
ประกันภัยข้าวเหลวทำแสนไร่
คลังกลุ้ม ประกันภัยข้าวล่มไม่เป็นท่า เปิดโครงการเกือบเดือน มาแค่ 1 แสนไร่ ห่างไกลเป้าหมาย 6 ล้านไร่ ยืดเวลา
คลังกลุ้ม ประกันภัยข้าวล่มไม่เป็นท่า เปิดโครงการเกือบเดือน มาแค่ 1 แสนไร่ ห่างไกลเป้าหมาย 6 ล้านไร่ ยืดเวลา
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการรับประกันภัยข้าวที่เริ่มดำเนินการเป็นครั้งแรกมาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2554 ถึงตอนนี้มีชาวนาเข้ามาทำประกันภัยน้อยมาก คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 1 แสนไร่เท่านั้น จากเป้าที่ตั้งไว้คาดว่าจะมีชาวนามาซื้อประกันถึง 6 ล้านไร่
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังต้องเข้าไปดูปัญหาว่าเกิดจากสาเหตุใดและต้องหารือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่เป็นผู้รับผิดชอบขายประกัน ให้ขยายเวลาออกไปอีก 1 เดือน ถึง 31 ส.ค. 2554 เพื่อให้ทำการประชาสัมพันธ์ชักชวนชาวนามาซื้อประกันภัยเพิ่ม ซึ่งถือเป็นโครงการที่ส่งผลดีทั้งกับภาครัฐช่วยประหยัดงบประมาณและเป็นผลดีกับชาวนาได้ค่าชดเชยเพิ่มขึ้นหากข้าวเสียหายจากภัยธรรมชาติ
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ต้องพยายามให้ชาวนามาทำประกันภัยให้ได้ไม่น้อยกว่า 1 ล้านไร่ เพราะไม่เช่นนั้นเชื่อว่าในปีต่อไปบริษัทที่ประกันจะไม่สนใจทำต่อเพราะไม่คุ้มค่าที่จะดำเนินการและเสี่ยงต่อการขาดทุนสูงเพราะชาวนาที่ซื้อประกันส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยธรรมชาติไม่ได้กระจายความเสี่ยงไปทั่วประเทศ
“ตอนนี้เป้าที่ตั้งไว้ 6 ล้านไร่ คงเป็นไปได้ยาก ขอให้ได้ 1 ล้านไร่ก็ถือว่าดีแล้ว โครงการนี้จะได้เดินหน้าต่อไปได้ หากไม่ได้จริงๆ ปีหน้าก็คงต้องคุยกับบริษัทประกันว่ายังสามารถที่จะดำเนินการประกันภัยให้ต่อไปอีกได้ไหม” แหล่งข่าวเปิดเผย
สำหรับการซื้อประกันภัยข้าวครั้งนี้ คิดค่าเบี้ยประกันไร่ละ 130 บาท รัฐบาลออก 70 บาท และเกษตรกรออก 60 บาท โดยการประกันครั้งแรก ธ.ก.ส.จะออกเงินให้ชาวนาไร่ละ 10 บาท ทำให้ชาวนาจ่ายจริงไร่ละ 50 บาทโดยชาวนาจะได้การรับความคุ้มครอง 60 วันแรก 606 บาทต่อไร่ และตั้งแต่ 61 วัน ได้อีก 1,400 บาทต่อไร่ รวมเป็น 2,006 บาทต่อไร่
นอกจากนี้ ชาวนาที่อยู่ในโครงการประกันรายได้และทำประกันภัย จะกู้เงินจากธนาคาร ธ.ก.ส.ได้ลดดอกเบี้ย 1% เป็นเวลา 6 เดือนเพื่อจูงใจให้เกษตรกรมาเข้าโครงการรับประกันภัย
นายประกิต เชวงนิรันดร์ ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า สาเหตุที่ชาวนามาทำประกันภัยข้าวน้อย เพราะโครงการนี้เริ่มช้าไป ควรจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ต้นปี เดือน ม.ค.ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งตอนนี้ชาวนาได้ทำการกู้เงินไปทำการเพาะปลูกเต็มวงเงินหมดแล้ว ทำให้ไม่ได้ลดดอกเบี้ย จึงไม่สนใจที่จะทำประกันภัย







