง 2 ชนชั้นที่กระทำให้ประชาชนเห็น “ต่อหน้าต่อตา” ในวันนี้ เป็น“ดัชนี” ชี้วัดได้ว่า ทั้ง “ประชาชนเหลือง” และ “ประชาชนแดง” ต่างร่วมกัน “แพ้” ในยุทธการครั้งนี้ “อย่างยับเยิน”
ผู้นำมวลชนของทั้งสองฝ่ายเอาชีวิตของประชาชนไป “ตาย” โดยไม่ได้มรรคผลอะไรขึ้นมาเลย!
“เผด็จการ” ได้ใช้ “ยุทธวิธี” “ร่างรัฐธรรมนูญ” “เลือกตั้ง” ภายใต้ “เพทุบาย” “ปฏิรูปการเมือง” “ปฏิรูปประเทศ” มาหลอกให้คนจำนวนมาก“หลง” ไป “ติดกับ” กับ “เกม” ที่พวกเขากำหนดมาแล้วถึง 79 ปี
นี่ก็เกือบ 80 ปีอยู่รอมร่อ ประชาชนจำนวนไม่น้อยก็ยัง “ตีโจทย์ไม่แตก” ยังหลงไปกับ “ผลของการเลือกตั้ง” “หลงใหล” ไปกับความเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงที่สวยที่สุดคนหนึ่งในโลก หลงใหลไปกับ “ค่าจ้าง” ที่ไม่สามารถตอบโจทย์ความเสมอภาคได้ หลงไปกับ “ยุทธวิธีประชานิยม” ที่ทำให้พวกเขาสามารถถือครองอำนาจอธิปไตยต่อไป เพื่อให้พวกเขาสามารถเอารายได้แห่งชาติไปกิน 80% แล้วเอาเงินจำนวนหยิบมือที่เหลือมา “แจก” เพื่อ “เอาบุญคุณ” กับราษฎรประชาชนแค่ 20% นี่เป็นการ “ต้ม” ประชาชนอย่างมโหฬารที่สุดเท่าที่เคยมีในประวัติศาสตร์ชาติไทย
การที่ผู้นำประชาชนไม่นำประชาชนไปสู่การเรียกร้อง “การปกครองแบบประชาธิปไตย” แต่ไพล่ไปเรียกร้อง “การเลือกตั้ง” ถือได้ว่าเป็น “บทเรียน” ของประชาชนที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนการเมืองกันถ้วนทั่วทุกตัวคน การวิเคราะห์โจทย์ “ผิด” ก็ย่อมแก้โจทย์ประเทศไม่ได้ ถ้าแก้โจทย์ได้ คำตอบย่อมไม่ได้ระบอบเผด็จการเกี้ยเซี้ยแบบนี้อย่างแน่นอน
แต่ถึงเผด็จการจะมีความรู้ความสามารถ มีเพทุบายที่แยบยลกว่าใคร แต่ผมก็เชื่อว่าในท่ามกลาง “สถานการณ์ปฏิวัติกระแสสูง” ที่ดำรงอยู่ อย่างไรเสียผู้ปกครองก็ไม่สามารถปิดกั้นการเรียนรู้ของประชาชนได้ ต้องตกอยู่ในวงล้อมประชาชน ต้องพ่ายแพ้ต่อประชาชนไปในท้ายที่สุด เพราะระบอบเผด็จการก็คือระบอบเผด็จการ จะให้เสือไม่กินเนื้อสัตว์ย่อมเป็นไปไม่ได้ ยังไงเผด็จการก็ย่อมเป็น “แนวร่วมมุมกลับ” ให้ประชาชนอยู่ดี ไม่ว่าจะใช้ “ยุทธวิธี” ประชานิยม “ต้มมนุษย์” ได้แยบยลเพียงใด
ยิ่งในวันนี้วิกฤตทุนนิยมกำลังเกิดขึ้น การจลาจลในอังกฤษ วิกฤตของอเมริกา ซึ่งเป็นปรากฏการณ์สะท้อนของความล่มสลายของทุนนิยมด้วยแล้ว ก็เชื่อขนมกินได้เลยว่า “เผด็จการไทย” ใกล้ล่มสลายเข้ามาทุกขณะ
คุณยิ่งลักษณ์ไม่ได้มีความรู้ในวิชาการเมืองมีแต่ความรู้ทางด้านเศรษฐกิจ ความสามารถในการปกครองยังไม่พอ ที่ขึ้นมาได้ก็เพราะ “ถูกเชิด” ให้ขึ้นมาสลับหน้ากับคุณอภิสิทธิ์เท่านั้น ดังนั้นไม่ต้องบอกก็ได้ว่ารัฐบาลของเธออยู่ได้ไม่นานนัก
ศึกในก็ไม่รู้โจทย์ นึกว่าการเลือกตั้งคือระบอบประชาธิปไตย คือการปกครองแบบประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่เป็นเพียงแค่วิธีการประชาธิปไตยเท่านั้น ส่วนศึกนอกคือวิกฤตทุนนิยมก็ไม่รู้จัก คุณยิ่งลักษณ์จะพานาวารัฐนี้ไปได้สักกี่น้ำ
ปล. 1.การขายหุ้นซื้อทองเป็นดัชนีบอกเหตุว่า ทุนนิยมกำลังล่มสลาย โลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ตามกฎอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ยุคใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในภายภาคหน้าจะเรียกว่ายุคแห่งการแบ่งปันก็ได้ ยุคแห่งความเอื้ออาทรก็ได้
2.ความพ่ายแพ้ของประชาชนในวันนี้ก็เพราะไปเรียกร้องการเลือกตั้งด้วยคิดว่าการเลือกตั้งคือประชาธิปไตย ท้ายสุดก็ได้ระบอบเผด็จการมาเหมือนเดิม ถ้าเราไม่เปลี่ยนข้อเรียกร้องให้ถูกคือเรียกร้องประชาธิปไตยแทนการเรียกร้องการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นปฐมแห่งสัมมา เราก็จะไม่ได้อะไรเลยเหมือนทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา การสรุปความพ่ายแพ้อย่างยอมรับในความเป็นจริง ก็จะเป็นบันไดแรกแห่งการก้าวไปสู่ชัยชนะ ถ้าไม่รู้รสชาติแห่งความพ่ายแพ้แล้ว เราจะรู้รสชาติแห่งชัยชนะได้อย่างไร
3.มีนักวิเคราะห์การเมืองบางคนมองว่า คุณยิ่งลักษณ์จะอยู่ได้ก็เพราะ 15 ล้านเสียงที่เลือกพรรคเพื่อไทยมา ผมเรียนว่านั่นเป็นมิจฉาทิฐิ ประชาชนเขาเพียงแค่ยืมมือคุณยิ่งลักษณ์ไปโค่นคุณอภิสิทธิ์ด้วยความเข้าใจผิดไปชั่วครั้งชั่วคราว พอเขารู้ว่าเขาตัดสินใจผิดเสียแล้ว คุณยิ่งลักษณ์นั่นแหละที่จะรับภาระที่หนักกว่าคุณอภิสิทธิ์ จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจ การแพ้ชนะไม่ได้อยู่ที่จำนวนเสียงที่ได้ การแพ้ชนะอยู่ที่ “การเมือง” ที่เหนือกว่าคู่ต่อสู้ เลิกคิดถึงตัวเลข เลิกอ้างตัวเลขได้แล้ว พูดไปแสดงว่าไม่รู้วิชาการเมืองเลย อายเขาเปล่าๆ!







