posttoday
ปริญญาตรีหมื่นห้า..อาจถึงเวลาที่เราต้องช่วยกัน

ปริญญาตรีหมื่นห้า..อาจถึงเวลาที่เราต้องช่วยกัน

12 สิงหาคม 2554

“ค่าแรง 300 บาทแล้ว เศรษฐกิจไทยจะแย่...จริงหรือ?”

“ค่าแรง 300 บาทแล้ว เศรษฐกิจไทยจะแย่...จริงหรือ?”

โดย..วีรพงษ์ ชุติภัทร์ 

เป็นบทความที่ผมเขียนลงในโพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อแสดงการสนับสนุนแนวความคิดดังกล่าว โดยมีเหตุผลมาจากข้อมูลที่ได้ชี้แจงไปแล้วในบทความ ส่วนเรื่อง “ปริญญาตรีหมื่นห้า” นั้น ผมเองคิดว่านโยบายดังกล่าวเป็นไปได้สูง แต่มีหลายปัจจัยที่ต้องให้องค์กรที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือ โดยมีเหตุผลและรายละเอียดดังนี้

1.5 หมื่นบาท...สูงไปหรือเปล่า?

ผมได้ข้อมูลมาจากแหล่งข่าวในวงการอาหารว่า บริษัทอาหารรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของไทยที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้มีการจ้างบัณฑิตปริญญาตรีไว้ในบริษัทหลายพันคน ที่สำคัญคือ...ทุกคนเงินเดือนมากกว่า 1.5 หมื่นบาท มาตั้งแต่ปี 2551 แล้ว

อีกกรณีหนึ่งคือ ในปัจจุบันมีบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งของโลกได้ย้ายงานทางด้านบัญชีและทรัพยากรบุคคลของสาขาต่างๆ ที่กระจายอยู่ทั่วโลก มาให้พนักงานปริญญาตรีในประเทศไทยทำทั้งสิ้น จากแหล่งข่าวทราบว่าทุกวันนี้เขามีพนักงานที่เป็นคนไทยทำงานอยู่ประมาณ 5,000 คน และพนักงานทุกคนมีเงินเดือนมากกว่า 1.5 หมื่นบาท ดังนั้นหัวใจสำคัญคือ เรามีคนที่มีคุณภาพที่จะป้อนตลาดแรงงานหรือเปล่า ถ้ามี...ก็ไม่ต้องห่วงเรื่อง “หมื่นห้า” และเรื่อง “ตกงาน” อีกต่อไป

ปริญญาตรีหมื่นห้า..อาจถึงเวลาที่เราต้องช่วยกัน

2.การปรับค่านิยมในการเรียน

ในการประชุมสัมมนา “เรื่องการรับนักเรียน” ของคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา พบว่าค่านิยมของผู้ปกครองจะคิดว่าถ้าเรียนดีก็ต้องไปสายสามัญ ถ้าเรียนไม่ดีก็ต้องไปอาชีวะ

ประกอบกับภาพลักษณ์ของอาชีวศึกษาที่ช่วงหลังไม่ค่อยดีนัก จึงทำให้ในปัจจุบันนักศึกษาในสายสามัญต่อสายวิชาชีพมีอัตราส่วน 60 : 40 ทั้งๆ ที่ตลาดแรงงานที่จะรองรับนักศึกษาสายสามัญต่อสายวิชาชีพมีอัตราส่วน 40 : 60 นั่นหมายความว่า นักศึกษาที่จบ ปวช. ปวส. จะได้งานทำหมดทุกคน และยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด แต่นักศึกษาที่จบปริญญาตรีประมาณ 1 ใน 3 คนจะ “ตกงาน” ดังนั้นถ้าจบอาชีวะก่อน...แล้วทำงานไป...เรียนปริญญาตรีไป เมื่อจบปริญญาตรีแล้วก็จะมีโอกาสสูงที่จะได้เงินเดือน 1.5 หมื่นบาท...หรือสูงกว่านั้น

3.ยุทธศาสตร์ภาษา...ในหลักสูตรสายศิลป์

อาจกล่าวได้ว่าบัณฑิตสายศิลป์และสังคมมีจำนวนมากที่ว่างงาน ดังนั้นถ้าจะเพิ่มโอกาสในการมีงานทำ จึงควรมีการเพิ่มการเรียนภาษาที่เป็นภาษายุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีนกลาง ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเยอรมัน ภาษารัสเซีย เป็นต้น ภาษาเหล่านี้มีความสำคัญมากสำหรับภาคธุรกิจและการท่องเที่ยว สังเกตได้จากตัวเลขที่ได้จาก บริษัท ท่าอากาศยานไทย พบว่าในปี 2554 นี้จะมีผู้โดยสารสูงถึง 65 ล้านคนที่มาใช้สนามบินทั่วประเทศ และจะทำลายสถิติตลอดกาลอีกด้วย

นอกจากนั้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็ได้กำหนดเป้าหมายนักท่องเที่ยวสูงถึง 15.5 ล้านคน ซึ่งจะนำเงินเข้าประเทศราว 6 แสนล้านบาท ด้วยตัวเลขดังกล่าวรัฐบาลจึงควรรีบวาง “ยุทธศาสตร์ภาษา” เพื่อรองรับความต้องการอย่างมหาศาลที่รออยู่ในขณะนี้

4.การพัฒนาบัณฑิตให้ทำงานเป็น...ด้วยหลักสูตรภาคสนาม

ในประเทศออสเตรเลียมีการจัดทำโครงการที่เรียกว่า Technical and Further Education (TAFE) ซึ่งเป็นหลักสูตรสำหรับนักศึกษาต่างชาติ โดยเน้นไปที่การเรียนและพัฒนาภาษาอังกฤษให้แข็งแรงเสียก่อน จากนั้นจึงต่อยอดไปสู่การเรียนทางด้านเทคนิคในสาขาต่างๆ และเข้าสู่การฝึกงานหรือการทำงานจริงในภาคสนาม หลักสูตร TAFE จะกินเวลาตั้งแต่ 23 สัปดาห์ จนถึง 1 ปี โดยมีโรงเรียน โรงเรียนอาชีวะ และมหาวิทยาลัยเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก (http://www.tafeaustralia.org) TAFE เป็นหนึ่งในโครงการที่เน้นการเตรียมตัวนักศึกษาเพื่อพร้อมที่จะออกไปทำงานในโลกแห่งความเป็นจริง

ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องริเริ่มโครงการในลักษณะนี้ที่ทำให้บัณฑิตหลังจากที่จบปริญญาตรีแล้วสามารถต่อยอดความรู้ได้ และทำให้ตนเองมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นจนอยู่ในระดับที่สมควรจะรับเงินเดือน 1.5 หมื่นบาทตามที่ตั้งเป้าไว้

5.การปรับโครงสร้างการรับนักศึกษาและการให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา

ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยการพัฒนาแรงงาน เคยให้มุมมองเกี่ยวกับการว่างงานไว้ว่า “การว่างงานที่มีปัญหามากที่สุด คือ ผู้เรียนจบระดับปริญญาตรี ที่เห็นชัดเจนคือ แม้เศรษฐกิจจะโตขึ้นกว่า 7% ในปี 2553 แต่การว่างงานในระดับปริญญาตรีกลับไม่ลดลง แต่มีเพิ่มขึ้น โดยในปี 2551 ระดับปริญญาตรีมีผู้ว่างงาน 8.2 หมื่นคน และเพิ่มขึ้นเป็น 104,000 คน ในปี 2553”

ในปัจจุบันบัณฑิตจบใหม่ที่ยังหางานทำไม่ได้นั้น เป็นเพราะจบมาในสายวิชาที่ตลาดไม่ต้องการ ซึ่งมักจะเป็นสายศิลป์และสังคม ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องแก้ที่ต้นตอ คือ การจัดสรรโควตาการรับนักศึกษาในแต่ละคณะและภาควิชาให้ตรงกับความต้องการของตลาดให้มากที่สุด

นอกจากนั้น กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ก็ควรจะให้เงินกู้ยืมในสัดส่วนที่สอดคล้องกับตลาดด้วย เช่น สายวิทย์ก็จัดให้มีจำนวนเงินที่จะให้กู้ยืมสูงกว่าสายศิลป์ เป็นต้น ซึ่งอาจทำให้หลายคนมีความรู้สึกว่าเป็นการกระทำที่ลำเอียง แต่ในสภาพความเป็นจริง หากบัณฑิตเหล่านี้ได้เรียนในสายวิชาที่ตนไม่ชอบ... แต่มีงานทำ ก็น่าจะดีกว่าเรียนมาในสายที่ตนชอบ...แต่หางานทำไม่ได้

ในขณะนี้มีหลายองค์กรที่แสดงความเป็นห่วงในลักษณะที่ว่าการเพิ่มเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท จะทำให้บริษัทรายเล็กรายใหญ่อาจต้องถึงกับปิดกิจการ

อย่างไรก็ตาม ถ้าเราช่วยกันตั้ง “ปริญญาตรีหมื่นห้า” ให้เป็นเป้าหมายหนึ่งในการพัฒนาประเทศ และการยกระดับความรู้ความสามารถของบัณฑิตปริญญาตรีในบ้านเรา เราก็อาจจะได้คนเก่งๆ อีกเป็นจำนวนมากเข้ามาช่วยงานตามเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น

ทำให้นึกถึงนักเขียนชาวอเมริกันที่ชื่อ Upton Sinclair ที่เคยกล่าวไว้ว่า “It is difficult to get a man to understand something when his salary depends upon his not understanding it.” แปลตามความได้ว่า “เป็นการยาก...ที่เราจะได้คนที่จะเข้าใจอะไรง่ายๆ ในเมื่อเงินเดือนของเขาอยู่ในระดับที่...เข้าใจอะไรยาก”

ดังนั้น การขึ้นเงินเดือนอาจเป็นการกระตุ้นให้บัณฑิตเหล่านี้ต้องขยัน...ตั้งใจ...และอุทิศตนเพื่องานอย่างเต็มความสามารถ แต่สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น...ถ้าพวกเราไม่เริ่มต้นช่วยเหลือกัน...ให้มันเกิดขึ้น  

 

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว