posttoday
โอบามาสมัย 2 ส่อวืด สังเวยเศรษฐกิจดิ่งเหว-เครดิตฮวบ

โอบามาสมัย 2 ส่อวืด สังเวยเศรษฐกิจดิ่งเหว-เครดิตฮวบ

09 สิงหาคม 2554

นับเป็นโจทย์ปัญหามหาโหดอย่างยิ่งสำหรับประธานาธิบดีผิวสีคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐอย่าง บารัก โอบามา

นับเป็นโจทย์ปัญหามหาโหดอย่างยิ่งสำหรับประธานาธิบดีผิวสีคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐอย่าง บารัก โอบามา

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

นับเป็นโจทย์ปัญหามหาโหดอย่างยิ่งสำหรับประธานาธิบดีผิวสีคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐอย่าง บารัก โอบามา ในการเฟ้นหามาตรการที่จะแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศควบคู่ไปกับภาวะเศรษฐกิจซบเซา

นอกจากนี้ ยิ่งเป็นเรื่องยากขึ้นไปอีกที่ประธานาธิบดีโอบามาจะต้องหาทางออกให้ตอบโจทย์ตรงใจประชาชนชาวอเมริกันให้มากที่สุด หากต้องการหวนกลับคืนสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศอีกหนึ่งสมัยเพราะเหลืออีกเพียง 15 เดือนเท่านั้น ก็จะถึงการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีรอบใหม่ของสหรัฐ

ทั้งนี้ ในสายตาของบรรดาผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ทั้งหลาย ผลงานที่ออกมาในช่วงระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีโอบามา อาจเรียกได้ว่าสอบตกแทบทุกวิชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาเศรษฐกิจที่คะแนนย่ำแย่ถึงขั้นติดลบ

เพราะช่วงปีแรกของการรับตำแหน่ง แทนที่โอบามาจะดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจ กลับทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ไปกับการช่วยเหลือในแนวสวัสดิการสังคม เอาใจชาวบ้านในระดับพื้นฐาน ทั้งประกันสุขภาพ ประกันการว่างงาน ส่งผลให้รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณในด้านนี้มากมายมหาศาลเกินตัว ขณะที่ไม่มีรายรับเพิ่มเติม หรืออาจน้อยลงกว่าเดิม ขณะเดียวกันก็เอาภาษีที่ได้เข้าไปอุ้มกิจการของเอกชนไม่ให้ล้มหมอนนอนเสื่อ

โอบามาสมัย 2 ส่อวืด สังเวยเศรษฐกิจดิ่งเหว-เครดิตฮวบ

ผลที่ได้ ทำให้รัฐบาลจนลง แต่เพื่อให้มีเงินใช้จ่ายต่อไป ก็เลยเลือกที่จะกู้ กู้ แล้วก็กู้ พอรู้ตัวอีกทีปริมาณหนี้ก็มากมายมหาศาลเต็มเพดานที่กำหนด 14.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

แม้ว่าหนี้สาธารณะของสหรัฐจะเป็นปัญหาสั่งสมเรื้อรังมานาน และเพิ่งมาออกฤทธิ์ออกเดชเอาในช่วงที่โอบามาเป็นประธานาธิบดี แต่วิธีการรับมือและจัดการกับปัญหาของโอบามาก็เพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์ให้เห็นชัดว่า โอบามาเป็นผู้นำที่ไม่ค่อยประสีประสาหรือมีวิสัยทัศน์กว้างไกลในเรื่องเศรษฐกิจการเงินเท่าไรนัก

ข้อพิสูจน์ที่เห็นได้ชัดก็คือข้อตกลงเพิ่มเพดานหนี้กับพรรครีพับลิกัน ซึ่งครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ที่แม้จะสามารถตกลงเพิ่มเพดานหนี้ต่อลมหายใจของประเทศได้อย่างฉิวเฉียด แต่รายละเอียดของข้อตกลงกลับไม่สามารถตอบปัญหาการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐได้

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น การที่โอบามายอมที่จะลดการขาดดุลงบประมาณด้วยการหั่นลดค่าใช้จ่ายของรัฐตามที่พรรครีพับลิกันเรียกร้อง ยิ่งถือเป็นหายนะสำหรับประธานาธิบดีโอบามาเอง เพราะไม่เพียงแต่จะไม่แก้ไขปัญหาหนี้แล้ว อาจยังส่งผลร้ายต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศให้เข้าสู่ภาวะถดถอยในระยะยาว

สถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐในปัจจุบันอยู่ในขั้นซบเซาอย่างหนัก ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2551 เห็นได้จากตัวเลขของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ชะลอตัวลงจนน่าใจหาย ขณะที่อัตราการว่างงานก็ยังคงสูงอยู่ที่ระดับ 9% และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็อยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบ 2 ปี

ดังนั้น ในภาวะเช่นนี้ สิ่งที่สหรัฐต้องการไม่ใช่การลดค่าใช้จ่าย แต่เป็นการกระตุ้นให้มีการใช้จ่าย การบริโภคภายในประเทศ เพื่อให้เกิดบรรยากาศการลงทุน และทำให้เศรษฐกิจกลับมาคึกคักอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงการเพิ่มเพดานหนี้ของโอบามายังไม่ร้ายแรงเท่ากับคมดาบที่ฟาดฟันมาในระลอกที่สองจากสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) หนึ่งในบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกที่ประกาศหั่นอันดับเครดิตของสหรัฐจากระดับสูงสุด AAA ลงมาอยู่ที่ Aa+

ทั้งนี้ ก่อนหน้าการประกาศลดอันดับเครดิตสหรัฐของเอสแอนด์พี เหล่านักวิเคราะห์จากหลายสำนักต่างเห็นว่าประธานาธิบดีโอบามายังคงมีโอกาสและเวลาเพียงพอที่จะเรียกคะแนนนิยมที่หายไปจากแผนการเพิ่มเพดานหนี้ให้กลับคืนมาได้ โดยเดินหน้าทุ่มเทนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเต็มที่ ทั้งการขยายเวลาลดหย่อนภาษี และผลักดันข้อตกลงทางการค้ากับปานามา โคลัมเบีย และเกาหลีใต้

ขณะที่ผลสำรวจของรอยเตอร์สและอิปซอสส์เมื่อปลายเดือน ก.ค. ก็ช่วยสร้างความหวังให้กับประธานาธิบดีโอบามาและพรรคเดโมแครตไม่น้อย เนื่องจากคนอเมริกัน 31% มองว่าที่สหรัฐไม่สามารถแก้ไขปัญหาเพดานหนี้ได้เป็นความผิดของฝ่ายรีพับลิกัน และมีเพียง 21% เท่านั้นที่เห็นว่าเป็นความผิดของโอบามา

นอกจากนี้ แม้จะมีอีกส่วนหนึ่งไม่พอใจที่โอบามายอมให้รีพับลิกันทุกอย่างตามที่ร้องขอจนคะแนนนิยมลดต่ำลงสุดเหลือเพียง 42% จากการสำรวจของแกลลัป โพล แต่ไพ่ตายในมือของประธานาธิบดีโอบามา อย่างการขึ้นภาษีคนรวย เพื่อเพิ่มเงินรายได้ให้รัฐบาล ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้โอบามาอาจจะพลิกกลับมาเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอีกหนึ่งสมัย

ทว่า โอกาสและความหวังทั้งหมดของโอบามากลับมีอันต้องริบหรี่ เพราะผลการตัดสินใจของเอสแอนด์พีไม่เพียงแต่ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐและทั่วโลกร่วงลงแดงทั้งกระดานเท่านั้น แต่ยังทำให้ชื่อของ บารัก โอบามา ถูกจารึกในประวัติศาสตร์ว่าเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ทำให้สหรัฐโดนลดอันดับเครดิตครั้งแรกในรอบ 94 ปี

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ใบประกาศเกียรติคุณดังกล่าวเป็นความรู้สึกที่หวานอมขมกลืนเพียงใดสำหรับประธานาธิบดีโอบามา ขณะเดียวกันก็ส่งผลกระเทือนถึงความรู้สึกของสาธารณชนเป็นอันมาก พิสูจน์ได้จากจำนวนประชาชนที่มองเศรษฐกิจของสหรัฐในภาพลบเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ คาร์ลิน บาวแมน นักวิเคราะห์จากสถาบันอเมริกัน เอนเตอร์ไพรซ์ กล่าวว่า จากผลสำรวจล่าสุดของสถาบัน ชาวอเมริกัน 2 ใน 3 รับไม่ได้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่ยอมรับแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจของโอบามา

ด้านโพลของมหาวิทยาลัยควินนิเพียคล่าสุดที่สำรวจในรัฐฟลอริดา หนึ่งในสนามเลือกตั้งหลักของประเทศ เปิดเผยว่า 61% ของประชาชนเห็นว่า โอบามาไม่สมควรที่จะกลับลงสนามเลือกตั้งอีกครั้ง

ขณะที่คะแนนนิยมของประชาชนในรัฐอินเดียนา นอร์ทแคโรไลนา และโอไฮโอ ซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรครีพับลิกัน แต่เทคะแนนให้กับโอบามาเมื่อการเลือกตั้งเมื่อปี 2551 ก็ลดต่ำลงด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานการณ์ที่พลิกผันจะสร้างความหวังให้กับคู่แข่งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันอย่าง มิตต์ รอมนีย์ แต่ระยะเวลาหนึ่งปีกว่านับจากนี้ อะไรๆ ก็ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ

เพราะเมื่อพลิกผลการสำรวจดูอย่างถี่ถ้วน คะแนนความนิยมในตัวประธานาธิบดีโอบามายังถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่ขี้เหร่เท่าไรนัก เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังชื่นชมและนับถือในความพยายามของโอบามาที่จะทำให้ปัญหาทุกอย่างมีความคืบหน้า

นอกจากนี้ ประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐก็เคยพิสูจน์มาให้เห็นแล้วรอบหนึ่งว่า แม้ชาวอเมริกันจะไม่ชอบขี้หน้าผู้นำ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เลือกคนคนนั้นให้กลับขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกรอบ

ตัวอย่างที่ว่าก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช จากพรรครีพับลิกันที่ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีอีกครั้งในการเลือกตั้งเมื่อปี 2547 แม้จะต้องเผชิญกับปัญหาสงครามอิรัก และปัญหาเศรษฐกิจไปพร้อมๆกัน

คาเรน ฟินเนย์ นักวิเคราะห์กลยุทธ์ประชาธิปไตย ให้เหตุผลว่า สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะในช่วงวิกฤตประชาชนส่วนใหญ่เลือกที่จะลงคะแนนให้กับบุคคลที่ตนเองรู้จักนิสัยใจคอเป็นอย่างดี มากกว่าที่จะเสี่ยงเลือกคนใหม่ที่ไม่รู้จักเข้ามารับผิดชอบบริหารประเทศ

สุดท้าย ไม่ว่าท้ายสุดผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจะเป็นโอบามา หรือ รอมนีย์ สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศในช่วงเวลานับถอยหลังที่วันเลือกตั้งในเดือน พ.ย. 2556 ย่อมเป็นหนทางที่ยากลำบากสำหรับผู้สมัครทั้งสองคนพอๆ กัน

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก