posttoday
เรื่องอื้อฉาวของกองทุน

เรื่องอื้อฉาวของกองทุน

21 กรกฎาคม 2554

ปิดกันให้แซ่ดในวงการ บลจ. (บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน)

ปิดกันให้แซ่ดในวงการ บลจ. (บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน)

โดย..อรุณ จิรชวาลา 

เรื่องทีมบริหารกองทุนของ บลจ.ยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ถูกจับได้ว่าใช้เงินของผู้ลงทุนไล่ราคาหุ้นเพื่อให้บัญชีส่วนตัวมีกำไร

ผมขอไม่เปิดเผยชื่อ บลจ. เพราะไม่อยากถูกกล่าวหาว่าจงใจทำลายชื่อเสียงกัน แต่ที่เขียนเรื่องนี้เพราะอยากเตือนสติผู้ลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่อยู่นอกวงการตลาดทุน แต่ต้องซื้อกองทุนแอลทีเอฟกับอาร์เอ็มเอฟเพื่อลดหย่อนภาษีเงินได้

ผมไม่อยากเห็นคนกลุ่มนี้ตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากตัดสินใจเลือกซื้อกองทุนเพราะฟังการโฆษณาชวนเชื่อ หรือเห็นแก่คะแนนสะสมกับของชำร่วยที่เขาเอามาล่อ โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องจริยธรรมในการบริหารกองทุนเท่าที่ควร

เงินจำนวนมหาศาลที่ระบบ บลจ.นำไปบริหาร ไม่ใช่เงินของ บลจ.เอง แต่ส่วนใหญ่เป็นเงินออมระยะยาว เป็นเงินออมที่เก็บไว้ใช้หลังเกษียณของคนที่เป็นลูกจ้างกินเงินเดือน ส่วนตัวผมรู้สึกว่าการเบียดบังเอาผลประโยชน์จากเงินก้อนนี้เป็นอาชญากรรมร้ายแรงทางเศรษฐกิจ โดยที่ผู้ก่ออาชญากรรมมักจะเป็นผู้ที่มีความรู้สูง และหลายคนมีหน้ามีตาอยู่ในวงสังคม

ผมขอยกตัวอย่างวิธีเบียดบังผลประโยชน์จากเงินที่ประชาชนมอบความไว้วางใจให้บริหารจากเบาไปหาหนัก ดังนี้

หนึ่ง การตัดสินใจซื้อๆ ขายๆ บ่อยเกินสมควร ผู้บริหารกองทุนมักจะอ้างว่าเห็นโอกาสทำกำไรระยะสั้นจากการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น แต่เบื้องหลังมักจะเป็นการป้อนธุรกิจให้กับโบรกเกอร์ เพราะการซื้อขายจนครบวงจรแต่ละรอบจะมีค่าธรรมเนียมจ่ายประมาณ 0.40.5% หากปีหนึ่งซื้อขาย 10 รอบ ก็หมายถึงว่าเงินของผู้ลงทุนจะสูญหายกลายเป็นค่าธรรมเนียมไปถึง 45%

หากไปถาม วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดในโลก เขาจะแนะนำให้เลือกซื้อและถือยาวหลายๆ ปี ต่างจากบางกองทุนในบ้านเราที่ซื้อขายเกินปีละ 10 รอบก็มี

มีคนตั้งข้อสังเกตว่าผู้บริหารกองทุนของเราสนิทสนมและผูกพันกับโบรกเกอร์มากกว่ากับผู้ลงทุน กล่าวคือ ส่วนใหญ่จะไม่รู้จักผู้ลงทุนเลย เพราะฝ่ายการตลาดของ บลจ.เป็นผู้หาลูกค้าให้ แต่จะรู้จักโบรกเกอร์ดี คุยกันเกือบทุกวัน รวมทั้งมีประเภทที่กินข้าวและเที่ยวเตร่ด้วยกันเป็นประจำ เป็นต้น

สอง การวิ่งนำหน้ากองทุน (Front Run) คือ เมื่อผู้บริหารกองทุนตัดสินใจจะซื้อหรือขายหุ้นตัวไหน ก็ให้บัญชีส่วนตัวซื้อหรือขายก่อน วิธีนี้โดยทั่วไปจะทำให้บัญชีส่วนตัวมีต้นทุนต่ำกว่ากองทุน แต่ที่สำคัญกว่าคือ ความเสี่ยงจากการซื้อหุ้นจะลดลงไปมาก เพราะทราบล่วงหน้าว่ากองทุนซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าจะซื้อตาม ส่วนการขายก่อนกองทุนก็เป็นการกำจัดความเสี่ยงที่เมื่อกองทุนขายแล้วราคาอาจจะตก

วิธีวิ่งนำหน้ากองทุนโดยปกติจะใช้บัญชีนอมินี บ่อยครั้งผู้บริหารกองทุนจะเผื่อแผ่ไปถึงญาติพี่น้องและเพื่อนสนิทด้วย หรืออาจป้อนข้อมูลให้กับผู้ลงทุนรายใหญ่บางรายเพื่อแลกกับผลประโยชน์อย่างอื่น

สาม การจงใจไล่ราคา โดยปกติกองทุนจะมีความต้องการซื้อขายเป็นเงินจำนวนมาก ซึ่งบ่อยครั้งมีผลต่อราคาหุ้น กองทุนส่วนใหญ่จะใช้วิธีทยอยซื้อเพื่อไม่ให้ต้นทุนเฉลี่ยสูงเกินไป และทยอยขายเพื่อไม่ให้ราคาเฉลี่ยที่ได้ต่ำเกินไป แต่บางครั้งผู้บริหารกองทุนก็ให้เหตุผลว่าต้องรีบซื้อขาย มิฉะนั้นราคาอาจจะเปลี่ยนแปลงมาก ซึ่งเส้นแบ่งระหว่างการกระทำโดยสุจริตกับการมีวาระแอบแฝงมักจะมองเห็นไม่ชัดเจน

คงไม่ต้องบรรยายประโยชน์ส่วนตัวที่จะได้จากการไล่ราคา เพราะใครก็ตามที่ทราบล่วงหน้าว่าราคาจะขึ้นหรือลง ย่อมสร้างความร่ำรวยให้กับตนเองและพวกพ้องได้โดยง่าย

สี่ การซื้อขายตรงข้ามกับกองทุน (Trade Against Portfolio) คือ การตัดสินใจให้กองทุนซื้อเพื่อให้บัญชีส่วนตัวได้ผ่องขายในราคาสูง หรือให้กองทุนขายเพื่อให้บัญชีส่วนตัวซื้อได้ในราคาต่ำ วิธีนี้จะใช้ได้ดีกับหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำ เช่น บัญชีส่วนตัวไล่เก็บหุ้นไว้จำนวนหนึ่ง แต่ไม่สามารถขายทำกำไรได้เพราะหุ้นไม่มีสภาพคล่อง เมื่อกองทุนตัดสินใจซื้อก็สามารถขายออกได้ทั้งหมดในราคางาม เป็นต้น

แต่ที่เลวร้ายที่สุดคือ การผ่องหุ้นหรือตราสารหนี้เน่าให้กับกองทุน เพื่อให้ส่วนตัวหรือบริษัทแม่รอดพ้นจากการขาดทุน กล่าวกันว่ามีการใช้วิธีนี้ค่อนข้างมากหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ทำให้ผู้ลงทุนต้องแบกรับภาระขาดทุนแทนคนอื่นโดยไม่รู้ตัวเป็นจำนวนมหาศาล

สำหรับกรณีที่ถูกจับได้ครั้งล่าสุดนี้ เข้าใจว่าทำต่อเนื่องมานานหลายปีแล้ว ใช้บัญชีนอมินีที่ไกลตัวจนไม่มีใครคาดถึง คือ อยู่ในชื่อแม่ชีคนหนึ่ง บัญชีนอมินีมักจะเล่นสั้น บ่อยครั้งซื้อและขายจบในวันเดียว โดยมีกองทุนช่วยไล่ราคาให้

ที่ถูกจับได้อาจเป็นเพราะทำมานานจนย่ามใจทำบ่อยขึ้นประการหนึ่ง และมีการย้ายทีมจาก บลจ.หนึ่งไปอยู่อีก บลจ.หนึ่งอีกประการหนึ่ง ซึ่งทำให้ไม่มีคนอยู่คอยชี้แจงตอบคำถามแทนเมื่อมีการตรวจสอบ

ก่อนจบผมมีข้อเสนอแนะให้กับฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

สำหรับ ก.ล.ต. อยากให้เคร่งครัดและเอาจริงเอาจังในเรื่องจริยธรรมของผู้บริหารกองทุน ไม่ใช่เพียงถูกหรือผิดตามเอกสาร แต่ต้องดูเจตนารมณ์ด้วย

ที่น่าทำอีกประการหนึ่ง คือ การปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัยและเอื้อกับหลักจริยธรรม เช่น ให้ บลจ.ต้องนำส่วนของผู้ถือหุ้นมากระจายลงในกองทุนที่บริหาร เพื่อที่คณะกรรมการและฝ่ายจัดการของ บลจ.จะได้ช่วยกันสอดส่องดูแลผู้บริหารกองทุนอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น

สำหรับ บลจ.และสมาคม บลจ. เมื่อเกิดปัญหาอย่าหลงผิดว่าต้องช่วยกันปิดบังเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมนี้ เพราะในระยะยาวการกวาดขยะซ่อนไว้ใต้พรมเป็นผลเสียมากกว่าผลดี ที่ถูกควรผลักดันให้มีการเปิดเผยข้อมูลและถกกันอย่างกว้างขวาง เพื่อจะนำไปสู่การปรับปรุงปฏิรูปให้เป็นธุรกิจที่ควรค่าแก่ความไว้วางใจของประชาชนต่อไป

สำหรับผู้ลงทุนรายย่อยควรเปรียบเทียบหลายๆ บลจ. และเรียกร้องขอทราบว่าผู้ที่จะบริหารกองทุนให้ตนเป็นใคร มีประวัติอย่างไร

หาก บลจ.ไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้ได้ อย่างน้อยก็ยังมีทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า ตลอดจนค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการก็ต่ำกว่าด้วย คือ กองทุนประเภทที่ไม่ต้องบริหาร แต่กระจายลงทั้งตลาด หรือลงตามดัชนีประเภทที่เรียกว่า อินเด็กซ์ฟันด์ (Index Funds)
 

 

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว