
นโยบายเพิ่มเงินในกระเป๋าดูเร้าใจ..แต่สุ่มเสี่ยง
หากพิเคราะห์ถึงแนวทางนโยบายของพรรคเพื่อไทย รัฐบาลใหม่กว่า 90%
หากพิเคราะห์ถึงแนวทางนโยบายของพรรคเพื่อไทย รัฐบาลใหม่กว่า 90%
โดย...ทีมข่าวการเงิน
หากพิเคราะห์ถึงแนวทางนโยบายของพรรคเพื่อไทย รัฐบาลใหม่กว่า 90% จะเน้นหนักไปในเรื่องการเพิ่มเงินในกระเป๋าคน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างกำลังซื้อในประเทศขึ้นมา
เหมือนทฤษฎี 2 สูง ของ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ นั่นคือเน้นรายได้สูง และราคาสินค้าจะต้องสูงด้วย
นโยบายแบบนี้ กำลังถูกจับตาจากบรรดานักเศรษฐกิจว่าจะสร้างความเสี่ยงที่สูงขึ้นให้กับเศรษฐกิจโดยรวมจากการกระตุ้นกำลังซื้อที่มากเกินไปหรือไม่
เนื่องเพราะถ้ารัฐโหมกระหน่ำเพิ่มเงินในกระเป๋าของคนในทุกมิติ กำลังการผลิตในประเทศก็ต้องขยายตัวขึ้นตามกำลังซื้อ และนั่นหมายถึงว่าราคาสินค้าก็ดีดตัวเพิ่มขึ้นตาม
ถ้าภาครัฐบริหารจัดการไม่ดี ประชาชนมีสิทธิตายหมู่ เพราะต้องเผชิญภาวะราคาสินค้าแพง ค่าครองชีพแพงเอาได้
ถ้าพิจารณาจากต้นคิดทฤษฎี 2 สูง “เจ้าสัวธนินท์” นั้น จะเห็นว่าเขาต้องการเห็นเกษตรกรมีรายได้สูง ซึ่งการจะทำให้เกษตรกรมีรายได้สูงได้นั้น สินค้าเกษตรจะต้องปรับตัวขึ้นมาเพื่อให้รายได้ตกไปถึงมือเกษตรกรในจำนวนที่สูงขึ้น กำลังซื้อในมือของเกษตรกรที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศก็ขยายตัวตาม
แต่สำหรับพรรคเพื่อไทย กลับเลือกที่จะใช้นโยบายรับจำนำข้าวทุกเม็ด โดยใช้งบประมาณเข้าอุดหนุนตันละ 1.5 หมื่นบาท ข้าวหอมมะลิตันละ 2 หมื่นบาท สูงกว่าราคาตลาดในขณะนี้ ซึ่งอาจช่วยให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้นได้ แต่จะถาวรแค่ไหนขึ้นอยู่กับการจัดการ
นโยบายชุดนี้ใช้เงินโถมลงไปในระบบอย่างน้อย 3-5 แสนล้านบาท
ขณะเดียวกันก็เพิ่มเงินใส่ไปโดยตรงในกระเป๋าคนเพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยสูง ด้วยการขึ้นค่าจ้าง 300 บาท และปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เริ่มต้นปริญญาตรีเดือนละ 1.5 หมื่นบาท
ว่ากันว่า จะเติมเงินลงไปในระบบให้ข้าราชการ 2 ล้านคนเศษอีกไม่น้อยกว่า 6.5-7 หมื่นล้านบาท
เช่นเดียวกับนโยบายลดหย่อนภาษี 0% เป็นเวลา 5 ปี เมื่อซื้อบ้านหลังแรก และรถยนต์คันแรก วงเงิน 1 แสนบาท ก็เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดกำลังซื้อหมุนลงสู่ระบบมากขึ้น
นี่ไม่นับการพักหนี้ 3 ปี ให้กับบรรดาประชาชนที่มีวงเงินไม่เกิน 5 แสนบาท ก็เป็นการเพิ่มอำนาจซื้อ เพิ่มเงินในมือของผู้คนแทบทั้งสิ้น
แม้ถึงตอนนี้จะยังไม่รู้ผลว่าสามารถทำได้จริงหรือไม่ แต่นโยบายเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการเพิ่มเงินในกระเป๋าให้กับคนระดับล่าง ผู้ใช้แรงงาน เกษตรกรที่อ่อนแอ เพื่อทำให้เกิดการจับจ่าย เงินหมุนเข้าสู่ระบบมากขึ้น
ถ้าพิเคราะห์กันดีๆ การจะขยายกำลังซื้อในประเทศในยามตลาดโลกเกิดปัญหานั้นถือว่าถูกต้องแล้ว เพราะกำลังซื้อที่เกิดขึ้นจะช่วยลดปัญหาเศรษฐกิจ การผลิต การจ้างงานในประเทศได้
พิมลวรรณ มหัจฉริยวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ชัดว่าหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศคงต้องไปในแนวทางทำให้เกิดกำลังซื้อสูง ทำให้คนมีรายได้สูงขึ้น เพื่อให้เงินหมุนกลับมาใช้จ่ายในประเทศอีกหลายรอบ
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้นจากกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจ ก็ต้องมีการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพที่สูงขึ้นตามค่าจ้างที่ปรับขึ้นด้วย เช่น การจะขายสินค้าเพื่อส่งออก ก็ต้องพัฒนามูลค่าสินค้าให้เพิ่มมากขึ้น อย่างเช่น สหรัฐ สหภาพยุโรป (อียู) และญี่ปุ่น ต่างก็ผลิตสินค้าในรูปแบบให้มีนวัตกรรม พัฒนาศักยภาพการผลิต ทำให้ผู้ขายมีรายได้สูงขึ้น
แต่การจะปรับเพิ่มรายได้ของผู้คน โดยที่ไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างการผลิต ที่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจ จะยิ่งทำให้โครงสร้างเกิดการบิดเบี้ยว
ฉะนั้น การจะปรับเพิ่มรายได้กับการยกระดับความสามารถแรงงานและผู้ประกอบการ จึงควรทำให้เกิดขึ้นพร้อมกัน เพื่อให้เกิดการหมุนกลับมาของรายได้อย่างถาวร
ในทางกลับกัน หากรัฐบาลเน้นปรับเพิ่มค่าจ้าง เพิ่มรายได้ในกระเป๋าของคน เพิ่มเงินเดือนข้าราชการ แต่ไม่ปรับโครงสร้างการผลิต ไม่ปรับการพัฒนาฝีมือแรงงาน หรือยกระดับการทำงาน ก็ไม่ได้ช่วยให้โครงสร้างเศรษฐกิจปรับตัวขึ้นมาได้อย่างถาวร
สำหรับการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น บ้านหลังแรก รถคันแรก นำมาหักลดหย่อนภาษีได้ แม้จะส่งผลให้เศรษฐกิจมีแรงขับเคลื่อน แต่ก็จะเป็นผลในระยะสั้น เพราะเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ และส่วนใหญ่ควรจะนำมาใช้ในช่วงที่เศรษฐกิจเกิดปัญหาชะลอตัว
ครั้นเมื่อเศรษฐกิจอยู่ในช่วงที่ยังขับเคลื่อนได้ รัฐบาลก็ควรดำเนินนโยบายที่พัฒนาศักยภาพการผลิตที่เป็นเรื่องโครงสร้าง ไม่ใช่เน้นแค่เพิ่มรายได้อย่างเดียว เปรียบเหมือนการทำให้ประชาชนเดินได้ด้วยตัวเอง รัฐบาลไม่ควรเข้าอุ้มตลอด เพราะระยะยาวจะส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังของประเทศ
นักเศรษฐศาสตร์ผู้นี้มองว่า แนวนโยบายเศรษฐกิจบางอย่างที่รัฐบาลใหม่กำลังจะทำนั้น ก็ถือเป็นมาตรการในเชิงปฏิรูปด้วย ส่วนหนึ่งคือรัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็เปลี่ยนรูปแบบใหม่ เช่น การจำนำสินค้าเกษตร ก็ทำให้เกิดการใช้บัตรเครดิตขึ้นมาด้วย เป็นการปรับกลุ่มอาชีพที่ไม่เคยเข้าถึงโครงสร้างทางการเงิน ให้มีโอกาสที่ดีขึ้น แต่รัฐบาลจะต้องให้ความรู้กับประชาชนด้วย หากเป็นเพียงการใส่เงิน ทุกอย่างก็จะหยุด ไม่เกิดการหมุนต่อ
แม้กระทั่งมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อรถคันแรก หากจะเป็นประโยชน์จริง รัฐบาลควรเชื่อมโยงให้เกิดประโยชน์กับโครงสร้างของประเทศ เช่น ให้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ที่ซื้อรถประหยัดน้ำมัน เพื่อช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากกว่าในระยะยาว เพราะช่วยลดการใช้พลังงานได้
ประเด็นหนึ่งที่น่าจับตาคือ อุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นตลาดภายในประเทศหลายสาขาก็มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเพิ่มรายได้ของประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่น่าจะเป็นผลกระตุ้นไปสู่ตลาดสินค้าผู้บริโภค
นอกจากนี้ อุตสาห กรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคก่อสร้างน่าจะได้รับผลดีจากโครงการลงทุนที่เป็นโครงการต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของโครงการภาครัฐและเอกชน
กระนั้นผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมไทยคงต้องเผชิญโจทย์ที่ยากลำบากในปีหน้าที่สำคัญ นโยบายของรัฐบาลใหม่บางด้านจะมีผลเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน และการปรับฐานเงินเดือนพนักงานจบการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็น 1.5 หมื่นบาท ซึ่งจะมีผลให้ต้นทุนค่าจ้างพนักงานเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 3035%
นอกเหนือจากประเด็นค่าจ้างแรงงานแล้ว อุตสาหกรรมยังต้องเผชิญต้นทุนในด้านอื่นๆ ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ทั้งต้นทุนวัตถุดิบ ต้นทุนพลังงาน และต้นทุนการเงิน การรับมือและปรับตัวต่อต้นทุนที่จะเพิ่มสูงขึ้นในระยะข้างหน้า จึงเป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมต้องเตรียมวางแผนไว้ล่วงหน้า
แรงกระตุ้นให้เกิดการบริโภคที่มีแนวโน้มเข้มข้นหลังรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ก็จะเป็นตัวดันให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งคาดการณ์กันแล้วว่าในปีหน้าเงินเฟ้ออาจกระโดดถึง 5%
นั่นหมายถึงว่า ดอกเบี้ยที่เป็นต้นทุนของผู้ประกอบการ และชาวบ้านที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ก็ต้องปรับตัวสูงขึ้นเพื่อดับความร้อนแรงของเงินเฟ้อ
เพิ่มรายได้ในทุกมิตินั้นไม่ได้มีแต่ผลดี แต่ผลเสียที่ตามมานั้นก็ทวีความรุนแรงไม่แพ้กัน
ฉะนั้น แม้รัฐบาลจะเน้นการเติมเงินในกระเป๋าเพื่อทำให้รายได้สูงขึ้น ราคาสินค้าเกษตร รวมถึงราคาสินค้าอื่นที่อุปโภคบริโภคก็ต้องปรับตัวสูงขึ้นด้วย
อาหารการกิน ข้าวแกงข้างทาง มอเตอร์ไซค์ รถประจำทาง ราคาสินค้าควบคุม สินค้าอุปโภคบริโภคจะพาเหรดขึ้นราคากันชนิดรั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ เพราะต้นทุนราคาเพิ่มขึ้น
การเน้นอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อเน้นการบริโภคอย่างเดียว จึงรังแต่จะเกิดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ เพราะเป็นการผลักดันค่าครองชีพของคนไทยทั้งระบบให้เพิ่มขึ้น
หากรัฐบาลจัดการไม่ดีแล้วไซร้ ประชาชนผู้บริโภคส่วนใหญ่จะพากันเดือดร้อน กับภาระค่าใช้จ่ายประจำวันที่เพิ่มมากขึ้น
แม้รายรับจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องจ่ายออกไปในระดับราคาที่ปรับเพิ่มอยู่ดี
ปรากฏการณ์ชักหน้าไม่ถึงหลังจะบังเกิดขึ้นแน่นอน







