
การเมืองหลังเลือกตั้งศึกรอบด้านกระหน่ำรัฐบาล
‘สะท้อนระบบภูมิภาคนิยม’
‘สะท้อนระบบภูมิภาคนิยม’
ประจักษ์ ก้องกีรติ
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
การเลือกตั้งที่ผ่านมาสะท้อนผ่านแนวโน้มการเมืองไทยที่สำคัญ ได้แก่ 1.ระบบการเมืองไทยมุ่งสู่ระบบ 2 พรรคใหญ่ แต่กลับกลายเป็นว่าคะแนนของ 2 พรรคใหญ่ไม่สูสีกัน ซึ่งจะส่งผลให้การเมืองไทยไม่มีเสถียรภาพ เพราะการเมืองไทยยังมีชนชั้นที่หากพรรคที่เขาสนับสนุนไม่เป็นที่ 1 ก็จะแทรกแซงการเมืองเพื่อให้พรรคที่เขาสนับสนุนได้อำนาจ
หากจะให้พรรคการเมืองที่สนับสนุนได้เป็นรัฐบาล ควรจะแสดงตัวสนับสนุนให้ชัด และลงมาสู่สนามเลือกตั้งมากกว่าจะใช้อำนาจนอกระบบเหมือนที่ผ่านมา เพราะผลการเลือกตั้งพิสูจน์แล้วว่าการใช้กลไกอย่างการรัฐประหาร หรือการยุบพรรคนั้น ไม่ได้ทำให้ฐานเสียงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ลดลงเลย
2.ผลการเลือกตั้งสะท้อนเรื่องของภูมิภาคนิยม เพราะจะเห็นได้ชัดว่าภาคเหนือและอีสานเลือกพรรคเพื่อไทยจนกวาดยกจังหวัดหลายจังหวัด ขณะที่ภาคใต้นั้นประชาธิปัตย์ได้รับเสียงส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม หากเป็นไปในลักษณะนี้ อาจทำให้พรรครัฐบาลดำเนินนโยบายได้ยากขึ้น เช่น หากเพื่อไทยเป็นรัฐบาลอาจทำนโยบายเรื่องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้ เพราะไม่ได้มี สส.ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งทั้งสองพรรคการเมืองควรจะมุ่งเจาะฐานเสียงในพื้นที่ใหม่ๆ ให้ได้มากขึ้น เพื่อไม่ให้กระจุกตัวในฐานะภูมิภาคนิยมมากเกินไป
3.ความตื่นตัวในการใช้สิทธิทางการเมืองของคนไทยมีมากขึ้น เพราะครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิมากถึง 75% และ 4.มีการลดอิทธิพลของตระกูลการเมืองเก่า กลายเป็นกลุ่มเหล่านั้นต้องไปพึ่งกระแสพรรค ตระกูลการเมืองที่เหลือมีไม่มาก เช่น ตระกูลเทียนทอง
‘แรงปะทะเพื่อไทยรอบด้าน’
เวียงรัฐ เนติโพธิ์
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง มีส่วนที่ส่งผลต่อคะแนนเลือกตั้ง เพราะกลุ่มนี้เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อสร้างสิ่งใหม่ในสังคมไทย และมีกลุ่มที่มีแนวคิดเดียวกันนี้กระจายไปทั่วทุกภูมิภาค โดยคนกลุ่มนี้มองว่ามีการต่อสู้มาด้วยกันกับพรรคเพื่อไทย เมื่อมีข่าวคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะแขวน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย คนเสื้อแดงจึงรู้สึกเหมือนถูกแกล้ง
อย่างไรก็ตาม ได้ตั้งข้อสังเกตว่าการวิพากษ์นโยบายพรรคเพื่อไทยทุกวันนี้อย่างเรื่อง “ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท” หรือเรื่อง “แจกแท็บเล็ต” นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย แต่กลับเกิดจากคนที่คัดค้านพรรคเพื่อไทย
หลังจากนี้กลุ่ม นปช.จะกลายเป็นพลังกดดันพรรคเพื่อไทยเรื่องการปฏิรูปสถาบันทางการเมือง ท่ามกลางกระแสความปรองดอง ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาหนักอกของพรรคเพื่อไทยในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อมีกรณีที่องค์กรอิสระกดดันพรรคได้ เรื่องการแขวน สส.เท่ากับนักการเมืองไร้อำนาจ ต้องไปขึ้นต่อองค์กรอิสระ เรื่องการตัดสินแขวน สส.ด้วยเรื่องผัดหมี่ หรือเรื่องแคะขนมครก กลายเป็นเรื่องที่ไม่มีน้ำหนัก แต่ทำให้สังคมถึงขั้นเปลี่ยนแปลงได้ คนเลือกพรรคเพื่อไทยจะต้องกดดันให้ปฏิรูปอำนาจเหล่านี้
นอกจากนี้ อีกปัจจัยสำคัญคือ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะถูกกดดัน คือ การหาความจริงเรื่องเหตุการณ์ความรุนแรงช่วงเดือน เม.ย.พ.ค. 2553 ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และเป็นประเด็นที่พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงถูกโจมตีมาโดยตลอด







