2 ขั้วต้องถอยคนละก้าว เพื่อเอกภาพของชาติ

วันที่ 10 มี.ค. 2561 เวลา 08:00 น.
2 ขั้วต้องถอยคนละก้าว เพื่อเอกภาพของชาติ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หมายเหตุ - เสกสรรค์ ประเสริฐกุล นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และสังคมศึกษา ปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในหัวข้อ "ประเทศไทยในความคิด ความคิดในประเทศไทย" เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2561 ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีเนื้อหาที่น่าสนใจดังนี้

สังคมไทยในช่วง 10 ปีมานี้ ประเทศไทยเกิดความขัดแย้งทางการเมืองแบ่งเป็น 2 ขั้วทางความคิด คือ 1.กลุ่มอนุรักษนิยม และ 2.กลุ่มหัวก้าวหน้าสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตย ซึ่งความขัดแย้งที่ผ่านมามีข้อสังเกต คือ ความขัดแย้งทางการเมืองไม่ได้เป็นความขัดแย้งทางความคิด แต่เป็นความขัดแย้งที่ถูกผูกโยงด้วยผลประโยชน์และความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และเป็นความขัดแย้งคล้ายๆ ความขัดแย้งทางศาสนาด้านความเชื่อและศรัทธาของทั้งสองฝ่าย ที่ต่างพยายามปลูกฝังความคิดความเชื่อของตัวเองต่อประชาชน ด้วยการกดดันผู้คนในสังคมให้เชื่อและศรัทธาในสิ่งที่ตัวเองคิด

ฝ่ายอนุรักษนิยม อาทิ กลุ่มจารีต กลุ่มชาตินิยม ฯลฯ ปลูกฝังความเชื่อเรื่อง "คนดี" พร้อมกับหยามเหยียดอีกฝ่ายว่าเป็นคนไม่ดี พร้อมๆ กับการใช้อำนาจตามอำเภอใจต่ออีกฝ่าย สุดท้ายกลายเป็นการใช้อำนาจควบคุมและละเมิดสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยของอีกฝ่าย โดยกล่าวหาว่าเป็นคนไม่ดี การอ้างเรื่องความดีของฝ่ายอนุรักษนิยมเพื่อให้มีอำนาจเหนือคนส่วนใหญ่ นำมาซึ่งการปฏิวัติรัฐประหารรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2557 ด้วยเหตุผลที่ฝ่ายอนุรักษนิยมรังเกียจนักการเมืองที่อยู่ในอำนาจขณะนั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การตัดสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยของประชาชนทั้งประเทศ

ลักษณะคนดีหรือคนไม่ดีมีลักษณะที่สอดคล้องกัน กล่าวคือ คนดี คือกลุ่มคนชนชั้นนำที่มีการศึกษาดี ฐานทางเศรษฐกิจดี ขณะที่คนไม่ดี คือ ชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง ปัญหาที่สำคัญ คือ ใครกันแน่ที่มีสิทธิเป็นผู้ปกครองประเทศ การอ้างว่าเป็นคนดีเพื่อขึ้นเป็นชนชั้นปกครองในการมีอำนาจของฝ่ายอนุรักษนิยม จะมีกลุ่มข้าราชการ นายทุน และชนชั้นสูง ขณะที่นักการเมืองกับชาวบ้าน คือ คนไม่ดี ซึ่งแท้จริงแล้วไม่มีประเทศใดในโลกที่จะมีคนดีกับคนไม่ดี แต่ทุกชนชั้นหรือทุกประเทศย่อมต้องมีคนดีและคนไม่ดีปะปนกันมีอยู่ทุกหนแห่ง

คนดีหรือคนเลวพิจารณาได้จากหลายมุม แต่กลับผูกขาดเพียงกลุ่มเดียว ซึ่งไม่ควรมาจำกัดนิยามคนดีหรือผูกขาดความเป็นคนดี อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ต้านความดี แต่สิ่งที่ไม่เห็นด้วย คือ มีคนเพียงหยิบมือเดียวสมมติตนเป็นคนดีแล้วผูกขาดอำนาจ อีกเรื่องที่ฝ่ายอนุรักษนิยมมักอ้างเพื่อละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตย คือ "ความเป็นไทย" หากไม่เชื่อฟังหรือต่อต้านรัฐอาจถูกขับไล่ไปต่างประเทศ ด้วยการอ้างว่าไม่มีความเป็นไทย ความคิดนี้เพื่อเสริมอำนาจให้กับฝ่ายอำนาจนิยมเอง

ดังนั้น การอ้างความเป็นไทยเป็นวาทกรรมทางการเมือง สำหรับสาเหตุที่ทำให้คนรังเกียจประชาธิปไตย เพราะที่ผ่านมาเกิดความแตกแยกทางการเมืองสูง และเกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นจากนักการเมือง ซึ่งเป็นนักการเมืองบางส่วนเท่านั้น จนนำมาซึ่งการล้มกระดานรัฐบาลพลเรือน แต่ปัญหาดังกล่าวเหมือนปัญหาอันตรายบนท้องถนน จะแก้ปัญหาด้วยการเลิกใช้รถยนต์แล้วหันกลับไปใช้เกวียนเหมือนอดีตคงไม่ได้ ดังนั้นประเทศไทยมีเอกภาพแห่งดินแดนมานานแล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะมาอ้างเรื่องความเป็นไทย เพราะกลัวการเมืองแตกแยก ความเป็นไทยกำลังกลายเป็นปัญหา เพราะไม่มีการยอมรับความแตกต่างทางความคิด ดังนั้นต้องออกแบบโครงสร้างทางการเมืองใหม่ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายความคิดสามารถเจรจาต่อรองกันได้ แต่ไม่ใช่ให้คนเพียงหยิบมือเดียวมากำหนดหรือผูกขาดอำนาจประเทศ

ข้อด้อยของกลุ่มหัวก้าวหน้าประชาธิปไตยจนนำมาสู่การถูกยึดพื้นที่ หรือล้มกระดานสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เพราะประชาธิปไตยไม่ได้ถูกหยั่งรากลึก ขณะที่ฝ่ายชนชั้นนำทวงคืนอำนาจมาโดยตลอด และฝ่ายประชาธิปไตยเองมีปัญหาจากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเล่นบทบาทเป็นหลักมากเกินไป อาศัยระบบเลือกตั้งเข้าสู่อำนาจ แต่ไม่สนใจภาคส่วนอื่น อาทิ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ ที่สำคัญนักการเมืองไม่ยอมขยายฐานรากประชาธิปไตยไปในระดับโครงสร้างสังคม ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำ คือ ต้องกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ต้องปฏิรูประบบราชการให้ยึดโยงกับประชาชน และต้องขยายงานรัฐสภามาสู่นิติบัญญัติ แต่ที่ผ่านมานักการเมืองหรือรัฐบาลเลือกตั้งทำเหมือนกันหมด คือการรวมศูนย์อำนาจไว้ในเมืองหลวง เพื่อควบคุมจึงทำให้การ กระจายอำนาจและปฏิรูประบบราชการไม่เกิดขึ้น จึงทำให้ไม่เกิดการหยั่งรากหรือเกาะติดทางความคิดเรื่องประชาธิปไตยในสังคมไทย

รัฐบาลเลือกตั้งมุ่งจะสู่อำนาจจนลืมผลักดันการขยายโครงสร้างประชาธิปไตยแก่ประชาชน แต่กลับใช้ระบบอุปถัมภ์ทำการเมืองมวลชน อาศัยกำลังมวลชนกดดันในสิ่งที่ฝ่ายตนต้องการ ซึ่งนักการเมืองมองไม่เห็นจุดเปราะบางตรงนี้ จนประมาทการใช้อำนาจและไม่ยอมวางรากฐานประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง จึงเป็นเหตุให้ถูกโค่นล้มโดยการปฏิวัติรัฐประหารเอาง่ายๆ

สำหรับโซเชียลมีเดีย อาทิ เฟซบุ๊ก นับเป็นช่องทางเดียวที่สามารถแสดงออกด้านสิทธิเสรีภาพเรื่องประชาธิปไตยได้ โดยไม่จำเป็นต้องก้าวเท้าออกจากบ้าน แต่ก็มีผลด้านลบ คืออาจจะทำให้เกิดความลุ่มหลงตัวเองและตัดสินคนอื่นด้วยข่าวลวงแบบผิดๆ เพราะพลังโซเชียล มีเดียปัจจุบันมีอิทธิพลสูงมาก สามารถเพิ่มอำนาจให้ปัจเจกบุคคลได้ การใช้ โซเชียลมีเดียควรนำคนมาพบกันและแลกเปลี่ยนความคิดทางปัญหา ไม่ใช่เป็นแหล่งบ่มเพาะความเกลียดชังด้วยข่าวลวง หรือตั้งตนเป็นศาลเตี้ย ปรากฏการณ์แบบนี้ได้สร้างความแตกแยกไปทั่วโลก ผลร้ายเหมือนเสพยาเสพติดจากการใช้โซเชียลมีเดียกลายเป็นเครื่องมือทำลายความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสังคม และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนด้วยกัน ดังนั้นต้องเลิกใช้ Hate Speech ทั้งฝ่ายอนุรักษนิยมหรือกลุ่มหัวก้าวหน้า ต้องอดทนต่อกันและยอมรับความแตกต่าง เพราะเราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดความเจริญงอกงามมาช่วยกันสร้างพลวัตในวันที่เราได้เสรีภาพคืนมา

ไม่มีทางที่ประเทศใดจะทำให้คนคิดเหมือนกัน อยู่เหมือนกัน ประเทศมีความหลากหลายมาโดยตลอด ไทยแท้คือ ลูกผสม จึงต้องคิดต่างกันได้ ขอแค่ต่างฝ่ายถอยกันคนละก้าว มาสร้างเอกภาพบนความแตกต่างเป็นหน้าที่ของสถาบันการเมืองที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันทำ

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต