"ผมพยายามจะสร้าง การเมืองสร้างสรรค์" เผ่าภูมิ โรจนสกุล

  • วันที่ 07 ต.ค. 2561 เวลา 18:14 น.

"ผมพยายามจะสร้าง การเมืองสร้างสรรค์" เผ่าภูมิ โรจนสกุล

"เผ่าภูมิ โรจนสกุล" ดอกเตอร์หนุ่ม 1 ใน 30 คน “เลือดใหม่” พรรคเพื่อไทยเข้าสู่การเมือง 3 ปี ด้วยความมุ่งหวังจะใช้ความรู้และประสบการณ์ทำการเมืองแบบสร้างสรรค์

*************************

โดย...ธนพล บางยี่ขัน

กำลังกลายเป็นที่จับตาสำหรับการเปิดตัว 30 คนรุ่นใหม่ ที่จะเข้ามาเสริมทัพให้กับพรรคเพื่อไทย ทั้งบทบาทว่าที่ผู้สมัคร สส.และมีส่วนร่วมทำงานเชิงนโยบาย ​เพิ่มความหลากหลาย รองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น​

เผ่าภูมิ โรจนสกุล ถือเป็นอีกหนึ่งใน “เลือดใหม่” ซึ่งเริ่มเข้ามาชิมลางงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทยได้ 3 ปี ทั้งในฐานะที่ปรึกษาเลขาธิการพรรค และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายด้านคนรุ่นใหม่และเยาวชนของพรรคเพื่อไทย ด้วยความมุ่งหวังจะใช้ความรู้และประสบการณ์ทำงานการเมืองแบบสร้างสรรค์

สิ่งที่ทำให้เผ่าภูมิสนใจงานด้านการเมืองเริ่มตั้งแต่ในช่วงเรียนปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ สาขาวิชาเอกเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ การคลังสาธารณะ ที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งสอนให้มองโลกกว้าง ในเชิงบริบท พลวัตของโลก ​การเคลื่อนตัวของระบบเศรษฐกิจโลก รวมทั้งเรียนวิธีการกำหนดนโยบาย กำหนดโมเดล ทำให้ประเทศสามารถเดินหน้าสอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจ มีความก้าวหน้าและทำให้เกิดความมั่งคั่งในประเทศ จึงหวังจะเอาความรู้ที่มีมาช่วยผลักดันให้เกิดสิ่งเหล่านี้

หลังจากสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ได้สักระยะ เขากลับมารับราชการที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งเป็นที่ที่ได้ร่วมทำงานกับคนเก่งๆ แต่อีกด้านก็ยังมีข้อจำกัด คือ สิ่งที่คิดกับสิ่งที่ปฏิบัติบางครั้งก็ห่างไกลกัน เมื่อผ่านระบบขั้นตอนข้าราชการไปจนถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจ เลยหาทางว่ามีช่องทางอื่นที่ทำให้ช่องว่างระหว่างคนที่มีอำนาจตัดสินใจกับเราแคบกว่านี้ คำตอบนั้นก็คือการเมือง

เผ่าภูมิ เล่าว่า สาเหตุที่เลือกทำงานกับพรรคเพื่อไทย ประเด็นแรก เพราะพรรคเพื่อไทยไม่ได้มองปัญหาสั้นๆ หรือแก้ปัญหาอย่างไร้ทิศทาง แต่มองไกลเป็นสิบปีว่าอยากเห็นประเทศเดินมุ่งไปตรงไหนแล้วค่อยย้อนกลับมากำหนดนโยบายของพรรค​ นโยบายย่อยๆ ที่ทำมาในอดีตจึงสอดคล้องกับสิ่งที่มองไปสิบปีข้างหน้าตลอด อันนี้วิสัยทัศน์ของพรรค ซึ่งส่วนตัวเขาให้ความสำคัญกับเรื่องวิสัยทัศน์ในการทำงานมาก

ประเด็นที่สอง พรรคเพื่อไทยมีประสบการณ์การทำสิ่งดีๆ ให้กับประเทศเยอะมาก นโยบายที่คนไม่เคยคิดว่าจะสำเร็จ ก็ทำให้สำเร็จได้ มีคนที่มีความสามารถสูงมาร่วมทำงาน เป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชนว่าสิ่งที่ทำมาในอดีตเกิดประโยชน์จริงๆ รวมทั้งมีโครงสร้างที่เป็นระบบและเปิดรับความคิดใหม่ ​​

ประเด็นที่สาม พรรคเพื่อไทยมีจุดแข็งเรื่องประชาธิปไตยสูง​ เคารพหลักสิทธิเสรีภาพ เคารพทุกความเห็น ให้ความสำคัญกับทุกความเห็นเท่ากัน ยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ บรรยากาศในพรรคจึงเปิดกว้าง ไม่ได้เอาเกณฑ์วัยวุฒิ คุณวุฒิ รูปร่างหน้าตามาตัดสิน แต่ดูที่ความคิด มีการถกเถียงเปิดให้ทุกฝ่าย หาคำตอบที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ระบบยังปิด การเมืองจึงทำอะไรที่ทำได้เพียงแค่การพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งหากระบบเปิดการเมืองคงเป็นอะไรที่ท้าทายและสนุกมาก

เผ่าภูมิ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการคุยเรื่องนโยบายอย่างไม่เป็นทางการ เนื่องจากส่วนตัวมีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจึงเป็นส่วนหนึ่งของทีมเศรษฐกิจ และมีความเป็นคนรุ่นใหม่ซึ่งพรรคให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่เพราะจะเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อจากนี้ จึงต้องมีนโยบายที่จะสามารถสร้างศักยภาพให้คนกลุ่มนี้เมื่อระบบเปิดก็จะต้องเอาเข้าที่ประชุมพรรค มีการถกเถียง และผ่านอีกหลายขั้นตอนกว่าจะออกมาเป็นนโยบายที่พรรคคิดว่าถูกต้องและเหมาะสมสำหรับประชาชน

สำหรับส่วนตัวคิดว่าสิ่งสำคัญคือเรื่องคนกลุ่มเจนวาย อายุ 18-38 ปี ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ กลุ่มนี้ไม่ชอบกฎระเบียบ ไม่ชอบทำงานประจำ​ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือแรงงานที่มีศักยภาพสูงมีแนวโน้มออกจากพนักงานเงินเดือน ไปทำธุรกิจส่วนตัวเพราะคิดว่าตัวเองมีศักยภาพสูงกว่าจะไปเป็นลูกจ้าง อีก 10 ปี แรงงานศักยภาพสูงจะออกจากบริษัทขนาดใหญ่ เกิดธุรกิจเล็กๆ เป็นดอกเห็ด ซึ่งใช้เทคโนโลยีในการดำเนินการ บางส่วนก็จะล้มตายไปบ้าง

​เพราะฉะนั้นภาครัฐที่เก่งต้องสามารถมองได้ นับตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไปว่า ภาคส่วนไหนที่เราต้องสนับสนุน ซึ่งเป็นเรื่องยากมากเพราะไม่เหมือนในอดีต ที่เราเคยเห็นแต่ภาคเกษตรกรรม ภาคสิ่งทอ แต่ต่อไปจะเป็นเรื่องการเลือกเทคโนโลยีแบบไหนจะเป็นอนาคตของประเทศ รัฐบาลที่เก่งต้องก้าวเท่าทัน ต้องดูว่าจะสนับสนุนเทคโนโลยีแบบไหน ไทยอ่อนกว่าประเทศในภูมิภาคสองเรื่อง คือ นวัตกรรมการผลิต และการสนับสนุนหล่อลื่นภาคเอกชนจากภาครัฐ

“ผมให้ความสำคัญเรื่องวิสัยทัศน์ที่สุดเพราะมีฝีมือ มีศักยภาพขนาดไหน แต่ถ้าคุณมองโลกไม่ขาด ไม่มีวิสัยทัศน์ในการมอง คุณเดินได้ แต่จะเดินแบบช้าๆ ไม่มีทิศทาง หรือถ้าคิดว่าวิ่งได้มีศักยภาพสูง แต่จะวิ่งไปผิดทิศทางเพราะขาดวิสัยทัศน์”

เผ่าภูมิ มองว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้มีขนาดใหญ่ถ้าเทียบกับในภูมิภาค ข้อดีคือเศรษฐกิจมหภาคแข็งแรง มีทุนสำรองสูง เงินเฟ้อต่ำ มีนโยบายการเงินควบคุมการแปรปรวนของค่าเงินได้ดี สิ่งที่ไม่ดี คือ นวัตกรรมและน้ำมันหล่อลื่นจากภาครัฐ ทำให้เราเปรียบเหมือนคนอ้วน ไม่มีกล้ามเนื้อ ไม่สนใจออกกำลังกาย และเดินไปอย่างช้าๆ ถูกทิศทางบ้าง ผิดทิศทางบ้าง เพราะเราขาดนวัตกรรม เทคโนโลยี การสนับสนุนจากภาครัฐ

“ทำให้เราวิ่งไม่ได้ ประเทศเล็กๆ ที่เดินเร็วกว่า เริ่มเดินแซงหน้าเราเพราะเราเดินช้ามาก เราตัวใหญ่ เดินช้า แต่ไม่ล้มเพราะฐานเศรษฐกิจเข้มแข็ง ปัญหาส่วนหนึ่งคือการเมือง ความไม่มีเสถียรภาพการเมือง ส่งผลให้การมีวิชั่นไม่เกิดขึ้น เพราะวิชั่นจะเกิดขึ้นได้ หนึ่ง ต้องมีผู้นำมีวิชั่น สอง ต้องมีเวลาพอสมควรในการบริหารประเทศ”

ถามถึงความพยายามปฏิรูปประเทศของผู้มีอำนาจในปัจจุบัน เผ่าภูมิ กล่าวว่า เรื่องยุทธศาสตร์ชาติไม่ใช่สิ่งผิด ​และถูกต้องด้วยซ้ำ ส่วนจะถูกแนวไม่ถูกแนวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่ไม่เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ชาติ คือ การสร้างข้อจำกัด เพราะวิสัยทัศน์มีได้ แต่ต้องปล่อยให้ผู้บริหารประเทศแต่ละช่วงสามารถกำหนดวิธีการเดินของตัวเอง สิ่งที่คิดวันนี้อีก 5-6 ปี อาจไม่ใช่อย่างนี้ ต้องมีความยืดหยุ่นสำหรับการเดินไปสู่เป้าหมาย​

“ผมพยายามจะสร้างการเมืองที่สร้างสรรค์ ลดการความขัดแย้งไม่จำเป็น ความขัดแย้งที่จำเป็นก็มีนะ คือการถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ การอภิปรายแนวคิด มุมมองนโยบาย ​ถึงขั้นทะเลาะกันด้วยซ้ำ แนวนี้ประโยชน์สูงสุดคือการหาคำตอบให้กับประเทศ​ แต่ต้องไม่ใช่ทะเลาะ ขัดแย้งกันเพื่อการเอาชนะ ตรงนี้ไม่เห็นด้วย แนวคิดของคนรุ่นใหม่อยากเห็นการเมืองเดินไปข้างหน้าเสียที”

ถามว่าเริ่มเห็นบรรยากาศการเมืองเก่าๆ วนกลับมา จะยังสามารถเดินไปตามที่หวังได้หรือไม่ เผ่าภูมิ บอกว่า​​ มองโลกในแง่ดี ยังเห็นแสงสว่างที่ปลายทาง ​การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นการเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ แบ่งสองฝ่ายชัดเจน คือ คนที่เห็นว่า 4-5 ปี เป็นสิ่งดี ​กับอีกฝ่ายอยากเห็นอีกสิ่งเปิดกว้างกว่า ถกเถียง รับฟังกัน สองฝั่งจะแบ่งแยกกันชัดเจน

“ประชาชนเริ่มอึดอัดและโดนกรอบข้อจำกัดมาก เวลานี้หลายคนอยากก้าวสู่สิ่งใหม่ ผมมองเห็นความอัดอั้น คนต้องการก้าวไปสู่สิ่งใหม่ ​จะเห็นว่าพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่ ​ดังจะเห็นว่ามีคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูงออกมาเปิดตัวสามสิบคน เป็นคนที่เราให้ความสำคัญกับศักยภาพในตัวเขามากกว่ารูปลักษณ์ ภาพลักษณ์ จุดเด่นตรง​สมองและจิตใจ ไปสอบถามได้ทุกคน ทุกคนเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ไอที เศรษฐศาสตร์ ครบเครื่อง ไม่รู้พรรคอื่นมีไหม”

ถามว่าพลังของคนรุ่นใหม่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้หรือไม่ เผ่าภูมิ ชี้แจงว่า ผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทย ไทยรักไทย พลังประชาชน ได้สร้างสิ่งดีๆ ในประเทศมากมายมหาศาล ​เราคนรุ่นใหม่ ไม่ได้คิดจะมาเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ เพราะสิ่งเหล่านี้ดีมาก เราจะมาผสมผสาน เติมในสิ่งที่ขาด เพิ่มในสิ่งเขามี สร้างสิ่งสมบูรณ์แบบมากขึ้นเป็นการผสมผสานมากกว่าเข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไร

ประกอบกับพลวัตของโลกก้าวเร็ว พรรคการเมืองจำเป็นต้องมีทุกวัย ทุกแนวคิด มาผสมผสาน ​​ ซึ่งมุมมองคนรุ่นใหม่เท่าทันพลวัตของโลก เขาสามารถเอาความรู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียน บางท่านได้ไปเรียนเมืองนอกเมืองนา เห็นศักยภาพของประเทศต่างๆ ​หากนำโมเดลเหล่านั้นมาช่วยผลักดันให้เกิดขึ้นก็จะเป็นเรื่องดี และพรรคเพื่อไทย มีโครงสร้างที่ทำให้เกิดขึ้นได้ มี สส.จำนวนมาก

“เราเชื่อมผ่าน สส.พื้นที่กับพี่น้องประชาชน เราไม่เคยเชื่อว่า ความคิดจากส่วนกลางแล้วจะดี ดังนั้นต้องไป ไปทดสอบในพื้นที่ เราทำอย่างนั้นมาโดยตลอด จึงเห็นว่า ทำไมนโยบายเราถึงตอบสนองความต้องการประชาชนได้ เพราะเราต้องไปตรวจสอบในพื้นที่ เรามีเครื่องมือ คือ สส.ในพื้นที่ที่ใกล้ชิดประชาชน การชนะการเลือกตั้งจึงหมายถึงการเข้าใจ เข้าถึงประชาชน ซึ่งไม่แน่ใจว่าพรรคอื่นมีไหม”​

ส่วนบทบาททางการเมืองจะลงสมัคร สส.​หรืออยู่ในส่วนไหนอย่างไร ​เผ่าภูมิ ระบุว่า ส่วนตัวเข้าพรรคเพื่อไทยมาด้วยจุดมุ่งหมายอยากสร้างการเปลี่ยนแปลง นำสิ่งที่มีมาบวกกับสิ่งที่พรรคมี ทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศ ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหน จะเป็น สส.​พื้นที่ สส.บัญชีรายชื่อ หรือทำงานส่วนกลาง ​ส่วนไหนก็ได้ที่สร้างประโยชน์ได้ ขึ้นกับบทบาทและความเหมาะสม ซึ่งต้องหาจุดสมดุลว่าจุดไหนเหมาะสมที่สุด

ถามว่าไม่กลัวกับการเข้าสู่การเมืองในช่วงที่พรรคเพื่อไทยดูจะตกเป็นคู่ขัดแย้งกับฝั่งผู้มีอำนาจ เผ่าภูมิ กล่าวว่า ​“ทำไมผมมองเป็นความท้าทาย สิ่งที่เกิดขึ้นมา 4-5 ปี น่าจะไม่ใช่ในแนวทางที่ถูกต้อง จึงเป็นเรื่องท้าทายที่จะทำให้เกิดสิ่งที่ถูกต้อง ​ถ้าเขาทำถูกต้องดีแล้ว เราก็ควรจะสนับสนุนเขา แต่นี่เราเห็นว่าไม่ถูกต้อง เราควรจะต้องทำสิ่งดีให้เกิดขึ้นเป็นการเมืองเชิงบวก”

ข่าวอื่นๆ