"ไทยรักษาชาติ"ไม่เกี่ยวทักษิณ ขอเดินหน้าสร้างสถาบันการเมือง

  • วันที่ 11 พ.ย. 2561 เวลา 07:32 น.

"ไทยรักษาชาติ"ไม่เกี่ยวทักษิณ ขอเดินหน้าสร้างสถาบันการเมือง

กลุ่มผู้บริหารพรรคไทยรักษาชาติ ยันไม่เกี่ยวทักษิณ ขอเดินหน้าสร้างพรรคให้เป็นสถาบันรวมพลังคนรุ่นใหม่พัฒนาประเทศใช้นโยบายดิจิทัลพลิกฟื้นประเทศครบวงจร

****************************

โดย...ปริญญา ชูเลขา

หลังเปิดตัวเป็นพรรค “ไทยรักษาชาติ” หรือ ทษช.ออกมา ทำให้มีกระแสวิจารณ์ทันทีว่าเป็นพรรคนอมินี พรรคสาขาหรือเครือข่าย “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของอดีต สส.พรรคเพื่อไทย ทางทีมผู้บริหารพรรค ประกอบด้วย “ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช” หัวหน้าพรรค “มิตติ ติยะไพรัช” เลขาธิการพรรค “คณาพจน์ โจมฤทธิ์” กรรมการบริหารพรรค และ “พงศ์เกษม สัตยาประเสริฐ” โฆษกพรรค ได้ร่วมกันชี้แจงและตอบข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่างรวมถึงแนวทางนโนบายของพรรคต่อโพสต์ทูเดย์ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

ร.ท.ปรีชาพล บุตรชาย “เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช” แกนนำพรรคเพื่อไทย อธิบายว่า วันนี้ต้องแยกกันให้ออกว่าระหว่างพรรคไทยรักษาชาติกับท่านทักษิณ หรือพรรคเพื่อไทย แม้ตัวผมจะเคยเป็นอดีต สส.พรรคเพื่อไทย แน่นอนย่อมรู้จักกับกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยหลายคนเป็นอย่างดี แต่วันนี้แต่ละคนมีความคิดและอุดมการณ์แตกต่างกันไป ย่อมคิดไม่เหมือนกัน และที่สำคัญรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้ชัดเจนว่าห้ามบุคคลอื่นมาชี้นำในการทำงานของพรรคการเมือง และมีโทษหนักถึงขั้นยุบพรรคหากกระทำผิด แต่วันนี้เมื่อเราตัดสินใจเดินออกจากพรรคเพื่อไทยมาแล้ว เพราะต้องการทำงานการเมืองเพื่อประชาชน จึงออกมาตั้งพรรคไทยรักษาชาติขึ้นมาไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ เลยกับท่านทักษิณหรือพรรคเพื่อไทย

“วันนี้ท่านทักษิณไม่ได้อยู่ในวงการเมืองอีกต่อไปแล้ว ส่วนจะมีความพยายามเชื่อมโยงกับพรรคไทยรักษาชาติ เราคงห้ามความคิดกันไม่ได้ แต่วันนี้ผมทำงานที่พรรคไทยรักษาชาติเต็มตัว ไม่รับรู้ด้วยว่าพรรคเพื่อไทย กำลังทำอะไรกันอยู่และไม่ทราบว่าพรรคอื่นๆ อาทิ พรรคเพื่อชาติ หรือพรรคเพื่อธรรม จะเดินไปอย่างไร อาจเจอกันบ้างตามเวทีสัมมนาบ้าง แต่ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวใดๆ ผมรู้แต่ว่าพรรคไทยรักษาชาติจะเดินไปอย่างไรเท่านั้นเอง” ร.ท.ปรีชาพล กล่าว

สำหรับเหตุผลหรือที่มาที่ไปของการตั้งพรรคไทยรักษาชาติ ร.ท.ปรีชาพล บอกว่า ต้องเข้าใจกันก่อนว่าโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้เกิดพรรคเล็กหรือพรรคน้อยมากมาย ไม่ได้เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ออกแบบมาเพื่อทำให้เกิดพรรคการเมืองขนาดใหญ่ มีความเป็นสถาบันทางการเมือง ดังนั้นเมื่อเกิดพรรคเล็กพรรคน้อยขึ้นมามากๆ ย่อมเกิดขึ้นแน่นอน หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ปัญหาที่ตามมา คือ เสถียรภาพของรัฐบาลกับการเมืองไทยย่อมมีความไม่แน่นนอน เสถียรภาพอาจแกว่งไปแกว่งมาจนนำไปสู่อายุสภาที่สั้นลง เพราะพรรคการเมืองด้วยกันอาจตกลงอะไรกันไม่ได้ เหมือนกับเกิดโรคแทรกซ้อนได้ตลอดเวลา เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้ให้เป็นเช่นนั้น

“ผมเชื่อมั่นว่าพรรคไทยรักษาชาติ จะส่งผู้สมัครได้ครบทุกเขต ขณะนี้อยู่ระหว่างการสรรหาผู้สมัคร ที่สำคัญพรรคไทยรักษาชาติไม่ส่งมือปืนรับจ้างลงไปเก็บแต้มเก็บคะแนนอย่างแน่นอน แต่เราส่งผู้สมัคร เพราะพรรคมั่นใจว่าผู้สมัครของเราจะชนะเลือกตั้ง เพราะเราได้คัดสรรบุคคลที่ดีมีคุณภาพที่สุดมาเป็นตัวเลือกให้กับประชาชน เป็นบุคลากรที่ผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนทุกรุ่นคัดสรรมาเป็นตัวแทนพรรค” ร.ท.ปรีชาพล กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

ขณะที่ "มิตติ" เลขาธิการพรรค ในฐานะประธานสโมสรฟุตบอลเชียงรายยูไนเต็ด บุตรชายของ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” อดีตประธานรัฐสภา ที่เพิ่งประกาศตัวสนับสนุนพรรคเพื่อชาติ อธิบายเหตุผลที่เข้ามาทำงานการเมือง เพราะอยากเห็นการเมืองไทยเป็นไปในแนวทางสากล คือ พรรคการเมืองที่เป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็ง หรือองค์กรอิสระไม่เข้ามาแทรกแซงทางการเมือง ดังนั้นด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ การจะสร้างสถาบันทางการเมืองให้เข้มแข็งจึงเป็นเรื่องยากมาก และเมื่อในวันนี้กฎกติกาตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกแบบมาเป็นแบบนี้ คงต้องแยกทางกันเดิน แต่สุดท้ายเรามีเป้าหมายเหมือนกัน คือ “ความสวยงามของประชาธิปไตย คือ ทุกคนมีอิสรภาพทางความคิด แต่อยู่ร่วมกันได้”

“เพราะกติการัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นเช่นนี้ แม้ไม่อยากจะออกมา แต่เพื่อประชาธิปไตย ผมอยากให้พรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันการเมืองเข้มแข็งมากกว่า แต่วันนี้จากกติกาออกแบบมาเป็นแบบนี้ แต่ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ได้ออกมาส่งเสียงอันทรงพลัง จึงตั้งใจว่าจะเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ และทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่ ได้เห็นพรรคไทยรักษาชาติเป็นพรรคของพวกเขาที่มีจุดยืนเหมือนกัน คือ อยู่เคียงข้างประชาธิปไตย” มิตติ กล่าวอย่างภาคภูมิ

ในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคหน้าใหม่อย่างไทยรักษาชาติ ไม่ได้มีเป้าหมายแค่เก็บแต้มปาร์ตี้ลิสต์ หรือส่งผู้สมัครครบทุกเขตเท่านั้น แต่ “ร.ท.ปรีชาพล” กล่าวอย่างเชื่อมั่นว่า “ผมพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี” พร้อมจะคุยกับทุกฝ่ายไม่ว่าจะฝ่ายที่สนับสนุนประชาธิปไตย หรือฝ่ายที่ไม่สนับสนุนประชาธิปไตย แต่เมื่อถึงเวลาอันสำคัญที่ต้องเลือกหรือจัดตั้งรัฐบาล พรรคไทยรักษาชาติ จะเลือกทำงานกับฝ่ายประชาธิปไตยเท่านั้น

“นับเป็นโอกาสอันสำคัญที่ได้เข้ามาเป็นผู้บริหารร่วมกับคนรุ่นใหม่ เชื่อว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้นได้ และพรรคไทยรักษาชาติ เป็นการผสมผสานทางความคิดของคนทุกรุ่น ที่เห็นตรงกันว่าประเทศไทยรอไม่ได้แล้ว เพราะเราเห็นตรงกันจะนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนจึงมาร่วมกันตั้งพรรคการเมือง” ร.ท.ปรีชาพล ระบุ

ในขณะที่ “มิตติ” นับเป็นนักการเมืองหนุ่มที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะคุณพ่อ “ยงยุทธ” ไปตั้ง “พรรคเพื่อชาติ” แต่ตัวเองกลับมาอยู่อีกพรรค “มิตติ” กล่าวว่า มีคนถามเยอะว่าทำไมไม่อยู่พรรคเดียวกับคุณพ่อ เพราะก่อนลงเล่นการเมืองก็ปรึกษาหารือกับคุณพ่อมาโดยตลอด ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ได้คุยกัน แต่เนื่องด้วยแนวคิดที่ผมกับคุณพ่อต่างคิดไม่เหมือนกัน เพราะคุณพ่ออยากทำเรื่องความปรองดองสมานฉันท์ อยากเห็นความยุติธรรม หรืออยากเห็นการพูดคุยกันได้ทุกฝ่าย แต่ส่วนตัวผมมองว่าการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวทันโลก ต้องนำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศให้เท่าทันกับต่างชาติ เช่นวันนี้มาเลเซียและอินโดนิเซีย มีการพัฒนาประเทศไปได้เร็วกว่าประเทศไทยในทุกอย่าง เพราะนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ดังนั้นจุดยืนทางการเมือง คือ ยึดมั่นในประชาธิปไตยและนโยบายการใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศ จึงตัดสินใจลงเล่นการเมือง

“บอกได้เลยว่าพรรคไทยรักษาชาติ อนาคตผมจะทำให้เป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็งให้จงได้ เป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้เสรีและเต็มที่ ในการแสดงความคิดเห็นทั้งในรูปแบบสมัครเป็นสมาชิกพรรค หรือบริจาคเงินสนับสนุนกิจกรรมพรรค หรือเสนอแนะนโยบายต่างๆ พรรคไทยรักษาชาติ คือ พรรคการเมืองที่ผมฝันอยากทำมาตลอดและจะทำให้สำเร็จ” มิตติ กล่าว

สำหรับเรื่องของความสับสนในการเลือกตั้งในกลุ่มพรรคเครือข่ายพรรคเพื่อไทยนั้น ร.ท.ปรีชาพล ยืนยันว่า พรรคไม่กังกลเรื่องประชาชนจะสับสนในการลงคะแนนเลือกตั้ง เพราะมั่นใจว่าในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ประชาชนได้ตกผลึกทางความคิดแล้วว่าฝ่ายประชาธิปไตยหรือฝ่ายเผด็จการ ฝ่ายใดกันที่จะสามารถทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ดีกว่ากัน และทุกพรรคการเมืองมีแนวทางของตัวเอง ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อชาติ พรรคเพื่อธรรม หรือพรรคไทยรักษาชาติ ล้วนเป็นพรรคที่สนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตย จึงไม่กังวลการเดินหน้าหาเสียงเลือกตั้งอาจทับซ้อนกันบ้าง แต่ไม่ใช่สิ่งสำคัญ เพราะต่างฝ่ายต่างเดินเข้าหาประชาชน

“จุดต่างของพรรคไทยรักษาชาติ เป็นพรรคที่รวบรวมคนที่มีความคิดใหม่ๆ มาทำงานการเมือง ดังนั้นวันนี้ผู้มีอำนาจควรปลดล็อกทางการเมืองได้แล้ว เพื่อให้เกิดบรรยากาศการแข่งขันทางการเมืองได้อย่างเต็มที่ และเพื่อประกาศให้คนไทยหรือต่างชาติได้รับรู้ว่าไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวไปสู่การเลือกตั้ง จากวันนี้ไปถึงวันที่ 24 ก.พ. 2562 เหลือเวลาเพียง 4 เดือนเท่านั้น ไม่ใช่เหลือเวลาอีกหนึ่งปีหรือสองปี ที่จะมาล็อกไม่ให้พรรคการเมืองทำอะไรไม่ได้ แต่เมื่อถึงเวลาปลดล็อกจริงๆ เหลือเวลาเพียงสองเดือนเท่านั้น ย่อมไม่ยุติธรรมต่อพรรคการเมืองใหม่ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และควรมีความชัดเจนว่าการหาเสียงเลือกตั้งจะทำได้อย่างไรบ้าง เพราะวันนี้ไม่มีอะไรอยู่ในก่อไผ่ที่ผู้มีอำนาจจะมาปิดกั้นกันพรรคการเมือง

“เอาแฟร์ๆ โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลสำคัญในการหาเสียงเลือกตั้งที่จะส่งข้อความนโยบายหรืออุดมการณ์พรรคการเมืองไปยังคนนับล้านๆ คนเพียงไม่กี่วินาที ทางรัฐบาลไม่ควรปิดกั้น ควรเปิดโอกาสเต็มที่ เพราะรัฐบาลบอกเองว่าเราเป็นไทยแลนด์ 4.0 แต่ถ้าจะเอาแนวทาง 0.4 มาใช้กับพรรคการเมืองก็ถือว่าไม่แฟร์จริงๆ” ร.ท.ปรีชาพล กล่าว

สร้างถนนดิจิทัล แก้ปัญหาประเทศ

นโยบายพรรค ทษช.นั้น แกนนำทั้งหมดยืนยันว่านโยบายที่ชัดเจน คือ เป็นพรรคการเมืองที่สนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยพร้อมชูนโยบายผลักดันประเทศและประชาชนคนไทยต้องก้าวไปด้วยกัน เพื่อให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัล ด้วยสโลแกน “โลกก้าวไกล ไทยต้องก้าวทัน”

ดังนั้น นโยบายจึงเน้นนำเทคโนโลยีและความทันสมัยมาประยุกต์และใช้ประโยชน์ในการพัฒนศักยภาพและขีดความสามารถของประเทศด้วยนโยบาย “ถนนดิจิทัล” ที่จะพาดผ่านหน้าบ้านคนไทยทั้ง 67 ล้านคน เริ่มตั้งแต่ในหมู่บ้านชุมชนไปทั่วทุกมุมโลก กล่าวให้เห็นเป็นรูปธรรมเชิงนโยบาย คือ นโยบายที่เน้นสนับสนุนการสร้างงาน สร้างรายได้ด้วยการใช้เทคโนโลยี อาทิ จะติดปีกให้สินค้าโอท็อปให้สามารถจำหน่ายได้ในโลกอินเทอร์เน็ต หรือ อี-คอมเมิร์ซ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ เพื่อนำไปสู่การทำให้เศรษฐกิจประเทศดีขึ้น

“จุดแข็งของพรรค คือ เราต้องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพราะ 4-5 ปีที่ผ่านมาประชาชนประสบปัญหาเรื่องปากท้องเหมือนกันหมดตั้งแต่ล่าง กลาง หรือบน จุดยืนทางการเมือง คือ ไม่ขายความขัดแย้งหรือสุดโต่ง แต่พรรคเน้นนำความทันสมัยมาทำให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยี นี่คือจุดแข็งของพรรคไทยรักษาชาติ” ร.ท.ปรีชาพล กล่าว

ร.ท.ปรีชาพล กล่าวว่า หากพรรคได้เป็นรัฐบาล สิ่งสำคัญอันดับแรกที่จะทำ คือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเรื่องปากท้องของพี่น้องประชาชน ขณะเดียวกันเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน เพราะมีอยู่ในอุดมการณ์ฝ่ายประชาธิปไตยอยู่แล้ว เพราะเห็นว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหา เหมือนระเบิดเวลา รออยู่ว่าจะระเบิดด้วยอะไร ช่วยกันถอดสลัก หรือมีคนมาทุบให้ระเบิด ทั้งเศรษฐกิจและแก้รัฐธรรมนูญต้องทำควบคู่กันไป แต่วันนี้ปัญหาปากท้องประชาชนสำคัญกว่าและรอไม่ได้ ทุกระดับชั้น ล่าง กลาง และบนได้รับผลกระทบกันไปหมด และต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนกลับมา

“การแก้รัฐธรรมนูญต้องได้รับความเห็นชอบจากสังคมด้วย เพราะผู้อำนาจเขียนมาให้แก้ยาก จะใช้สภาแก้ไม่ได้ด้วยซ้ำ จึงต้องสร้างความเห็นชอบจากสังคม เพื่อให้สังคมสะท้อนว่ารัฐธรรมนูญ เกิดปัญหาอะไร เพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปได้” ร.ท.ปรีชาพล กล่าว

“มิตติ” กล่าวว่า ผมมีความฝันอยู่สองอย่างในชีวิต คือ ทำฟุตบอลและทำการเมืองให้สำเร็จ แม้ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเมืองอยู่กับผมตั้งแต่เกิด ส่วนฟุตบอลผมชื่นชอบและรักมาก เริ่มทำฟุตบอลตั้งแต่ตอนอายุ 23 ปี ทำมาสิบปีจนประสบความสำเร็จ จึงอยากมาทำงานการเมืองบ้าง ยอมรับว่าต้องปรับตัวหลายอย่างโดยเฉพาะการพูด เหตุผลที่ลงการเมืองครั้งนี้สิ่งสำคัญ คือ อยากให้คนรุ่นใหม่ไฟแรงหันมาสนใจการเมืองมากขึ้น และการลงมาเล่นการเมืองครั้งนี้มาเร็วกว่าเดิม เพราะด้วยกติกาตามรัฐธรรมนูญกำหนด สิ่งสำคัญคือต้องการทำให้พรรคไทยรักษาชาติเป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็ง จึงอยากใช้โอกาสนี้เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดใหม่ที่จะทำให้การเมืองเข้มแข็งและเป็นเสียงสะท้อนที่มีพลังและให้คนรุ่นใหม่ได้มีพรรคเป็นของตัวเอง

คณาพจน์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย เพื่อนสนิทกับ “อุ๊งอิ๊ง” น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวทักษิณ กล่าวว่านโยบายสำคัญของพรรค คือ แก้กฎหมายที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน ตัวอย่างเช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กฎหมายไซเบอร์ เพราะเป็นกฎหมายที่ไปกดทับสิทธิเสรีภาพประชาชนในการเข้าถึงโซเชียลมีเดีย ที่สำคัญกฎหมายเหล่านี้ออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ไม่ได้มาจากประชาชน ซึ่ง สนช.ส่วนใหญ่อายุเกิน 65 ปีขึ้นไปทั้งสิ้น ไม่มีสัดส่วนคนรุ่นใหม่เลย รวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา หรือ เรียนฟรี 12 ปี จะต้องแก้ไขด้วย เพราะไม่ได้การันตีว่าลูกหลานของพี่น้องประชาชนได้เรียนฟรีจริงๆ ดังนั้นเป้าหมายการออกกฎหมายของพรรค คือ เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้นและออกโดยความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

พงศ์เกษม กล่าวว่า พรรคนี้ไม่ใช่พรรคของลูกหลานนักการเมือง เพราะตัวผมเองไม่ใช่ลูกนักการเมือง แต่เหตุผลที่เข้าร่วมอุดมการณ์กับพรรคไทยรักษาชาติ เพราะมีแนวคิดตรงกันเรื่องการใช้เทคโนโลยีมาเป็นแกนหลักและแนวคิดร่วมกัน ที่จะเอาเทคโนโลยีมาพัฒนาประชาชนด้วยนโยบาย “ถนนดิจิทัล” ซึ่งหลังจากนี้ไปจะทำเร่งประชาสัมพันธ์เชิงรุกเต็มที่ แม้พรรคจะประกาศตัวหลังพรรคอื่นๆ แต่มั่นใจว่าจะทำให้ประชาชนได้รู้จักนโยบายของพรรค ที่เน้นการนำเอาเทคโนโลยีมาพัฒนาทุกๆ ด้าน อาทิ สาธารณสุขหรือวิทยาศาสตร์ มาใช้เพื่อลดงบประมาณ หรือนโยบายสนับสนุนให้ชาวนาทำนาด้วยแอพพลิเคชั่น สามารถพยากรณ์ดิน ฟ้า อากาศ เพื่อการปลูกพืชได้

“พรรคไทยรักษาชาติไม่มีการนำเอานโยบายนี้ไปเสนอกับชนชั้นกลาง หรือนโยบายนี้ไปเสนอกับชนชั้นล่าง นโยบายพรรคเราไม่มีการแบ่งแยก เพราะเทคโนโลยีไม่มีการแบ่งแยกคน และพรรคนี้ไม่ใช่พรรคเฉพาะคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่เป็นพรรคที่มีคนที่มีแนวคิดสมัยใหม่ๆ มาอยู่ด้วยกัน กรรมการบริหารพรรคไม่ใช่มีแต่คนรุ่นใหม่ แต่มีคนทุกรุ่นอื่นๆ ที่มีแนวคิดสมัยใหม่ไม่ใช่คนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะอายุเท่าไรเข้ามาทำงาน หรือ ร่วมงานกับเราได้ หากคุณเป็นคนที่มีแนวคิดใหม่ๆ ยินดีมาเข้าร่วมกับพรรค” พงศ์เกษม กล่าว

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ