posttoday
ลดคุ้มครองเงินฝาก ลากแบงก์เปลี่ยนพฤติกรรม

ลดคุ้มครองเงินฝาก ลากแบงก์เปลี่ยนพฤติกรรม

11 สิงหาคม 2554

11ส.ค.นี้ กฎหมายคุ้มครองเงินฝากจะมีผลบังคับใช้ แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะยังไม่ค่อยรับรู้

11ส.ค.นี้ กฎหมายคุ้มครองเงินฝากจะมีผลบังคับใช้ แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะยังไม่ค่อยรับรู้

โดย...ทีมข่าวการเงิน

11ส.ค.นี้ กฎหมายคุ้มครองเงินฝากจะมีผลบังคับใช้ แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะยังไม่ค่อยรับรู้ แต่บรรดานักธุรกิจ เจ้าของกิจการ รวมถึงธนาคารพาณิชย์ ต่างขยับปรับตัวกันเป็นการภายในยกใหญ่

เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้จะทำการปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากของประชาชน นิติบุคคล สหกรณ์ มูลนิธิต่างๆ ลงเหลือเพียง 50 ล้านบาทต่อบัญชีต่อสถาบันการเงิน

ไม่ต้องใช้จินตนาการมากก็พอมองออกถึงความโกลาหลในกระบวนการจัดการ การเจรจาต่อรองของระบบธนาคารกับบรรดานิติบุคคล เจ้าของกิจการ รวมถึงบรรดาเศรษฐีเงินล้านเพื่อดึงเงินฝากไว้ไม่ให้ขยับ

เพราะถ้าเงินฝากระดับร้อยล้านบาท พันล้านบาทขยับปรับเปลี่ยนไม่ต้องมากเอาแค่ธนาคารละ 10-20 ราย การบริหารจัดการด้านสภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ยุ่งและสั่นสะเทือนแน่

ถึงแม้บรรดานายธนาคาร ผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย และข้าราชการกระทรวงการคลัง ต่างออกมาการันตีว่า การบังคับใช้ของกฎหมายคุ้มครองเงินฝากไม่มีผลกระทบต่อการโยกย้ายเงินในระบบธนาคาร

แต่ในความเป็นจริงแล้วกลุ่มผู้ฝากเงินต่างตื่นตัวกับความเสี่ยงต่อการสูญเงินที่เคยนอนนิ่งอยู่ในธนาคารอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะในกลุ่ม “เศรษฐีเงินฝาก” ทั้งหลาย ทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาหรือสถาบันและองค์กรนิติบุคคล เจ้าของเงินต่างไม่อาจนอนตีพุงรอรับดอกเบี้ยที่ลดลงเหมือนเดิมได้อีกต่อไป

ทุกคนต่างหวาดผวาว่า หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น กรณีแบงก์ล้มขึ้นมาไม่ว่าผู้ฝากจะมีเงินถุงเงินถังขนาดไหนก็จะได้เงินคืนเพียงสูงสุดไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อธนาคารต่อบัญชีเท่านั้น

ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นย่อมเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ของบรรดาผู้มีอันจะกิน

สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ไปคือ “การโยกย้าย การแตกบัญชี การเล่นราคาในเงินฝากครั้งใหญ่” จะเกิดขึ้นอีกหลายระลอกในปีนี้

เพราะคงไม่มีใครเลือกแช่เงินของตัวเองเอาไว้บนความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจที่มีปัจจัยเสี่ยงทั้งจากในและต่างประเทศในขณะนี้

เพราะบทเรียนจากวิกฤตทุกครั้งที่ผ่านมาแสดงให้เห็นแล้วว่า หายนะไม่เคยส่งสัญญาณให้ใครรู้ตัวล่วงหน้านัก

นอกจากนี้ หากศึกษาจากอดีตที่ผ่านมาจะพบว่าสัญญาณการก่อตัวของวิกฤตการเงินมักจะเริ่มเห็นได้จากภาวะเงินทุนไหลเข้า หุ้นขึ้น การมีนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ออกมาในระบบ การระดมเงินฝาก ตั๋วบี/อี กันจำนวนมาก การเฟื่องฟูของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเงินเฟ้อที่ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว

บทเรียนอันเจ็บปวดเหล่านั้น ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณเหล่านี้มากันแบบครบถ้วน เพียงแต่ยังไม่มีใครคาดเดาได้ว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยขึ้นอีกเมื่อใดเท่านั้น

ดังนั้น ปรากฏการณ์แรกที่จะเริ่มเห็นจากการปรับลดวงเงินคุ้มครองเหลือ 50 ล้านบาทต่อบัญชีต่อธนาคารในระยะที่ผ่านมา คือ การแห่ขนเงินก้อนโตเข้าไปนอนกอดแบบอุ่นใจอยู่ในธนาคารของภาครัฐ ที่ยังได้รับการคุ้มครองจากรัฐบาลแบบครบทุกบาททุกสตางค์อยู่ แม้ว่าผลตอบแทนจะไม่สวยหรูนัก แต่ก็ไม่ถึงขั้นขี้ริ้วขี้เหร่จนเกินไป

ลดคุ้มครองเงินฝาก ลากแบงก์เปลี่ยนพฤติกรรม

แห่โยกย้ายกันไปจนธนาคารขนาดใหญ่ยันธนาคารขนาดเล็กหลายแห่งต้องออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เป็นดอกเบี้ยออมทรัพย์ช่วงสั้นๆ 45 วัน 50 วัน 75 วัน 120 วัน ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าปกติตั้งแต่ 0.50-1.25%

แม้นี่คือผลิตภัณฑ์ทางเลือก แต่เป้าหมายหลักแล้วคือตรึงและขึงเงินฝากของลูกค้าไว้ ไม่เช่นนั้นคงไม่เกิดปรากฏการณ์ใช้ผลิตภัณฑ์เงินฝากดอกเบี้ยสูงออกมาขย่มแข่งกันไม่เว้นแต่ละวัน

นอกจากนี้ ยังมีการทยอยออกตั๋วเงิน (บี/อี) ระยะสั้นดอกเบี้ยสูงออกมาสู้กันสนั่นเมือง จนอัตราการเติบโตของตั๋วบี/อี ในระยะ 3 เดือนที่ผ่านมามีอัตราการขยายตัวจากปีก่อนแบบก้าวกระโดด

ขณะเดียวกันนั้นในทางลึกของการดำเนินธุรกิจนั้น สมาคมธนาคารไทยต่างพยายามกดดันและปรามการทำงานของสถาบันคุ้มครองเงินฝากที่ทำหน้าที่สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนอย่างหนัก

เพราะนายธนาคารต่างกลัวการตื่นตระหนกของประชาชนจนทำให้ระบบธนาคาร “รัน”

นี่คือปฏิกิริยาลูกโซ่ที่สะท้อนให้เห็นร่องรอยว่า ธนาคารพาณิชย์เริ่มสูญเสียฐานเงินฝาก จึงมีการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อใช้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเพื่อรักษาฐานลูกค้า

ธนาคารขนาดใหญ่ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้ากลับมีความน่าเชื่อถือ อาจได้รับผลกระทบไม่มากนัก แต่เชื่อได้ว่าต่างต้องมีการเดินเกมใต้โต๊ะ ด้วยการเสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษที่สูงกว่าลูกค้าเงินฝากปกติ เพื่อรักษาสภาพคล่องของธนาคารเอาไว้

บางรายมีการนำรูปแบบของการจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่มตามวงเงิน

ขณะที่กลุ่มธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็กอาจต้องหนักอกหนักใจกว่ามาก เนื่องจากการมีต้นทุนด้านความน่าเชื่อถือต่ำกว่าธนาคารขนาดใหญ่ ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายที่สูงกว่าปกติ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า การลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากลงมาอาจส่งผลให้ดอกเบี้ยเงินฝากประจำในระยะเวลาที่เท่ากันระหว่างธนาคารขนาดเล็กกับขนาดใหญ่จะมีส่วนต่างของดอกเบี้ยกันถึง 1% ในระยะอันใกล้นี้ และจะยิ่งห่างขึ้นไปอีก ตามระยะเวลาการฝาก

ธนาคารพาณิชย์ขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าเงินฝากขนาดใหญ่เป็นฐานลูกค้าหลัก ต่างรับรู้ถึงข้อเสียเปรียบนี้ดี จึงเริ่มปรับเปลี่ยนกลยุทธ์หันมาล่าเงินฝากผ่านผลิตภัณฑ์ทางเลือกประเภทอื่นๆ เช่น ตราสารอย่างตั๋วแลกเงิน กองทุนรวมและการเร่งขยายฐานลูกค้าลงมายังกลุ่มล่างมากขึ้น เพื่อบรรเทาผลกระทบและเพิ่มความหลากหลายและผลตอบแทนจากการลงทุนให้กับลูกค้ามากขึ้น

ถึงแม้ว่าสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) จะออกมาป่าวร้องว่า ผู้ฝากเงินในระบบที่จะได้รับผลกระทบจาก พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝากนั้นมีสัดส่วนอยู่เพียง 1.5% ของผู้ฝากเงินในระบบ แต่หากลองพิจารณาดูไส้ในของเงินฝากแล้ว จะพบว่าคนกลุ่มน้อยกลุ่มนี้เป็นเจ้าของเงินฝากในระบบถึง 70%

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ธนาคารพาณิชย์ต่างให้ความสำคัญกับลูกค้าวีไอพีกลุ่มนี้เป็นพิเศษก่อน

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ปัจจุบันสัดส่วนของผู้ที่มีเงินฝากมากกว่า 50 ล้านบาทต่อบัญชีในระบบมีอยู่ราว 0.01% หรือประมาณ 7,600 บัญชี จากจำนวนบัญชีเงินฝากทั้งระบบราว 80 ล้านบัญชี

แต่ปริมาณเงินฝากที่อยู่ในมือของคนกลุ่มนี้นั้นมีมากถึง 1.34 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 20% ของจำนวนเงินฝากทั้งระบบที่มีอยู่ร่วม 7 ล้านล้านบาท

ขนาด ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ก็ยอมรับว่า การลดการคุ้มครองเงินฝากของสถาบันคุ้มครองเงินฝากในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์มีปัญหา จากเดิมที่เคยจ่ายคืนหรือรับคุ้มครองเต็มจำนวน แต่จะลดการคุ้มครองเงินฝากลงมาเหลือ 50 ล้านบาทต่อบัญชี และปีหน้าลดเหลือเพียง 1 ล้านบาทต่อบัญชีนั้น ในภาพรวมยังไม่มีปัญหา

แต่ยอมรับว่า เริ่มมีประชาชนผู้ฝากเงินโยกเงินฝากในระบบธนาคารพาณิชย์บ้างแล้ว แต่เป็นการโยกจากบัญชีเงินฝากมาลงทุนในตั๋วเงินฝากหรือบี/อี ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

ทว่า ธปท.ก็ต้องไม่ประมาท เพราะปรากฏการณ์อพยพโยกย้ายเงิน และการออกมาตรการมารับมือการโยกย้ายเงินของระบบธนาคารใน พ.ศ.นี้ จึงเป็นเสมือนการซ้อมรบก่อนเจอศึกใหญ่

เนื่องเพราะหากถึงวันที่ 11 ส.ค. 2555 บรรดาคนที่มีเงินฝาก 1 ล้านบาทต่อบัญชีต่อธนาคาร จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงของการดูแลรับฝากเงินและการคุ้มครองโดยรัฐตามกฎหมาย

มรสุมลูกนี้ต่างหากที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของประชาชนผู้ฝากเงินครั้งใหญ่ในประเทศ

เพราะหากนับรวมจำนวนผู้ที่มีเงินฝากในบัญชีมากกว่า 1 ล้านบาท จะพบว่ามีอยู่ทั้งสิ้นราว 9 แสน-1 ล้านบัญชี คิดเป็นวงเงินรวม 4.62 ล้านล้านบาท หรือราว 50% ของเงินฝากรวมทั้งระบบ

หากเงินฝากจากลูกค้ากลุ่มนี้มีการขยับปรับเปลี่ยนไป ก็จะเป็นปัญหาใหญ่ของธนาคารพาณิชย์ในการจัดการ

ในทางกลับกันนั้น ในวิกฤตก็มีโอกาสเกิดขึ้น เพราะเมื่อมีการลดการคุ้มครองเงินฝากก็เป็นการสร้างอำนาจต่อรองให้กับลูกค้าผู้ฝากเงินด้วย

เชื่อขนมกินได้ตั้งแต่ตอนนี้เลยว่า ลูกค้าเงินฝากกลุ่มนี้จะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นตามไปด้วย

เพราะธนาคารพาณิชย์คงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากตามงอนง้อลูกค้าด้วยการมอบผลตอบแทนอันสูงลิบลิ่วกว่าปกติให้กับคหบดีทั้งหลาย

ปัญหา “ดอกเบี้ยไม่เต็มบาท” ที่บรรดาข้าราชการเกษียณ หรือบรรดาประชาชน มนุษย์เงินเดือนเราๆ ท่านๆ ทนแบกรับมาเป็นเวลาเกือบ 4 ปี จนหลายคนชาชินจะค่อยๆ ถูกขจัดทิ้งไปในไม่ช้า แต่ต้องรอเวลาให้ธนาคารจ่ายดอกเบี้ยสูงเพื่อดูแลลูกค้าขาใหญ่ก่อน

 

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย