
รัฐปูพรมสกัดแดงป่วนคดียึดทรัพย์
การเมืองไทยรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีความร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง เพราะใกล้ถึงวันตัดสินคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 26 ก.พ. ทุกขณะ
โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ดาวกระจายตามสถานที่ราชการ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ แต่เรื่องที่ได้รับความสนใจมากที่สุด กลับเป็นเรื่องการแตกคอระหว่างคนเสื้อแดงด้วยกัน ระหว่าง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก กับนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.
หลังจากที่ พล.อ.พัลลภ และ พล.ต.ขัตติยะ ระบุว่า การต่อสู้ของคนเสื้อแดงจะมีการจัดตั้ง
“กองทัพประชาชนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” (กปช.) โดยมี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย เป็นผู้บัญชาการสูงสุด ซึ่งเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นหลังเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณแต่ปรากฏว่าแนวคิดดังกล่าวมีเสียงต่อต้านทำให้นายจตุพรรีบออกมาปฏิเสธว่า เสธ.แดง กับ พล.อ.พัลลภ ไม่เกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดง พร้อมทั้งโจมตีว่า บิ๊กทหารทั้งสองเป็นพวกของปลอม หรือหมาเน่าลอยน้ำ ไม่ใช่ขอนไม้ที่คนเสื้อแดงจะยึดเกาะ หากจะไปเกาะกับคนพวกนี้จะกลายเป็นว่าพาประชาชนผู้บริสุทธิ์มาตายกันฟรีๆ เพราะคนเสื้อแดงจะยึดแนวทางสันติ อหิงสา ส่วนการชุมนุมใหญ่ จะมีการหารืออย่างเป็นทางการอีกครั้งว่าจะเป็นก่อนหรือหลังวันที่ 26 ก.พ.
ขณะที่ พล.อ.พัลลภ ได้ประกาศตัดสายสัมพันธ์กับกลุ่มคนเสื้อแดงทันที พร้อมระบุว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นจะไม่รับผิดชอบและไม่ต้องมาขอความช่วยเหลือเหมือนช่วงเดือนเม.ย. 2552 อีก ขณะที่ พล.ต.ขัตติยะ ยังยืนยันว่าไม่โกรธ แม้จะถูกนายจตุพรออกมาขับไล่โดยเปรียบเป็นของปลอม โดยยืนยันว่าจะต่อสู้กับคนเสื้อแดงต่อไป
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีการวิเคราะห์ต้นตอปัญหามาจากการแย่งชิงการนำระหว่างผู้รับใช้ พ.ต.ท.ทักษิณ หรืออาจจะไม่ใช่
“แดงแตก” แต่เป็นการ “แตกแดง” เพื่อแยกกันตีก็ได้ เพราะล่าสุด พล.อ.ชวลิต ออกมาระบุว่า เรื่องความขัดแย้งที่เกิดขึ้นสามารถเคลียร์ใจกันได้แล้วเพราะงานใหญ่ยังรออยู่จับตาน้ำเลี้ยงเข้าเครือข่ายทักษิณ
ขณะที่ซีกรัฐบาลได้เตรียมความพร้อมในการรับมือการเคลื่อนไหวใหญ่ ในช่วงปลายเดือนนี้เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เผาเมืองซ้ำรอย
“เมษาจลาจล” เหมือนปีที่ผ่านมา โดยนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเตรียมรับมือความเคลื่อนไหวกลุ่มคนเสื้อแดงทั้งก่อนและหลังมีคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ โดยครม.ได้อนุมัติเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ลงไปใน 38 จังหวัดที่คาดว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะเคลื่อนไหวรุนแรง แต่ละจังหวัดจะมีกำลังผสม 35 กองร้อย และจะมีการตั้งด่านกว่า 200 จุดทั่วกทม.และปริมณฑล และคุมเข้มสถานที่สำคัญๆ หลังวันที่ 15 ก.พ.เป็นต้นไปนายปณิธาน ระบุด้วยว่า ขณะนี้หน่วยความมั่นคงได้พบเงินจำนวนมากถูกโอนจากแถบตะวันออก และในประเทศ เข้าบัญชีบุคคลแกนนำระดับสูงของเสื้อแดง โดยรัฐบาลกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด จึงต้องจับตาดูว่ารัฐบาลจะคุมสถานการณ์ม็อบได้หรือไม่
ศาลยกคำร้องวิจารณ์คดียึดทรัพย์ได้
อีกเรื่องช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา นายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นคำร้องให้ศาลมีคำสั่งห้ามบุคคลที่เคยเป็นคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือคตส. ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท เนื่องจากเกรงว่าจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดกับประชาชน แต่ศาลมีคำสั่งให้ยกคำร้อง เพราะเห็นว่าคตส. ให้ข้อมูลข่าวและแสดงความเห็นเป็นไปตามกฎหมาย
ปชป.โล่งอกสภาเลื่อนถกแก้รธน.
ส่วนเรื่องร้อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ได้เรียกประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งร่างคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ที่เสนอให้นำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 กลับมาใช้ และร่างแก้ไขของสส.พรรคร่วมรัฐบาล 102 คน ที่เสนอให้แก้เรื่องระบบเลือกตั้ง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้นำกรอบการเจรจาระหว่างประเทศ 6 ฉบับ มาพิจารณาก่อน จนพรรคประชาธิปัตย์ต้องต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาลจนที่สุดก็มีมติให้เลื่อนพิจารณาญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไปก่อน โดยที่ประชุมมีมติเสียงข้างมาก 278 ต่อ 212 เสียง ให้เลื่อนญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไปก่อน
สำหรับท่าทีของพรรคภูมิใจไทยนั้นเป็นที่ชัดเจนว่า ต้องการสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของคปพร. แต่มีข้อแม้ว่า 1.จะต้องไม่มีการนิรโทษกรรมให้กับนักการเมืองที่ถูกยุบพรรค 2.ต้องตั้งกรรมาธิการศึกษา 180 วัน และ 3.ก่อนพิจารณาวาระ 3 ให้มีการทำประชามติก่อน
สีกากีวุ่นซื้อขายตำแหน่งระบาด
ปิดท้ายที่เรื่องการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการตำรวจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าได้รับการร้องเรียนและมีข้อมูลเรื่องการซื้อขายตำแหน่งดังกล่าวจริง รวมทั้งเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายโดยไม่ชอบในกองบัญชาการตำรวจภูธรภาคต่างๆ โดย พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ ระบุว่า ได้เสนอรายงานมีการซื้อขายตำแหน่งกันจริงในส่วนกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (บช.ภ.2) ซึ่งผิดกฎหมายและผิดกฎตำรวจ ดังนั้นจึงเสนอให้นายกฯ ตั้งกรรมการตรวจสอบการเรียกรับผลประโยชน์ขึ้นมา 1 ชุด โดยมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ร่วมด้วย
พล.ต.อ.วสิษฐ ยอมรับว่า การแต่งตั้งตำรวจบช.ภ.2 มีนักการเมืองท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้องให้แต่งตั้งตามคำขอ ส่วนตำรวจภูธรภาคอื่นจะทยอยส่งรายงานให้นายกฯ ทราบต่อไป







