
เปิด 10 แคนดิเดต เลขาฯปชป
พรรคประชาธิปัตย์ผ่านยุครุ่งเรืองและตกต่ำสลับกันไปมาตลอด 65 กว่าปีที่ผ่านมา
พรรคประชาธิปัตย์ผ่านยุครุ่งเรืองและตกต่ำสลับกันไปมาตลอด 65 กว่าปีที่ผ่านมา
เคยแม้กระทั่งนำ พ.อ.ถนัด คอมันตร์ สส.คนเดียวของพรรค ที่ได้รับเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครในปี 2522 มาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อกอบกู้สถานการณ์ โดยมี มารุต บุนนาค เป็นเลขาธิการพรรค
ในยุคของ พิชัย รัตตกุล หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยุค 2525-2534 ก็มีเลขาธิการพรรคระดับตำนานการเมืองไทย ทั้ง เล็ก นานา วีระ มุสิกพงศ์ และ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ แม้พิชัยจะเป็นหัวหน้าพรรคระดับเศรษฐี แต่การได้คนใจถึงอย่างเล็กมาเป็นมือขวา ทำให้สถานการณ์ของประชาธิปัตย์อยู่ในสถานะของรัฐบาลเกือบตลอด
ทั้งนี้ หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคเสมือนสองคนในร่างเดียวกัน เป็นเสมือนตัวแทนของกันและกันในบางแง่มุม หัวหน้าพรรคเป็นเสมือนผู้มีภาพลักษณ์ที่โดดเด่น เล่นบทนุ่มนวลในบทบุ๋น ไม่สามารถที่จะเล่นบทบู๊ได้ ขณะที่เลขาธิการพรรคเล่นได้ทั้งบทบู๊และบุ๋นในคราวเดียวกัน ในวันที่ ชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไร้เงา พล.ต.สนั่น ก็มีการดึง อนันต์ อนันตกูล อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย มาเป็นเลขาธิการพรรค ซึ่งถือเป็นช่วงเงียบเหงาที่สุดยุคหนึ่งของประชาธิปัตย์
ทว่า มาเข้มข้นอีกครั้งเมื่อ บัญญัติ บรรทัดฐาน ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค และประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นเลขาธิการพรรค แต่ก็เป็นเพียงระยะสั้นๆ เพราะพ่ายแพ้พรรคไทยรักไทย
ครั้นถึงคิว อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค สุเทพ เทือกสุบรรณ สส.สุราษฎร์ธานี จึงถูกเลือกมาเป็นเลขาธิการพรรค
สุเทพถือเป็นคู่บุญบารมีของอภิสิทธิ์ เหมือนที่ พล.ต.สนั่น เป็นคู่บุญของชวน เลขาธิการพรรคอย่าง พล.ต.สนั่น ไม่เพียงแต่นำพาชวนเป็นนายกฯ สมัยแรกได้ในปี 2535 แต่การนำชวนกลับมาเป็นนายกฯ สมัยสองในปี 2540 ถือเป็นการสร้างตำนานการเมือง เพราะเขาทำให้เกิด “งูเห่าการเมือง” พลิกขั้วให้ชวนเป็นนายกฯ สมัยสอง “เซียน” คือคำจำกัดความสั้นๆ ของเลขาธิการพรรค สุเทพก็ไม่น้อยหน้า เพราะเขาพลิกขั้วสร้าง “งูเห่าภาค 2” ส่งอภิสิทธิ์นั่งเก้าอี้นายกฯ แม้จะมีเสียงน้อยกว่าพรรคพลังประชาชนที่ถูกยุบในปลายปี 2551 กว่า 60 เสียง
ด้วยบารมีและชื่อชั้นระดับเซียนของสุเทพ จึงทำให้ประชาธิปัตย์กลับมาเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลในรอบ 8 ปี อย่างไรก็ตามเมื่อสุเทพประกาศคงไม่กลับมารับตำแหน่งเลขาธิการพรรค เพื่อต้องการแสดงความรับผิดชอบในการพ่ายแพ้การเลือกตั้งต่อพรรคเพื่อไทย
การควานหาเลขาธิการพรรคคนใหม่แทนสุเทพ จึงเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งสำหรับประชาธิปัตย์ในยามตกต่ำ
อย่างไรก็ตาม ถึงวันนี้ มี 10 รายชื่อ ที่มีการนำเสนอกันออก เช่น กรณ์ จาติกวณิช อภิรักษ์ โกษะโยธิน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ถาวร เสนเนียม สส.สงขลา จุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ สส.ตาก เฉลิมชัย ศรีอ่อน สส.ประจวบคีรีขันธ์ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ และวิทยา แก้วภราดัย สส.นครศรีธรรมราช หรือแม้แต่ ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ สส.บัญชีรายชื่อ
ทั้งนี้ เมื่อไล่เรียงจุดอ่อนจุดแข็งแต่ละคน พบว่า กรณ์ และ อภิรักษ์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ายังไม่ถึงเวลา โดยเฉพาะกรณ์ใจไม่ถึงพอ ส่วนอภิรักษ์ยังติดเรื่องคดีทุจริตรถดับเพลิง แต่ทั้งสองคนมีจุดเด่น อภิสิทธิ์ซึ่งคาดหมายกันว่าอาจจะต้องกลับมาทำหน้าที่หัวหน้าพรรคอีกครั้ง โดยกรณ์เป็นเพื่อนสนิท ส่วนอภิรักษ์เป็นผู้ที่อภิสิทธิ์ทาบทามเข้าสู่การเมืองในตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.
ขณะที่ คุณหญิงกัลยา สะใภ้ธนาคารกรุงเทพ มีเสียงท้วงติงเกรงไม่อาจทนแรงเสียดทานการเมือง ส่วน ถาวร ก็ถือว่าเหมาะสม เพราะมีใจนักเลงเหมือนสุเทพ เป็นคนตรงไปตรงมา แต่ติดขัดที่ถาวรไม่ค่อยสุงสิงกับคนในพรรคมากนัก เพราะเส้นทางไม่ได้มุ่งหมายไปที่ตำแหน่งดังกล่าว ชัยวุฒิ แม้อภิสิทธิ์จะไว้ใจ แต่การเป็นคนกระเป๋าหนัก แต่ประเมินสถานการณ์ในภาคเหนือผิดพลาดและใจไม่ถึงพอ
ด้าน เฉลิมชัย แม้จะใจถึงพึ่งได้ กระเป๋าหนัก และพร้อมดูแลพรรค แต่กับพรรคร่วมและงานสภาถือว่ายังละอ่อน ขณะที่ ชินวรณ์ สายตรงสุเทพและอภิสิทธิ์ ที่สร้างบารมีภายในพรรคขึ้นมาเรื่อยๆ ก็ยังมีภาพลักษณ์ไม่โดดเด่นเมื่อถูกนำไปยืนคู่กับอภิสิทธิ์ ชำนิ ก็วิจารณ์กันว่า เก่าเกินไปสำหรับการเมืองยุคคนหนุ่มสาว จุติ ก็ยังไม่โดดเด่นพอ วิทยา ที่แม้จะกระเป๋าไม่หนัก แต่หากมีการบริหารจัดการที่ดี วิทยาก็เหมาะสม แต่ติดเรื่องปมต้องลาออกจาก รมว.สาธารณสุข มาแล้ว
“ทุกคนที่กล่าวมาเป็นเลขาธิการพรรคได้ทุกคน แต่ไม่มีใครครบเครื่อง ไม่มีใครสมบูรณ์แบบเหมือนสุเทพ ดังนั้นเลขาธิการพรรคจากนี้ จึงเป็นเพียงคนขัดตาทัพหรือทดลองฝีมือและฝึกงานเพื่อเป็นตัวจริง” แหล่งข่าวจากประชาธิปัตย์ เล่าถึงการสรรหาผู้บริหารพรรคชุดใหม่
อย่างไรก็ตาม อภิสิทธิ์จะเป็นผู้ตัดสินใจเพียงคนเดียวว่า จะให้ใครมาเป็นเลขาธิการพรรคคู่กับเขาแทนสุเทพ ที่จะไปยืนอยู่เบื้องหลัง ไม่เกินเดือน ส.ค. คงจะได้รู้กัน







