
ศาลให้เลิกจ้าง7แกนนำรฟท.ก่อม็อบ
ศาลแรงงานกลางให้รฟท.เลิกจ้างสาวิทย์กับพวกพร้อมสั่งจ่ายค่าเสียหาย15ล้านฐานก่อม็อบเมื่อปี52
ศาลแรงงานกลางให้รฟท.เลิกจ้างสาวิทย์กับพวกพร้อมสั่งจ่ายค่าเสียหาย15ล้านฐานก่อม็อบเมื่อปี52
ที่ศาลแรงงานกลาง ถ.พระราม 4 ศาลอ่านคำพิพากษาคดีที่การรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นโจทก์ฟ้องนายภิญโญ เรือนเพชร นายบรรจง บุญเนตร์ นายสาวิทย์ แก้วหวาน นายธารา แสวงธรรม นายเหลี่ยม โมกงาน นายสุพิเชฐ สุวรรณชาตรี และนายอรุณ ดีรักชาติ เป็นจำเลยที่ 1-7 โดยจำเลยที่ 3 เป็นประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย และกรรมการกิจการสัมพันธ์การรถไฟแห่งประเทศไทย ส่วนจำเลยที่ 1-2 และ 4-7 เป็นกรรมการฯ
ตามฟ้องโจทก์สรุปว่า จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในการหาทางปรองดองและระงับข้อขัดแย้งในรัฐวิสาหกิจ และกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของศาลจังหวัดสงขลา ในคดีหมายเลขดำที่ 926/2552 โดยจำเลยทั้งเจ็ดกับพวกร่วมกันยุยง ชักชวนให้พนักงานขับรถและพนักงานช่างเครื่องของโจทก์ทั่วประเทศ รวมทั้งโรงรถจักรหาดใหญ่หยุดการปฏิบัติหน้าที่ขับขบวนรถไฟเพื่อขนส่งผู้โดยสารและสินค้าอันเป็นการบริการของโจทก์ และไม่ยินยอมให้โจทก์นำหัวรถจักรออกใช้งาน โดยอ้างว่าหัวรถจักรของโจทก์ชำรุดไม่ปลอดภัยแก่พนักงานขับรถและพนักงานช่างเครื่องที่จะใช้ลากจูงขบวนรถไฟและบรรทุกสินค้าอันเป็นความเท็จ เป็นเหตุให้พนักงานขับรถและพนักงานช่างเครื่องของโจทก์หลงเชื่อไม่ปฏิบัติหน้าที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่มาใช้บริการและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย
นอกจากนี้ จำเลยทั้งเจ็ดกับพวกยังร่วมกันปราศรัย ณ ที่ทำการสำนักงานใหญ่ ตึกบัญชาการของโจทก์ เพื่อขับไล่และเรียกร้องให้รัฐบาลปลดผู้ว่าการรถไฟฯ อันเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ขัดต่อข้อบังคับของโจทก์ ซึ่งถือเป็นความผิดชัดแจ้ง โจทก์สามารถลงโทษไล่จำเลยทั้งเจ็ดออกโดยไม่ต้องมีการสอบสวน และยังเป็นการทำผิดกฎหมายอาญา โดยให้ไล่ออกจากงานและให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้อง
ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแล้วข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบรับฟังได้ว่า กรณีสืบเนื่องจากขบวนรถด่วนของโจทก์ตกรางที่สถานีเขาเต่า จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2552 สหภาพฯรถไฟฯ โดยกรรมการสหภาพฯ มีความเห็นว่าเหตุที่ขบวนรถด่วนดังกล่าวตกรางเนื่องจากอุปกรณ์ระบบเดดแมน และระบบวิจิแลนซ์ ในหัวรถจักรชำรุดใช้การไม่ได้ จำเลยทั้งเจ็ดจึงร่วมกันรณรงค์เรื่องความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานให้ตรวจสอบอุปกรณ์ดังกล่าวอยู่ในสภาพสมบูรณ์
แต่จากการรณรงค์ดังกล่าวเป็นเหตุให้พนักงานขับรถและพนักงานช่างเครื่องบางคนไม่ยอมนำหัวรถจักรไปนำขบวน ทำให้โจทก์ไม่มีรถไฟออกรับส่งผู้โดยสารและสินค้า ต่อมาศาลจังหวัดสงขลามีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามมิให้สหภาพฯกับพวกขัดขวางมิให้มีการเดินขบวนรถไฟตามปกติ โจทก์จึงสามารถนำหัวรถจักรไปนำขบวนได้ ซึ่งปรากฏว่าแม้หัวรถจักรที่มีอุปกรณ์ดังกล่าวชำรุดเสียหายก็สามารถนำไปทำขบวนได้และไม่เคยเกิดอุบัติเหตุตามที่จำเลยทั้งเจ็ดกล่าวอ้าง
ดังนั้น การที่จำเลยทั้งเจ็ดรณรงค์เรื่องความปลอดภัยของพนักงานขับรถและช่างเครื่องจนเป็นเหตุให้พนักงานของโจทก์บางคนหยุดปฏิบัติหน้าที่นำรถไฟออกให้บริการประชาชนโดยเฉพาะการเดินรถในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นการยุยงชักชวนให้พนักงานขับรถและช่างเครื่องและพนักงานอื่นของโจทก์หยุดการปฏิบัติหน้าที่ เป็นการจงใจทำให้โจทก์ผู้เป็นนายจ้างได้รับความเสียหายและเป็นการละทิ้งหน้าที่ในขณะที่กำลังปฏิบัติอยู่
พิพากษาว่าอนุญาตให้โจทก์เลิกจ้างจำเลยทั้งเจ็ดได้และให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 15 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น







