
แนวโน้มเด็กไทยผอม-เตี้ย-ไอคิวต่ำ
เครือข่ายนักวิชาการด้านโภชนาการ เผย เด็กไทยมีแนวโน้ม ผอม-เตี้ย-ไอคิวต่ำ-เสี่ยงโรคเรื้อรัง เหตุขาดสารอาหาร
เครือข่ายนักวิชาการด้านโภชนาการ เผย เด็กไทยมีแนวโน้ม ผอม-เตี้ย-ไอคิวต่ำ-เสี่ยงโรคเรื้อรัง เหตุขาดสารอาหาร
นายสง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ เปิดเผยว่า รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาบริหารประเทศ ยังไม่ได้กล่าวถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและโภชนาการสำหรับเด็ก ซึ่งปัญหาขณะเด็กไทยเผชิญภาวะขาดสารอาหาร ทำให้เด็กผอม เตี้ย สติปัญญาต่ำ ขณะที่เด็กในเขตเมืองมีภาวะโภชนาการเกินที่ทำให้เด็กอ้วนและเกิดโรคเรื้อรัง สาเหตุสำคัญมาจากการได้รับอาหารไม่เพียงพอ รวมถึงเด็กที่พอมีฐานะจะทานขนมกรุบกรอบที่มีส่วนประกอบของไขมัน น้ำตาล และโซเดียมสูงเป็นประจำ
ผลการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อปี 2549 พบเด็กนักเรียนได้รับอาหารกลางวันของโรงเรียนเกือบ 100% แบ่งเป็น เด็กที่มีภาวะทุพโภชนาการได้รับอาหารกลางวัน 90% และเด็กที่มีภาวะโภชนาการปกติได้รับอาหารกลางวัน 62% ดังนั้น หากรัฐบาลยังละเลยปัญหานี้ไม่ให้ความสำคัญกับคุณภาพอาหารกลางวัน จะส่งผลให้เด็กไทยที่มีภาวะทุพโภชนาการรุนแรงมากยิ่งขึ้น และมีผลต่อการพัฒนาคุณภาพทรัพยากรบุคคลของประเทศ
นายสง่า กล่าวว่า เครือข่ายจึงเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 ข้อ คือ 1.ผลักดันให้เกิดกฎหมายควบคุมตลาดอาหารทดแทนนมแม่ (นมผง)ในชื่อ “พ.ร.บ.ควบคุมการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็ก” 2.ผลักดันให้ออกกฎหมายควบคุมการตลาดอาหารในสถาบันการศึกษา เพื่อจำกัดการจำหน่ายขนมและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลในโรงเรียน 3.ผลักดันให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชใหม่ ตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย 2551
4.การแก้ไขเนื้อหาใน พ.ร.บ.กองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา พ.ศ.2535 โดยจะต้องปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการกองทุน และแก้ไขกฎระเบียบการนำเงินกองทุนฯ มาสนับสนุนให้เด็กไทยทุกคนได้รับอาหารกลางวันที่เพียงพอและมีคุณภาพ ที่สำคัญจะต้องทบทวนมติ ครม.วันที่ 13 พ.ค.2552 เพื่อเพิ่มงบค่าอาหารกลางวันจากเดิมคนละ 13 บาทต่อวัน เป็น 15 บาทต่อวัน
ด้าน พญ.ยุพยง แห่งเชาวนิช เลขาธิการมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เด็กไทยได้รับนมแม่ในระดับต่ำสุดในเอเชีย อัตราทารกที่ได้รับนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนมีเพียงร้อยละ 5.4 ทำให้เด็กไทยมีความเสี่ยงต่อความเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น 3-5 เท่า มีผลต่อการเสริมสร้างพัฒนาการและสติปัญญาของเด็ก กระทบต่อค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือนที่จะมีมากขึ้น จากการเจ็บป่วยของลูก จึงควรมี พ.ร.บ.ควบคุมการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็ก
ดร.ทิพวรรณ ประภามณฑล สถาบันวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) กล่าวว่า เมื่อปี 2550 สถาบันฯ ได้สำรวจปริมาณสารเคมีจากการเกษตรในเลือดทารก จากสายรกของแม่ที่มาคลอดในโรงพยาบาลฝาง จ.เชียงใหม่ จำนวน 49 ราย โดยพบว่ามีความสัมพันธ์แบบผกผันกับระดับฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาสติปัญญา







