โฆษก "ตู่ดิจิทัล" รุกพีอาร์สยบข่าวบิดเบือน

  • วันที่ 28 ต.ค. 2561 เวลา 09:52 น.

โฆษก "ตู่ดิจิทัล" รุกพีอาร์สยบข่าวบิดเบือน

"บี” พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ผู้อยู่เบื้องหลังเพจ ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับการทำหน้าที่ชิงทุกพื้นที่ข่าวสารรับเลือกตั้ง

**********************************

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่ใช่แค่เปลี่ยนบรรยากาศเล่นๆ ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทว่าการมอบความไว้วางใจแต่งตั้ง "บี-พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์" เป็น โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แถมควบตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่ง ก็ถือเป็นการปรับทัพงานประชาสัมพันธ์เชิงรุกครั้งใหญ่ในช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองไปสู่การเลือกตั้งในปี 2562

ดังนั้นจึงต้องการนักการเมืองมืออาชีพมาทำงานประสานการเมือง โดยเฉพาะการเมืองบนโลกโซเชียลมีเดียที่นับวันจะดุเดือดเผ็ดร้อนและรุนแรงในการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารกันได้โดยง่ายและเร็วในยุคดิจิทัล

พุทธิพงษ์ ได้รับความไว้วางใจอย่างมากในการดูแลเพจ “ตู่ดิจิทัล” ในฐานะหัวหน้าทีมแอดมินเพจสแกนเรื่องราวของนายกรัฐมนตรีในทุกๆ ด้าน ก่อนที่จะมีการนำเสนอภาพลักษณ์ หรือก่อนออกสื่อโซเชียลมีเดียทุกครั้งต้องผ่านตา “พุทธิพงษ์” ซึ่งเหตุผลสำคัญในการทำหน้าที่ดูแลเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha” ทั้งในเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือทวิตเตอร์ ที่ล้วนเป็นเพจส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีนั้น

พุทธิพงษ์ เล่าว่า ความคิดแรกๆ ของท่านนายกรัฐมนตรีต้องการเปิดช่องทางการสื่อสารที่กว้างและเข้าถึงได้ง่าย โดยที่ประชาชนสามารถรับรู้เรื่องราว ผลงาน และนโยบายของรัฐบาล หรือเพื่อให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะต่างๆ ต่อนโยบายรัฐบาล เพื่อจะนำมาสู่การปรับปรุงหรือเปิดช่องทางใหม่ๆ ให้กับประชาชนได้รับทราบในสิ่งที่รัฐบาลได้ทำไปแล้วว่ามีอะไรบ้าง ยิ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองรัฐบาลต้องทำงานสื่อสารประชาสัมพันธ์ในเชิงรุกมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเน้นผลงานเด่นๆ ในการทำงานต่างๆ ต้องสื่อสารให้ประชาชนได้รับรู้ว่ารัฐบาลได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง หรือประชาชนกลุ่มใดได้ประโยชน์จากนโยบายหรือผลงานที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ได้ทำไป นี่คือแนวคิดหลักของงานประชาสัมพันธ์เชิงรุกของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

“ท่านนายกรัฐมนตรีเล่นโซเชียลมีเดียเอง แต่ผมอาจจะเข้าไปดูแลในบางส่วนเท่านั้น เช่น วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีอยากสื่อสารเรื่องนี้ ทางทีมงานอาจจะคิดและทำกราฟฟิกดีไซน์ให้ในรูปแบบที่เห็นแล้วเข้าใจได้ง่ายๆ กลุ่มคนที่ทำก็มีจำนวนไม่มาก เพราะด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ใช้คนเพียงไม่กี่คนก็ทำได้แล้ว โดยท่านนายกรัฐมนตรีออกแนวคิดเองทั้งหมด” พุทธิพงษ์ กล่าว

พุทธิพงษ์ เล่าว่า ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าอิทธิพลการสื่อสารที่ทรงพลังและโซเชียลมีเดียเป็นรูปแบบการสื่อสารที่รวดเร็วฉับไวที่สุด อาทิ เฟซบุ๊ก ยูทูบ อินสตาแกรม หรือทวิตเตอร์ ยิ่งหลังจากนี้ไปใกล้วันเลือกตั้ง ย่อมเกิดการสร้างข่าว สร้างข้อมูลข่าวสารที่เป็นทั้งข้อเท็จจริง หรือบิดเบือนข้อมูลอันเป็นเท็จซึ่งเกี่ยวข้องและพาดพิงนายกรัฐมนตรี หรือ ครม.ย่อมต้องมีมากขึ้น จากการใช้ข้อมูลที่บิดเบือนโจมตีกล่าวหาดังนั้นโซเชียลมีเดียจึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถชี้แจงข้อเท็จจริงหรือข้อสงสัยให้ประชาชนได้รับทราบเร็วที่สุดด้วย

พุทธิพงษ์ บอกว่า ด้วยบทบาทหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จึงเป็นโอกาสในการประสานงานกับสื่อสารมวลชนได้คล่องตัวขึ้น สิ่งที่อาจจะต้องทำเพิ่มเติมขึ้นมาให้มากขึ้น นั้นคือการตอบโต้หรือชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับทราบอย่างรวดเร็ว ฉับไว และถูกต้อง เพราะมีข้อมูลหลากหลายมากเหลือเกินในทุกวันนี้ ทั้งที่เป็นข้อมูลหรือนโยบายต่างๆ ที่ออกมาเยอะมาก

“เห็นได้ว่าเมื่อเข้าใกล้โรดแมปที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งเร็วขึ้นเท่าไร ยิ่งจะมีการใช้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงปล่อยออกมามากขึ้นเท่านั้นดังนั้นในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเข้ามาดูแลในเรื่องนี้เป็นพิเศษ คือต้องเร่งชี้แจงให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบว่าเรื่องใดรัฐบาลถูกกล่าวหา หรือเรื่องใดไม่เป็นความจริง”

ที่สำคัญหากมีความจำเป็นต้องพึ่งกฎหมาย หรือต้องฟ้องร้องเอาผิดทางกฎหมายก็ต้องทำ เพราะในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาไม่ได้มีการดำเนินการฟ้องร้องกับกลุ่มหรือบุคคลใดที่ให้ร้ายบิดเบือนข้อมูล ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากกว่า เมื่อทางรัฐบาลอยู่เฉยๆ ตั้งใจทำงานเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้ตอบโต้คงไม่ได้อีกแล้ว ดังนั้นจะพยายามชี้แจงในทุกสิ่งที่ถูกต้องโดยไม่ยอมให้ถูกรุมอยู่ข้างเดียวอีกต่อไป

พุทธิพงษ์ กล่าวว่า ในฐานะแอดมินเพจส่วนตัว พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งในการทำงานคงไม่ต่างจากเดิมมากนัก ทั้งในตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หรือตำแหน่งโฆษกรัฐบาล เพราะทั้งสองตำแหน่งต้องเกี่ยวกับการชี้แจงทางการเมือง หรือผลงานรัฐบาล ผ่านการให้ข่าว ด้วยการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย ที่สำคัญขอยืนยันว่าการจัดทำเพจในครั้งนี้ไม่เน้นยอดให้มีคนมาติดตามจำนวนมากๆ แต่มุ่งเน้นเชิงคุณภาพในการสื่อสารกับพี่น้องประชาชน ด้วยการรวบรวมรายละเอียดข้อมูลข่าวสารต่างๆ ของรัฐบาล ด้วยการให้ข้อมูลที่เป็นจริง ถูกต้อง และง่ายในการเข้าถึง เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน

“รัฐบาลพยายามเปิดทุกช่องทางการสื่อสาร อย่างโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก มีกลุ่มคนติดตามชัดเจนและเปิดกว้างคนนิยมเยอะมาก คนที่เข้ามามีหลากหลายแบบ ทั้งที่เป็นคนที่เข้ามาอ่านจริงๆ จังๆ อ่านเอาสนุกๆ หรือแค่ติดตามข่าวสาร ต้องยอมรับว่าเฟซบุ๊กคนติดตามและเยอะกว่า ดังนั้นในการนำเสนอจะเน้นภาพถ่าย หรือนโยบายจะทำเป็นอินโฟกราฟฟิกให้เข้าใจง่ายๆ หรือทวิตเตอร์ จะส่งเป็นข้อความสั้นๆ หรือต่อไปอาจมีไลฟ์สด คลิปวิดีโอสั้นๆ ไม่ยาวมาก เพื่อนำเสนอแล้วประชาชนเข้าใจได้ง่ายๆ” พุทธิพงษ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากนี้ไปการใช้ช่องทางการสื่อสารโซเชียลมีเดีย อาจได้เห็นรูปแบบการนำเสนอภาพลักษณ์นายกรัฐมนตรีมากขึ้นในรูปแบบต่างๆ อาจจะเป็นคลิปวิดีโอสั้นๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับนโยบายที่นายกรัฐมนตรี ต้องการสื่อสารและนำเสนอให้กับประชาชนได้รับทราบ นอกเหนือจากภารกิจทุกๆ วันที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอยู่แล้วในทุกวันนี้ ดังนั้นจากนี้ไปจะค่อยๆ มีการพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ ถึงลูกเล่นในหลากหลายแพลตฟอร์มเพื่อสร้างความน่าสนใจให้มากขึ้น

ตัวอย่างเช่น การแสดงความคิดเห็น หรือคอมเมนต์ให้กำลังใจต่างๆ แต่ถึงกระนั้นสาระสำคัญของการเปิดช่องทางการสื่อสารในครั้งนี้ คือ เปิดช่องทางการสื่อสารกับพี่น้องประชาชน และอยากให้ประชาชนได้เห็นแง่มุมต่างๆ ของนายกรัฐมนตรีในแบบอื่นบ้าง อีกทั้งจะได้เป็นช่องทางในการติดตามการทำงาน หรือภารกิจนายกรัฐมนตรีว่าแต่ละวันนายกรัฐมนตรีได้ทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างไร

พุทธิพงษ์ กล่าวว่า ตัวอย่างของอิทธิพลสื่อโซเชียลมีเดียต่อการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เห็นเป็นรูปธรรม คือกรณีเหตุการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นที่ จ.อุบลราชธานี แม่ของน้องคนหนึ่งป่วยหนัก น้องต้องหยุดเรียนไปเฝ้าแม่อยู่ที่โรงพยาบาล ต้องกินนอนตามทางเดิน พอดีมีคนใจดีเห็น จึงโพสต์เรื่องราวดังกล่าวเข้ามาในเฟซบุ๊กนายกรัฐมนตรี ทันทีที่นายกรัฐมนตรีรับทราบ ได้สั่งการให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ไปดูแลทันที ทำให้ตอนนี้มีคนเข้าไปช่วยเยอะมาก อย่างไรก็ตามในอนาคตยังเป็นห่วงเรื่องการเรียน จึงให้ดูแลติดตามอย่างใกล้ชิดแล้วให้รายงานกลับไปยังเฟซบุ๊กของบุคคลที่ส่งเรื่องของน้องเข้าไปในเพจของนายกรัฐมนตรีให้ได้รับทราบด้วย

ทั้งนี้ ในการทำงานประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลอาจต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรวมถึงรายการ คสช.ด้วย แต่ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่ขอให้พี่น้องประชาชนได้ติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้เพียง 1-2 วันเท่านั้น กำลังคิดกันอยู่ว่าควรมีการปรับเปลี่ยนแพลตฟอร์มการนำเสนอไปสู่สายตาประชาชนอย่างไรบ้าง มิใช่รูปแบบการมานั่งแถลงข่าว หรือเสนอข้อมูลเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบผลงานและนโยบายรัฐบาลให้มากที่สุดโดยเฉพาะเพจนายกรัฐมนตรี

“อยากบอกว่าทีมสื่อสารประชาสัมพันธ์ของ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์กับทีมโฆษกจะยังเป็นทีมงานเดียวกัน เพียงมีการปรับเปลี่ยนภาระหน้าที่ที่ต่างต้องไปรับผิดชอบ อย่าง พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รับภารกิจดูแลกรมประชาสัมพันธ์ในฐานะอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ หรือเอ็นบีที นับเป็นหน้าที่ในการสื่อสารให้ประชาชนได้รับทราบนโยบายหรือผลงานรัฐบาลช่องทางหนึ่ง ไม่ได้เป็นการโยกย้ายหรือเด้งแต่อย่างใด จากนี้ไปจะเป็นการทำงานด้วยกันเป็นทีมเดียวกัน ด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมงานประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลให้เข้มแข็งขึ้น” พุทธิพงษ์ กล่าว

แม้จะถูกมองว่าการเข้ามารับตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อประสานงานการเมืองระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น พุทธิพงษ์ กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าในฐานะนักการเมืองย่อมต้องเป็นคนกว้างขวางรู้จักคนในแวดวงการเมืองทุกพรรค และพูดคุยกันได้แต่ที่มาทำงานการเมืองให้กับรัฐบาลในวันนี้ เพราะต้องการมาทำประโยชน์ให้บ้านเมือง และเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้อย่างสงบสุข ไม่ได้จะมาประสานงานการเมืองหรือมาตอบโต้ทางการเมืองให้กับนายกรัฐมนตรี อยากย้ำเลยว่าที่มาทำงานในวันนี้เพราะต้องการเอาประสบการณ์การทำงานการเมืองมาทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศให้มากที่สุด

ข่าวอื่นๆ