
เอเชียส่อเจ็บหนักเมื่อลุงแซมเบี้ยวหนี้
สำหรับเกือบทุกประเทศในภูมิภาคเอเชีย ปัญหาหนี้สาธารณะทางฟากตะวันตกโดยเฉพาะพี่เบิ้มตลอดกาลอย่างสหรัฐ
สำหรับเกือบทุกประเทศในภูมิภาคเอเชีย ปัญหาหนี้สาธารณะทางฟากตะวันตกโดยเฉพาะพี่เบิ้มตลอดกาลอย่างสหรัฐ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
สำหรับเกือบทุกประเทศในภูมิภาคเอเชีย ปัญหาหนี้สาธารณะทางฟากตะวันตกโดยเฉพาะพี่เบิ้มตลอดกาลอย่างสหรัฐ เปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่พร้อมจะสั่นคลอนเอเชียได้ทุกเมื่อ
ซ้ำร้ายกว่านั้นปัญหาหนี้ที่ว่ายังเป็นระเบิดขนาดยักษ์ที่เอเชียไม่สามารถหลบหลีก หรือเมินเฉยได้ เช่นเดียวกับที่ไม่สามารถคาดเดาความเสียหายบอบช้ำที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่ชัด หากระเบิดดังกล่าวกระแทกเข้าเอเชีย
แน่นอนเป็นเพราะว่าเอเชีย คือผู้ถือครองพันธบัตรสหรัฐมากที่สุดในโลก หรือก็คือเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของลุงแซม
นอกจากนี้ จากการประเมินคร่าวๆ ของบรรดานักวิเคราะห์จากหลายสำนัก เงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่เป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐในขณะนี้มีอยู่ราว 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในจำนวนนี้มากกว่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เป็นทุนสำรองของจีนและญี่ปุ่น ยักษ์ใหญ่อันดับ 1 และ 2 ในเอเชีย
จำนวนที่มากกว่าครึ่งนี้ ส่งผลให้นักวิเคราะห์สามารถคาดการณ์ได้อย่างไม่ยากเย็นว่า หากปัญหาหนี้ทำให้ความน่าเชื่อถือของสหรัฐลดลง ไม่ว่าจะมาจากการผิดนัดชำระหนี้ หรือโดนหั่นเครดิตจากบริษัทจัดอันดับ เอเชียไม่แคล้วต้องซวนเซตามสหรัฐไป เพราะเงินทุนสำรองที่ถืออยู่นี้มากมายมหาศาลเกินกว่าที่จะนำไปลงทุนในที่ใดได้ นอกจากจะต้องกัดฟันซื้อเป็นเหรียญสหรัฐไว้
ผลกระทบอันดับต่อมาที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ ในฐานะผู้ถือเงินทุนสำรองรายใหญ่ในสกุลเหรียญสหรัฐ แน่นอนว่าเอเชียมีสิทธิต้องบอบช้ำทันทีกับมูลค่าของเงินสหรัฐที่หายไป เนื่องจากมูลค่าของเงินเหรียญสหรัฐในตลาดโลกลดลง
นอกจากนี้ การผิดนัดชำระหนี้ของสหรัฐจะทำให้เกิดความตื่นตระหนกทั่วโลก จนเกิดเหตุการณ์เหมือนเมื่อครั้งที่เลห์แมน บราเธอร์สล้มละลายเมื่อปี 2551 ซึ่งเป็นเป็นสิ่งที่เอเชียวิตกกังวลมากที่สุด
แม้ว่าในครั้งนั้นเอเชียจะรับมือได้ดีกว่าสหรัฐและยุโรป แต่นั่นก็เป็นเพราะว่าเอเชียไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง และขณะนั้นสถานะทางเศรษฐกิจของเอเชียยังคงแข็งแรงดีอยู่
ทว่า ปัญหาหนี้สาธารณะของสหรัฐในครั้งนี้เกี่ยวข้องกับเอเชียโดยตรง เพราะไม่เพียงแต่เอเชียในฐานะผู้ถือพันธบัตรของสหรัฐจะต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงต่อการขาดทุน หากสหรัฐเกิดผิดนัดชำระหนี้ นักลงทุนเองก็จะแห่กันถอนเงินออกจากบรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ซึ่งส่วนใหญ่อยู่เอเชีย แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจโดยรวมจะมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีก็ตาม เพื่อความปลอดภัย
ขณะที่ธนาคารที่พึ่งพาพันธบัตรสหรัฐในฐานะเป็นแหล่งเงินทุนสำรองที่ปลอดภัยมากที่สุด จะจำกัดการปล่อยสินเชื่อหรือเลือกเทขายสินทรัพย์เสี่ยงที่ถือครองอยู่ เพื่อค้ำจุนสถานะของตนเอง
ขณะเดียวกันหากหนี้สหรัฐถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือจาก AAA ผลลัพธ์ดังกล่าว จะกลายเป็นแรงกดดันบรรดากองทุนที่เล็งลงทุนเฉพาะพันธบัตรที่ได้รับการจัดอันดับ AAA ต้องเทขาย ส่งผลให้ตลาดเงินในเอเชียและระบบการเงินทั้งระบบปั่นป่วนโกลาหล ตามที่เบน เบอร์แนนคี ประธานธนาคารกลางของสหรัฐ (เฟด) ทำนายไว้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในภูมิภาคเอเชียก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเผชิญหน้ากับเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ในกรณีที่สหรัฐเกิดเบี้ยวนี้ เนื่องจากการลงทุนของนักลงทุนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนนี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะใช้การกู้ยืมเงินมาลงทุน โดยสามารถเก็งกำไรได้สูงถึง 100 เหรียญสหรัฐ ต่อเงินลงทุนเพียง 1 เหรียญสหรัฐ เพราะฉะนั้นแล้ว ความยืนหยุ่นในการเดิมพันเก็งกำไรจะหายวับไปทันที หากสหรัฐผิดนัดชำระหนี้
และถึงแม้สหรัฐจะไม่ผิดนัดชำระหนี้ แต่การที่สหรัฐถูกลดอันดับเครดิตอาจส่งผลให้ประเทศอื่นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย ต้นทุนทางธุรกิจสูงขึ้น ตลอดจนกระทบต่อบรรดาผู้บริโภค เนื่องจากหลักทรัพย์ในการค้ำประกันอย่างพันธบัตรสหรัฐลดทอนความน่าเชื่อถือลงไป
แน่นอนว่าในฐานะคนนอก เอเชียไม่สามารถก้าวก่ายหรือกดดันการตัดสินใจของสหรัฐที่ดูจะขึ้นอยู่กับเกมทางการเมืองภายในมากกว่าเศรษฐกิจของประเทศ และทำได้เพียงแค่เฝ้าดู รอคอย และคาดหวังว่าในที่สุดแล้วสภาคองเกรสจะสามารถควานหาข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ที่จะถึงกำหนดในวันที่ 2 ส.ค.นี้ และเป็นหนทางที่พิสูจน์ให้บรรดาบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้งหลายมั่นใจได้ว่า เป็นวิถีทางจัดการหนี้ให้มีเสถียรภาพอย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม แม้จะหวั่นวิตกกับวิกฤตของสหรัฐมากเพียงใด บรรดาประเทศต่างๆ ในเอเชีย ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตัดใจจากเงินสกุลเหรียญสหรัฐ
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเชื่อมั่นว่า รัฐบาลสหรัฐจะไม่ยอมเสียความน่าเชื่อถืออันเป็นความแข็งแกร่งทางการเงินหนึ่งเดียวที่สหรัฐมีอยู่ในขณะนี้ไปเด็ดขาด ขณะที่อีกหนึ่งนั้นก็เพราะภาพรวมของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกโดยรวมในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ในขณะที่สหรัฐกำลังอ่อนแอ ยุโรปกับค่าเงินยูโร หนึ่งในเงินสกุลหลักของโลกก็อยู่ในสภาพง่อนแง่นไม่ต่างกัน อันมีปัจจัยจากหนี้สาธารณะที่แพร่กระจายจากประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กอย่างกรีซ ไอร์แลนด์ และโปรตุเกส จนมีแนวโน้มว่าจะลุกลามไปยังหนึ่งในยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของยุโรปอย่างอิตาลี
เมื่อไม่ว่าจะหันซ้ายหรือขวาก็แย่พอกัน ทางเดียวที่พอจะทำได้คือเลือกข้างที่ปลอดภัยมากกว่า และดูเหมือนว่าสหรัฐจะมีภาษีดีกว่า เหนือกว่ายุโรป โดยเจ้าหน้าที่รายหนึ่งของญี่ปุ่นถึงกับระบุว่า แม้การถือเงินสกุลเหรียญสหรัฐอาจมีจุดจบที่ไม่สวย ที่อาจหมายถึงทำให้เงินทุนสำรองของประเทศหายไป แต่ก็ยังไม่มีการลงทุนไหนที่ปลอดภัยที่สุดเท่าสกุลเงินเหรียญสหรัฐ เพราะอย่างน้อยญี่ปุ่นก็ยังสามารถอยู่รอดต่อไปได้
ท่าทีของเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นรายนี้สอดคล้องกับตัวเลขการถือครองพันธบัตรสหรัฐที่กระทรวงการคลังของสหรัฐระบุว่า แม้เพดานหนี้ของสหรัฐจะถึงขีดที่กำหนดไว้เมื่อเดือน พ.ค. แต่บรรดานักลงทุนต่างชาติต่างพากันแห่ซื้อพันธบัตรอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนเงินสูงถึง 3.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และส่งผลให้เงินสำรองระหว่างประเทศในสกุลเงินสหรัฐเพิ่มสูงขึ้นอยู่ที่ 4.51 แสนล้านเหรียญสหรัฐทีเดียว
ทั้งนี้ ในบรรดานักลงทุนต่างชาติ จีน ถือเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดที่เข้ามาซื้อพันธบัตรของสหรัฐ เพราะในช่วงระยะเวลา 5 เดือนที่สหรัฐต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตหนี้ การถือครองพันธบัตรสหรัฐของจีนเพิ่มขึ้นจาก 7,300 ล้านเหรียญสหรัฐ อยู่ที่ 1.16 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
แง่หนึ่ง การเข้าถือครองพันธบัตรที่มากขึ้นแสดงให้เห็นว่าโลกยังคงเชื่อมั่นสหรัฐในการจัดการปัญหานี้ อีกแง่หนึ่ง การกระทำดังกล่าวของจีนและญี่ปุ่น ก็เสมือนเป็นมาตรการช่วยเอเชียอีกทางหนึ่ง
เพราะหากสหรัฐสามารถรอดพ้นวิกฤตหนี้ครั้งนี้ไปได้ ลูกระเบิดขนาดใหญ่ก็จะกลายเป็นลูกบอลขนนุ่มให้เอเชียกอดได้อย่างสบายใจแทน แถมท้ายด้วยผลตอบแทนเกินคุ้มกับพันธบัตรที่ซื้อไว้ในสถานการณ์ที่เสี่ยงแบบนี้







